กรณีศึกษาครอบครัวเจดีย์ทอง : : การเลือกกฎหมายเพื่อกำหนดความสามารถของมารดาต่างด้าวซึ่งอาศัยอยู่ในประเทศไทยอย่างผิดกฎหมายคนเข้าเมืองและแสดงตนเป็นคนไร้สัญชาติ

โดย รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร  อ.ดร.ชาติชาย เชษฐสุมน และ อ.ดร.รัชนีกร ลาภวณิชชา

เมื่อวันที่ ๑๖ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๖

-----------

ข้อเท็จจริง[1]

------------

ในระหว่างการลงพื้นที่รับฟังปัญหาความด้อยโอกาสของประชาชนในพื้นที่ของบ้านห้วยส้าน อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ภายใต้ “โครงการศึกษาวิจัยและให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิเด็กและผู้ด้อยโอกาสในชุมชนจังหวัดตากและชุมชนกลุ่มจังหวัดชายแดนในประเทศไทย” เมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๕ นายอาทิตย์ เจดีย์ทองเข้าหารือปัญหากฎหมายต่อศูนย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ และขอให้ศูนย์ฯ ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่เขาและภริยา ตลอดจนบุตรอีก ๓ คน

นายอาทิตย์ได้เล่าถึงความเป็นมาของครอบครัวของเขาต่อนางสาวพวงรัตน์ ปฐมสิริรักษ์ นักศึกษาปริญญาโท ซึ่งทำหน้าที่เป็นทนายความอาสาของศูนย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภายใต้โครงการข้างต้นดังนี้

เมื่อราว พ.ศ.๒๕๔๗ นายอาทิตย์ เจดีย์ทอง ได้รู้จักและพบรักกับนางสาวแพทริเซีย ในขณะที่เดินทางไปทำงาน ณ ไต้หวัน แต่ต่อมาในเดือนมกราคม พ.ศ.๒๕๕๒ เมื่อสัญญาจ้างแรงงานของนายอาทิตย์หมดสิ้นสุด เขาจึงต้องเดินทางกลับมาประเทศไทย แต่นางสาวแพทริเซียยังคงทำงานต่อไปในไต้หวันจนกระทั่งสัญญาแรงงานสิ้นสุดลงในเดือนเมษายน พ.ศ.๒๕๕๒

ในระหว่างเดินทางจากไต้หวันกลับประเทศมาเลเซีย นางสาวแพทริเซียได้เดินทางเข้ามายังประเทศไทยเพื่อเยี่ยมนายอาทิตย์ โดยได้รับการตรวจลงตรา ณ ด่านตรวจคนเข้าเมืองที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๒/ค.ศ.๒๐๐๙ เจ้าหน้าที่ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองบันทึกในการตรวจลงตราบนหนังสือเดินทางของเธอว่า เธอจึงอาจอาศัยอยู่ในประเทศไทยได้จนถึงวันที่ ๕ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๖

ในระหว่างที่นางสาวแพทริเซียได้พักอาศัย ณ บ้านของนายอาทิตย์ในประเทศไทย นายอาทิตย์และนางสาวแพทริเซียได้ตกลงกันที่จะอยู่กินฉันสามีภริยา ณ บ้านห้วยส้าน อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก

ต่อมา มีบุคคลที่นายอาทิตย์นับถือแนะนำให้นางสาวแพทริเซียไปร้องขอต่ออำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก เพื่อรับการสำรวจในสถานะของ “บุคคลที่ไม่มีสถานะบุคคลตามกฎหมายการทะเบียนราษฎร” และต่อมา เมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๒/ค.ศ.๒๐๐๙ นางสาวสาวแพทริเซียก็ได้รับการบันทึกใน “ทะเบียนประวัติประเภท ท.ร.๓๘ ก” ในชื่อของ “อัญชลี เจดีย์ทอง” และได้รับการออก “บัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน” ให้ถือเพื่อแสดงตัว โดยบัตรนี้ระบุว่า เธอมีเลขประจำตัวประชาชนตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎร ๑๓ หลักขึ้นต้นด้วยเลข ๐ และบัตรนี้ระบุว่า จะหมดอายุในวันที่ ๑๓ กรกฏาคม พ.ศ.๒๕๖๒ นอกจากนั้น เธอได้ใช้บัตรประจำตัวที่ได้ในชื่อใหม่ ไปร้องขอสิทธิทำงานต่อสำนักงานจัดหางานจังหวัดตาก และได้รับใบอนุญาตทำงานในสถานะ “คนไร้สัญชาติ” เพื่อทำงานประเภททำความสะอาดบ้านตั้งแต่วันที่ ๑๕ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๕ จนถึงวันที่ ๑๔ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๗ โดยมีนายอาทิตย์ เจดีย์ทอง เป็นนายจ้าง

นายอาทิตย์ถือบัตรประจำตัวประชาชนคนสัญชาติไทย และบัตรนี้ระบุว่า เขามีเลขประจำตัวประชาชนตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎร ๑๓ หลักขึ้นต้นด้วยเลข ๕ และบัตรนี้ออกโดยสำนักทะเบียนอำเภอแม่สอด จังหวัดตากเมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๔ และระบุว่า หมดอายุเมื่อวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๖๒

สำหรับนางสาวแพทริเซียปรากฏตามหนังสือเดินทางที่ออกโดยกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซียเมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน ค.ศ.๒๐๐๙/พ.ศ.๒๕๕๒ ว่า นางสาวแพทริเซียเกิดเมื่อวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ค.ศ.๑๙๗๘ ณ ประเทศมาเลเซีย หนังสือเดินทางดังกล่าวหมดอายุในวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๗/ค.ศ.๒๐๑๔

นางสาวแพทริเซียมีบุตรกับนายอาทิตย์จำนวน ๓ คน และบุตรทุกคนได้รับการแจ้งการเกิดและการอยู่ในทะเบียนราษฎรของรัฐไทยโดย นายอาทิตย์ เจดีย์ทอง ซึ่งได้รับการรับรองในทะเบียนราษฎรของรัฐไทยในสถานะสัญชาติไทย แต่มิได้รับการแจ้งการเกิดในทะเบียนราษฎรของรัฐมาเลเซีย บุตรทั้งสามจึงมีสานะบุคคลตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎรเท่านั้น ดังมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

(๑) เมื่อ ด.ญ.สินี เจดีย์ทองเกิด ณ โรงพยาบาลแม่สอด จากนายอาทิตย์และนางสาวแพทริเซียในวันที่ ๑๖ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๒/ค.ศ.๒๐๐๙ เธอจึงได้รับการจดทะเบียนคนเกิดในสูติบัตรประเภท ท.ร.๑ โดยสำนักทะเบียนอำเภอแม่สอด จังหวัดตากเมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๒ และได้รับการจดทะเบียนคนอยู่โดยสำนักทะเบียนดังกล่าวในทะเบียนบ้านตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎรประเภทคนอยู่ถาวร (ท.ร.๑๔) และมีเลขประจำตัวประชาชน ๑๓ หลักขึ้นต้นด้วยเลข ๑ ในวันที่ดังกล่าวเช่นกัน

(๒) เมื่อ ด.ญ.พร เจดีย์ทองเกิด ณ โรงพยาบาลแม่สอด ในวันที่ ๑๖ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๕ เธอจึงได้รับการจดทะเบียนคนเกิดในสูติบัตรประเภท ท.ร.๑ โดยสำนักทะเบียนอำเภอแม่สอด จังหวัดตากเมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๕ และได้รับการจดทะเบียนคนอยู่โดยสำนักทะเบียนดังกล่าวในทะเบียนบ้านตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎรประเภทคนอยู่ถาวร (ท.ร.๑๔) และมีเลขประจำตัวประชาชน ๑๓ หลักขึ้นต้นด้วยเลข ๑ ในวันที่ดังกล่าวเช่นกัน

(๓) ด.ช.เดช เจดีย์ทอง เกิดเมื่อ ณ โรงพยาบาลตากประชานุเคราะห์ในวันที่ ๑๖ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๕ เขาจึงได้รับการจดทะเบียนคนเกิดในสูติบัตรประเภท ท.ร.๑ โดยสำนักทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลนครตาก จังหวัดตากเมื่อวันที่ ๑๘ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๕ และได้รับการจดทะเบียนคนอยู่โดยสำนักทะเบียนบ้านกลางตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎร และมีเลขประจำตัวประชาชน ๑๓ หลักขึ้นต้นด้วยเลข ๑ ในวันที่ดังกล่าวเช่นกัน

จะเห็นว่า ด.ญ.พร และ ด.ช.เดช เป็นฝาแฝดกัน ซึ่งพรเกิดเมื่อเวลา ๐๕.๕๔ น. ในขณะที่เดชเกิดเมื่อเวลา ๑๐.๒๘ น.

นางสาวแพทริเซียอาศัยอยู่ในประเทศไทยมาจนถึงปัจจุบัน โดยไม่เคยเดินทางกลับไปประเทศมาเลเซียอีกเลย และไม่เคยติดต่อสถานทูตมาเลเซียประจำประเทศไทยอีกด้วย เธอมีความปรารถนาที่จะใช้ชีวิตร่วมกับสามีและบุตรอีกสามคนในประเทศไทย และอยากมีสถานะเป็นคนสัญชาติเป็นไทยตามสามีและบุตร

--------

คำถาม

--------

หากบริษัท บ้านสวยริมเมย จำกัด ซึ่งประกอบการบ้านพักตากอากาศที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก รับนางสาวแพทริเซียเข้าทำงานเป็นลูกจ้างของบริษัทดังกล่าว โดยให้ทำหน้าที่พนักงานทำความสะอาดบ้านพักตากอาการของบริษท

อนึ่ง บริษัท บ้านสวยริมเมย จำกัด เป็นบริษัทตามกฎหมายไทย ซึ่งมีสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศญี่ปุ่น โดยมีหุ้นส่วนข้างมากเป็นคนสัญชาติญี่ปุ่น ในขณะที่หุ้นส่วนข้างน้อยมีสัญชาติพม่า

โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล ถามว่า จะต้องใช้กฎหมายของประเทศใดกำหนดความสามารถของนางสาวแพทริเซียในการทำสัญญาจ้างแรงงานดังกล่าว เพราะเหตุใด [2]

----------------

แนวคำตอบ

----------------

ประเด็นที่ต้องพิจารณาเป็นเรื่องของการเลือกกฎหมายเพื่อกำหนดความสามารถของบุคคลธรรมดาในการทำสัญญาจ้างแรงงาน จึงเป็นนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายเอกชน และเมื่อปัญหาตามข้อเท็จจริงเป็นเรื่องของสัญญาระหว่างคนสัญชาติมาเลเซียและบริษัทตามกฎหมายไทย ซึ่งครอบงำโดยคนสัญชาติญี่ปุ่น สัญญาที่เกิดขึ้นจึงมีลักษณะระหว่างประเทศ อันทำให้ตกอยู่ภายใต้การขัดกันแห่งกฎหมายเอกชน และนำไปสู่การเลือกกกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อการจัดการสิทธิของเอกชนในสัญญา

โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล นิติสัมพันธ์ของเอกชนที่มีลักษณะระหว่างประเทศย่อมตกภายในกฎหมายว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายของรัฐที่มีการกล่าวอ้างความเป็นระหว่างประเทศของนิติสัมพันธ์ ทั้งนี้ ไม่ว่าคู่กรณีอีกฝ่ายจะเป็นรัฐหรือองค์กรของรัฐก็ตาม

ในกรณีที่มีการกล่าวอ้างความเป็นต่างด้าวของนางสาวแพทริเซีย จึงจะต้องนำเอาหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลมาใช้ในการพิจารณาความสามารถของบุคคลดังกล่าว ซึ่งกฎหมายนี้ก็รับรองให้ใช้กฎหมายขัดกันของรัฐที่มีการกล่าวอ้างนิติสัมพันธ์ เว้นแต่กรณีจะกำหนดเป็นอย่างอื่น

ในเมื่อมีการกล่าวอ้างความสามารถของนางสาวแพทริเซียในประเทศไทย จึงจะต้องใช้ พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.๒๔๘๑ ในการเริ่มพิจารณานิติสัมพันธ์

ภายใต้มาตรา ๑๐ วรรค ๑ แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.๒๔๘๑ ความสามารถโดยทั่วไปของบุคคลตกอยู่ ซึ่งกำหนดว่า "ความสามารถและความไร้ความสามารถของบุคคลย่อมเป็นไปตามกฎหมายสัญชาติของบุคคลนั้น" ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า ภายใต้กฎหมายขัดกันไทย ความสามารถของบุคคลย่อมตกอยู่ภายใต้กฎหมายสัญชาติของบุคคล หรือกล่าวอย่างชัดเจน ก็คือ กฎหมายของรัฐเจ้าของสัญชาติของบุคคล

แต่ตามข้อเท็จจริงปรากฏว่า นางสาวแพทริเซียมีสถานะบุคคลตามกฎหมายสัญชาติเป็น ๒ สถานการณ์ที่ขัดแย้งกัน กล่าวคือ (๑) เป็นคนสัญชาติมาเลเซียในความเป็นจริง เพราะเธอถือหนังสือเดินทางที่ออกโดยกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซีย และหนังสือนี้ระบุว่า เธอมีสถานะเป็นคนสัญชาติมาเลเซีย และ (๒) มีสถานะเป็น “คนไร้สัญชาติ” ทั้งนี้ เพราะเธอถือบัตรประจำตัวบุคคลตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎร ที่มีชื่อว่า “บัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน” อันหมายความว่า เธอเคยแสดงตนต่อรัฐไทยว่า เธอเป็นคนไร้รัฐ หรือ เป็นคนที่ไม่มีสถานะบุคคลตามกฎหมายการทะเบียนราษฎรของทุกรัฐบนโลก

การพิจารณาเลือกกฎหมายเพื่อกำหนดความสามารถในการทำสัญญาจ้างแรงงานของนางสาวแพทริเซีย จึงต้องทำภายใต้ ๒ สถานการณ์ กล่าวคือ

สถานการณ์แรก ซึ่งพิจารณาว่า นางสาวแพทริเซียมีสถานะบุคคลตามกฎหมายมหาชนเป็น “คนสัญชาติของรัฐมาเลเซีย” ความสามารถในการทำสัญญาจ้างแรงงานจึงเป็นไปตามกฎหมายมาเลเซีย ซึ่งระบบกฎหมายขัดกันมาเลเซียเป็นแบบ Common Law เมื่อมาตรา ๑๐ วรรค ๑ ดังกล่าวชี้ให้ใช้กฎหมายของรัฐเจ้าของสัญชาติ กล่าวคือ กฎหมายมาเลเซีย ซึ่งในที่นี้ ก็คือ กฎหมายขัดกันมาเลเซีย และกฎหมายนี้ก็ชี้ต่อไปให้ใช้กฎหมายของรัฐเจ้าของภูมิลำเนาตามกฎหมายเอกชนของบุคคล ด้วยว่า กฎหมายขัดกันมาเลเซียเป็นกฎหมายขัดกันในตระกูล Common Law ดังนั้น เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า นางสาวแพทริเซียอาศัยอยู่จริงในประเทศไทย ซึ่งโดยหลักกฎหมายมาเลเซีย มนุษย์/บุคคลธรรมดาย่อมมีภูมิลำเนาตามกฎหมายเอกชน ณ บ้านอันเป็นแหล่งที่อยู่หลักของมนุษย์นั้นๆ จึงหมายความว่า กฎหมายมาเลเซียส่งอำนาจต่อไปยังกฎหมายขัดกันไทย เพราะประเทศไทยมีสถานะเป็นรัฐเจ้าของภูมิลำเนาตามกฎหมายเอกชนของนางสาวแพทริเซีย และโดยกฎหมายขัดกันไทยอันได้แก่ มาตรา ๔ แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.๒๔๘๑ บัญญัติว่า ถ้าจะต้องใช้กฎหมายต่างประเทศบังคับและตามกฎหมายต่างประเทศนั้น กฎหมายที่จะใช้บังคับได้แก่กฎหมายแห่งประเทศสยาม ให้ใช้กฎหมายภายในแห่งประเทศสยามบังคับ มิใช่กฎเกณฑ์แห่งกฎหมายสยามว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย” จึงหมายความว่า กฎหมายขัดกันไทยส่งอำนาจต่อไปยังกฎหมายแพ่งสาระบัญญัติไทยว่าด้วยความสามารถแห่งบุคคลในการทำนิติกรรมและสัญญา อันได้แก่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไทยนั่นเอง จึงต้องสรุปในสถานการณ์แรกนี้ว่า ความสามารถทางกฎหมายของนางสาวแพทริเซียจึงตกอยู่ภายใต้กฎหมายไทย ทั้งนี้ โดยผลของมาตรา ๑๐ และมาตรา ๔ แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.๒๔๘๑ ประกอบกับกฎหมายขัดกันมาเลเซีย จึงต้องเอาประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของประเทศไทยมาใช้ในการกำหนดปัญหาความสามารถของนางสาวแพทริเซียได้เลย

สถานการณ์ที่สอง ซึ่งพิจารณาว่า นางสาวแพทริเซียมีสถานะบุคคลตามกฎหมายสัญชาติเป็น “คนไร้สัญชาติ” จึงไม่อาจจะหากฎหมายของรัฐเจ้าของสัญชาติมากำหนดความสามารถในการทำนิติกรรมและสัญญาของเธอได้ ในกรณีเช่นนี้ กฎหมายขัดกันไทยกำหนดให้ใช้ มาตรา ๖ วรรค ๔ แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายมาแก้ปัญหาการขัดกันแห่งสัญชาติของบุคคลธรรมดาในทางลบที่เกิดขึ้น (Negative Conflict of Nationalities) กล่าวคือ “สำหรับบุคคลผู้ไร้สัญชาติ ให้ใช้กฎหมายภูมิลำเนาของบุคคลนั้นบังคับ ถ้าภูมิลำเนาของบุคคลนั้นไม่ปรากฏ ให้ใช้กฎหมายของประเทศซึ่งบุคคลนั้นมีถิ่นที่อยู่บังคับ” ดังนั้น จึงต้องย้อนไปพิจารณาว่า นางสาวแพทริเซียมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศใด ? และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า นางสาวแพทริเซียอาศัยอยู่ในประเทศไทย ทั้งนี้ โดยผลของมาตรา ๓๗ แห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของประเทศไทย ซึ่งบัญญัติว่า ภูมิลำเนาของบุคคลธรรมดา ได้แก่ถิ่นอันบุคคลนั้นมีสถานที่อยู่เป็นแหล่งสำคัญนางสาวแพทริเซียย่อมมีภูมิลำเนาตามกฎหมายเอกชนอยู่ในประเทศไทย จึงต้องสรุปในสถานการณ์ที่สองนี้ว่า ความสามารถทางกฎหมายของเธอจึงตกอยู่ภายใต้กฎหมายไทย ทั้งนี้ โดยผลของมาตรา ๑๐ แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.๒๔๘๑ จึงต้องเอาประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของประเทศไทยมาใช้ในการกำหนดปัญหาความสามารถของนางสาวแพทริเซียได้เลย

จะเห็นว่า กฎหมายไทยอันได้แก่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของประเทศไทยย่อมมีสถานะเป็นกฎหมายที่มีผลกำหนดปัญหาความสามารถของนางสาวแพทริเซีย ไม่ว่าเธอจะแสดงตนเป็นคนสัญชาติมาเลเซียหรือคนไร้สัญชาติ

เราคงตระหนักได้ว่า แม้ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ สิทธิตามกฎหมายเอกชนนั้นเป็นสิทธิของมนุษย์/ธรรมดา เมื่อบุคคลดังกล่าวมีรัฐเจ้าของสัญชาติ การเกิดขึ้นและความเคลื่อนไหวแห่งสิทธิย่อมเป็นไปตามกฎหมายเอกชนของรัฐเจ้าของสัญชาติ แต่เมื่อมนุษย์/บุคคลธรรมดาตกอยู่สถานการณ์ที่ไร้รัฐบนโลกนี้รับรองสถานะคนสัญชาติในทะเบียนราษฎรให้ อันทำให้พวกเขาตกเป็น “คนไร้สัญชาติ” การเกิดขึ้นและความเคลื่อนไหวแห่งสิทธิย่อมเป็นไปตามกฎหมายเอกชนของรัฐเจ้าของถิ่นอันเป็นภูมิลำเนาตามกฎหมายเอกชนของพวกเขา โดยหลักกฎหมายทั่วไปของกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล มนุษย์/บุคคลธรรมดาไม่อาจตกเป็นผู้ไร้สิทธิตามกฎหมายเอกชนได้เลย สิทธิตามกฎหมายเอกชนเป็นสิทธิตามกฎหมายธรรมชาติของมนุษย์


[1]เป็นข้อเท็จจริงที่ปรุงแต่งจากเรื่องจริง โดยใช้โครงสร้างของเรื่องราวจากเรื่องที่ร้องเรียนมาสู่ “โครงการศึกษาวิจัยและให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิเด็กและผู้ด้อยโอกาสในชุมชนจังหวัดตากและชุมชนกลุ่มจังหวัดชายแดนในประเทศไทย” ของศูนย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในราว พ.ศ.๒๕๕๕ – ๒๕๕๖ แต่ชื่อบุคคลและสถานที่ต่างๆ ถูกเปลี่ยนแปลงไปเพื่อเคารพความเป็นส่วนตัวของบุคคลที่เกี่ยวข้อง เจ้าของปัญหาตามเรื่องจริงกำลังได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมายจากศูนย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

[2]เป็นข้อสอบในวิชากฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล หลักสูตรนิติศาสตร์บัณฑิต ภาคปกติ วิทยาเขตลำปาง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปีการศึกษา ๒๕๕๕ ภาคแก้ตัว