ผู้ประกอบธุรกิจต้องคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนด้วยหรือ?

ตามหลักสิทธิมนุษยชน ความเสมอภาค (Equality)มีความหมาย คือ ความเท่าเทียมของมนุษย์ทุกคนในการได้รับสิทธิพื้นฐานตามหลักสิทธิมนุษยชน โดยผ่านการปฏิบัติต่อกันระหว่างมนุษย์ต่อมนุษย์ ด้วยความเคารพต่อสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ความเสมอภาค คำที่มักได้ยินพร้อมกับ สิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ กลุ่มคำดังกล่าวมีนัยสำคัญต่อการพิทักษ์ประโยชน์ สร้างความสงบ และการอยู่อย่างมีสันติสำหรับมนุษย์ทุกคนอย่างเท่าเทียม ทั้งนี้ตามหลักสิทธิมนุษยชนที่มนุษย์ทุกคนพึงได้รับนับแต่การปฏิสนธิ ไปจวบจนการสิ้นชีวิตความเสมอภาคเป็นหลักสำคัญในการเชื่อมประสานสิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้เป็นจริงได้ในทางปฏิบัติ[1]

ความเสมอภาคดังที่ได้กล่าวมานั้น รวมไปถึงความเสมอภาคทางชาติพันธุ์ด้วย มนุษย์ทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการเคารพเกี่ยวกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งในปัจจุบันนี้ได้มีประเด็นปัญหาเกี่ยวกับการเหยียดเชื้อชาติ ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังมายาวนานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ถึงแม้ในปัจจุบันปัญหาจะได้ลดความรุนแรงน้อยลงกว่าในอดีตมาก เนื่องจากได้มีการจัดตั้งองค์กรต่างๆขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนขึ้นมาแก้ปัญหาบ้างแล้ว แต่ปัญหาที่ว่ามานั้นก็ยังไม่หมดไป และปัญหานั้นได้มีอยู่ทั่วทุกมุมโลก ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า มนุษย์เราทุกชาตินั้น มีความแตกต่างหลากหลายกันไปแต่ละคน เราคงไม่อาจหาข้อสรุปได้ง่ายๆ ว่าคนชาตินั้นชาตินี้เหยียดชาติเหยียดผิวหรือไม่ เพราะต่างคนก็ต่างกันไป แต่จะมากจะน้อยหรือไม่นั่นอีกเรื่องหนึ่ง และความเป็นจริงที่เจ็บแสบอีกอย่างหนึ่ง คือว่า มนุษยชนทุกชาติ ล้วนชอบแต่จะเหยียดเชื้อชาติที่ตนเห็นว่าต่ำกว่าหรือด้อยกว่าทั้งสิ้น ไม่มียกเว้น ... คนฝรั่งขาวเหยียดคนดำ คนดำกับฝรั่งเหยียดคนเอเชีย คนเอเชียที่รวย เหยียดคนเอเชียที่จน คนจีนเมืองชั่งไก่ (เซี่ยงไฮ้) ดูถูกคนจีนเมืองอื่นๆ คนไทย ดูถูกประเทศเพื่อนบ้านเกือบหมด ถึงขนาดเอาชื่อเชื้อชาติๆหนึ่ง มาใช้เป็นคำเหยียดหยามรสนิยม (ที่ผมว่าเลวกว่าฝรั่งเหยียดผิวอีก) กระทั่งชาวเขาเผ่าหนึ่ง ก็จะเหยียดชาวเขาอีกเผ่าหนึ่งว่าด้อยพัฒนากว่าตนนี่เป็นเรื่องจริงที่เคยไปพบมา[2]
ดังนั้นก็สามารถสรุปได้ว่า และมองว่าการเหยียดผิวและการเหยียดเชื้อชาติ เป็นเรื่องที่อาจจะมีและอาจพบเจอได้ทั้งโลก ไม่ว่าจะเป็นประเทศมหาอำนาจอย่างอเมริกา หรือแม้กระทั่งในประเทศไทย

โดยผู้เขียนเห็นว่าสาเหตุที่ปัญหาการเหยียดเชื่อชาตินั้นยังไม่หมดไปเสียทีนั้นเป็นเพราะผลกระทบจากค่านิยมของสังคม ซึ่งถูกหล่อหลอมและสร้างความเชื่อเกี่ยวกับชาติพันธุ์ว่าคนแต่ละชาติ แต่ละลักษณะนั้นมีความแตกต่างกัน โดยที่พบมากสุดคือเรื่องการเหยียดสีผิว คือ เชื่อว่าคนที่มีผิวขาวเป็นพวกที่มีคุณค่ามากกว่าคนที่มีผิวสี ดีกว่า เก่งกว่า ทั้งที่ในความเป็นจริงนั้นมีหลักการที่ว่าคนทุกคนมีความเท่าเทียม โดยหนึ่งในผู้ที่มีส่วนในการสร้างค่านิยมที่ว่านั้นคือกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจในการโฆษณา เนื่องจากเป็นธุรกิจที่สามารถสร้างกระแสสังคม ซึ่งกระแสสังคมที่ว่านั้นย่อมส่งผลต่อค่านิยมในสังคม

ในประเทศไทยนั้นก็เป็นหนึ่งในประเทศที่ยังมีการเหยียดสีผิวเหยียดเชื้อชาติ ถึงแม้คนในสังคมจะไม่รู้ตัวก็ตามแต่เนื่องจากในอดีตนั้นคนไทยก็ได้มีการมองว่าคนผิวสีนั้นมีฐานะที่ต่ำกว่าคนผิวขาว และยิ่งเห็นเด่นชัดว่าความคิดดังกล่าวยังมีอยู่ในสังคมไทยได้จากการสื่อความคิดดังกล่าวออกมาผ่านสื่อโฆษณา

โฆษณาครีมเกือบ100%ของประเทศไทยส่งเสริมเรื่องผิวขาวอย่างเด่นชัดเลย ในขณะที่ต่างประเทศไม่มีโฆษณาผิวขาวเลยสักชิ้น (ส่วนมากจะเป็นบำรุงผิวซะส่วนใหญ่) ฝรั่ง 100% จะมีผิวขาว แต่เค้ายังรณรงค์เรื่องการเหยียดผิวกันเลยแต่คนกับ ชักจูง ให้คนอยากขาว ชักจูง ผ่านสื่อโทรทัศน์ มาเป็นเวลาอันยาวนาน... โดยทุกวันนี้..... บ้านของผู้หญิง หลังไหน ไม่มีครีมผิวขาว ถือว่าแปลกมากๆ 90% คงจะมีกันหมดแทบทุกหลังแน่นอน
ในโฆษณาครีมผู้หญิงผิวแทนมักจะเป็นตัวตลก โดยจะขอยกตัวอย่างโฆษณาผลิตภัณฑ์ครีมยี่ห้อหนึ่ง มีผู้หญิง 2 คนเดินด้วยกัน ผิวดำ กับ ผิวขาว แล้วจะมีผู้ชายเป็น 10หันไปมองผู้หญิงขาวเพียงคนเดียวส่วนผู้หญิงผิวคล้ำกับไม่มีคนเหลียวแล[3]

หรือจะในกรณีที่มีการมอบทุนการศึกษา1แสนบาทสำหรับคนผิวขาว หรือในการประกวดแข่งขันต่างๆในประเทศไทยนั้นจะพบว่าคนที่ได้รับรางวัลส่วนมากจะเป็นคนผิวขาว หรือในอีกหลายๆกรณีที่มีมากมายและแทบจะทุกอย่าง ที่ผู้ที่ความขาว จะมีสิทธิพิเศษมากกว่า ในเรื่องความสวยความงามเสมอ

ซึ่งจากประเด็นที่ได้เสนอมานั้น ผู้เขียนมีความเห็นว่าหากสังคมไทยยังมีการนำเสนอสื่อต่างๆในรูปแบบเช่นนี้ ค่านิยมในการเหยียดสีผิว เหยียดเชื้อชาติ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการละเมิดสิทธิมนุษยชนก็จะยังไม่หายไปจากประเทศไทย และอาจจะส่งผลเสียต่อด้านต่างๆได้อย่างต่อเนื่อง และทางแก้นั้นก็ไม่น่ามีอะไรซับซ้อน เพียงแค่ผู้ประกอบธุรกิจด้านโฆษณาคิดคำนึงถึงผลได้ผลเสียของการนำเสนอผ่านสื่อต่างๆหรือหาวิธีการนำเสนอในทางที่สร้างสรรค์มากกว่าเดิม เพราะผู้เขียนคิดว่าการนำเสนอสินค้านั้นมีหนทางหลากหลาย ไม่เพียงแค่การเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างชาติพันธุ์


[1] http://www.kpi.ac.th/ppd/index.php?name=content&main_id=12&page_id=44

[2] http://chakkapan1234.blogspot.com/2012/02/blog-post.html

[3] http://pantip.com/topic/31463261