เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2491 ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนได้ถือกำเนิดขึ้นโดยการรับรองของที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สำหรับเป็นหลักประกันสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของมนุษย์ทุกคน โดยไม่มีการแบ่งแยกหรือเลือกปฏิบัติทางใดทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านเชื้อชาติ สีผิว เพศ อายุ สถานะทางสังคม ศาสนาและวัฒนธรรม และได้กลายเป็นเอกสารประวัติศาสตร์ในการวางรากฐานด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศในเวลาต่อมา ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ร่วมรับรองปฏิญญาฉบับนี้ในปี 2491 ท่ามกลางบรรยากาศหลังสงครามโลกครั้งที่สองที่เรียกร้องถึงสันติภาพ การเคารพสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีของมนุษย์ เพื่อป้องกันมิให้เกิดโศกนาฏกรรมที่ทำลายล้างชีวิตของมนุษยชาตินับล้านคนขึ้นอีกในอนาคต โดยวันที่ 10 ธันวาคมของทุกปี ซึ่งเป็นวันที่ที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติรับรองปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนนั้นจึงถือเป็นวันสิทธิมนุษยชนโลก
60 ปี ภายหลังการรับรองปฏิญญาสากลฯ มีกฎหมายระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนได้รับการพัฒนาตามมาหลายฉบับ ซึ่งล้วนแต่แตกลูกออกมาจากข้อบทต่างๆ ในปฏิญญาสากลฯ ทั้งสิ้น กฎหมายระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนที่สำคัญในปัจจุบัน ประกอบด้วยอนุสัญญาฯ หลัก 9 ฉบับ ได้แก่ [1]
(1) กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง(International Covenant on Civil and Political Rights-ICCPR)
(2) กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม(International Covenant on Economic, Social and Cultural Rights-ICESCR)
(3) อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติในทุกรูปแบบต่อสตรี(Convention on the Elimination of All Forms of Discrimination Against Women-CEDAW)
(4) อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child-CRC)
(5) อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ(Convention on the Elimination of All Forms of Racial Discrimination-CERD)
(6) อนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี
(Convention against Torture and Other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment- CAT)
(7) อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ (Convention on the Rights of Persons with Disabilities - CRPD)
(8) อนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันบุคคลจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ(Convention on the Protection of All Persons from Enforced Disappearance - CED)
(9) อนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิของแรงงานโยกย้ายถิ่นฐานและสมาชิกในครอบครัว(Convention on the Protection of the Rights of Migrants Workers and Member of their Families MWC)
โดยประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีกฎหมายระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนฉบับที่ 1- 7 แล้ว เพื่อเป็นหลักประกันต่อการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนไทยทุกคน อันเป็นการสะท้อนถึงบทบาททางด้านสิทธิมนุษยชนของไทยที่อยู่ระดับแนวหน้าเมื่อเปรียบเทียบกับอีกหลายประเทศต่างๆ ในโลก ซึ่งในที่นี้จะขอกล่าวถึงรายละเอียดของอนุสัญญาบางฉบับที่ประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญา ดังต่อไปนี้
(1) กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
(International Covenant on Civil and Political Rights-ICCPR)
กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองมีสาระสำคัญ คือ พันธกรณีของรัฐด้านสิทธิมนุษยชนตามกฎบัตร สหประชาชาติ รวมทั้งหน้าที่ของบุคคลที่จะส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และได้รับสิทธิทั้งด้านพลเมือง การเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมอย่างเท่าเทียมกัน
โดยประเทศไทยเข้าเป็นภาคีกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทาง การเมืองโดยการภาคยานุวัติ เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2539 โดยมีผลใช้บังคับกับประเทศไทยเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2540 โดยมีการตั้งข้อสงวนไว้ 4 ประเด็น ดังนี้ [2]
ข้อที่ 2 วรรค 1 เรื่องสิทธิในการกำหนดเจตจำนงของตนเอง (right to self-determination) ได้ตีความตามปฏิญญาและแผนปฏิบัติการเวียนนา กล่าวคือมิให้ตีความว่า “อนุญาตหรือสนับสนุนการกระทำใดๆ ที่จะเป็นการแบ่งแยกหรือทำลายบูรณภาพแห่งดินแดนหรือเอกภาพทางการเมืองของรัฐเอกราชอธิปไตย ทั้งนี้ ไม่ว่าทั้งหมดหรือแต่เพียงบางส่วน”
ข้อ 6 วรรค 5 การห้ามประหารชีวิตผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ประเทศไทยแถลงตีความว่าประมวลกฎหมายอาญาของไทย กำหนดว่าเด็กอายุ 14 ปี ไม่ต้องรับโทษ เด็กอายุ 14-17 ปี ศาลสามารถลดโทษลงกึ่งหนึ่ง ส่วนผู้มีอายุเกิน 17 ปี แต่ไม่เกิน 20 ปี ศาลสามารถใช้ดุลยพินิจลดโทษหรือไม่ก็ได้ รวมถึงโทษประหารชีวิต
ข้อ 9 วรรค 3 การนำตัวผู้ต้องหาเข้าสู่การพิจารณาคดีภาย “โดยพลัน”ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของไทย ได้ให้อำนาจพนักงาสอบสวนควบคุมตัวผู้ต้องหาก่อนนำตัวไปศาลได้ 48 ชั่วโมง นับแต่เวลาที่ผู้ถูกจับเดินทางมาถึงที่ทำการของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ และสามารถขยายเวลาการควบคุมตัวไว้ได้ไม่เกิน 7 วัน จากนั้นต้องนำตัวมาขออนุญาตจากศาลเพื่อฝากขังต่อไป แต่ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 มาตรา 237 ได้กำหนดให้เจ้าพนักงานสอบสวนควบคุมตัวผู้ต้องหาได้เพียง 48 ชั่วโมง ซึ่งถือว่าได้คุ้มครองกรณีนี้แล้ว
ข้อ 20 วรรค 1 เรื่องการห้ามการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อทำสงคราม รัฐบาลไทยได้ตีความหมายถึง “สงครามตามที่ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ”ดังนั้น จึงไม่รวมถึงสงครามเพื่อป้องกันตนเองในกรณีที่ไทยจำเป็นต้องประชาสัมพันธ์และชักชวนให้ประชาชนรักชาติในกรณีที่ต้องทำสงครามเพื่อ ป้องกันการรุกรานจากประเทศอื่น
(2) กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (International Covenant on Economic, Social and Cultural Rights-ICESCR)
ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมโดยการภาคยานุวัติ เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2542 และมีผลใช้บังคับกับประเทศไทยเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2542 โดยได้ทำถ้อยแถลงตีความของข้อที่ 1 วรรค 1 เกี่ยวกับสิทธิในการกำหนดเจตจำนงของตนเอง (right to self-determination) เช่นเดียวกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วย สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง โดยให้หมายความตามปฏิญญาและแผนปฏิบัติการเวียนนา ซึ่งเป็นผลของการประชุมระดับโลกว่าด้วยสิทธิมนุษยชนเมื่อปี พ.ศ. 2536 ว่า สิทธิดังกล่าวมิให้ตีความอนุญาตหรือสนับสนุนการกระทำใดๆ ที่จะเป็นการแบ่งแยก หรือทำลายบูรณภาพแห่งดินแดน หรือเอกภาพทางการเมืองของรัฐเอกราชอธิปไตย ทั้งนี้ ไม่ว่าทั้งหมดหรือเพียงแต่บางส่วน [3]
(3) อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติในทุกรูปแบบต่อสตรี
(Convention on the Elimination of All Forms of Discrimination Against Women-CEDAW)
อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติในทุกรูปแบบต่อสตรี มีสาระสำคัญ คือ ขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ รวมทั้งการประกันว่าสตรีและบุรุษมีสิทธิที่จะได้รับการปฏิบัติและดูแลจากรัฐอย่างเสมอภาคกัน
โดยประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญา โดยวิธีภาคยานุวัติ มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน 2528 ซึ่งประเทศไทยได้ตั้งข้อสงวนเพื่อที่จะเป็นข้อยกเว้นไม่ผูกพันตามอนุสัญญาเดิมมี 7 ข้อ ได้แก่ [4]
ข้อ 7 เรื่องความเสมอภาคทางการเมืองและการรับตำแหน่งราชการ
ข้อ 9 วรรค 2 เรื่องการถือสัญชาติของบุตรที่เกิดจากหญิงไทย
ข้อ 10 เรื่องการเสมอภาคในด้านการศึกษา
ข้อ 11 วรรค 1 เรื่องสิทธิและโอกาสที่จะได้รับการจ้างงานชนิดเดียวกัน
ข้อ 15 วรรค 3 เรื่องการทำสัญญา
ข้อ 16 เรื่องความเสมอภาคในด้านครอบครัวและการสมรส
ข้อ 29 เรื่องการให้อำนาจศาลโลกในการตัดสินกรณีพิพาท
ต่อมาประเทศไทยได้ขอยกเลิกข้อสงวนแล้ว 5 ข้อ ได้แก่
ข้อ 11 วรรค 1 และข้อ 15 วรรค 3 โดยมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2533
ข้อ 9 โดยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2535
ข้อ 7 โดยมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2538
ข้อ 10 โดยมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2539
ข้อ 16 โดยมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2555
ดังนั้น ปัจจุบันจึงยังคงเหลืออนุสัญญาข้อ 29 เพียงข้อเดียว
(4) อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child-CRC)
อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก มีสาระสำคัญ คือ หลักการพื้นฐาน 4 ประการ ได้แก่ การห้ามเลือกปฏิบัติต่อเด็ก และให้ความสำคัญแก่เด็กทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างของเด็ก , การกระทำหรือการดำเนินการทั้งหลายต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นอันดับแรก , สิทธิในการมีชีวิต การอยู่รอด และการพัฒนาทางด้านจิตใจ อารมณ์ สังคม และ สิทธิในการแสดงความคิดเห็นของเด็ก และการให้ความสำคัญกับความคิดเหล่านั้น
โดยประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาฉบับนี้โดยการภาคยานุวัติ เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2535 และมีผลใช้บังคับกับประเทศไทยเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2535 โดยได้ตั้งข้อสงวนเมื่อเข้าเป็นภาคีไว้จำนวน 3 ข้อ ได้แก่ [5]
ข้อ 7 เรื่องการจดทะเบียนเกิด และการให้สัญชาติเด็กผู้ลี้ภัย หรือผู้อพยพที่เกิดในประเทศไทย
ข้อ 22 เรื่องสถานะของเด็กผู้ลี้ภัย
ข้อ 29 (ค) เรื่องสิทธิการศึกษาของชนกลุ่มต่างๆ ที่จะสามารถดำรงรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม ภาษา และค่านิยมของเด็กตนเองได้
และเนื่องจากสนธิสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนมีลักษณะเป็นสนธิสัญญาพหุภาคี คือ เป็นสนธิสัญญาที่มีรัฐมากกว่าสองรัฐขึ้นไปเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญา ซึ่งกระบวนการในการทำสนธิสัญญามีหลายขั้นตอน นับตั้งแต่การเจรจา การให้ความยินยอมของรัฐเพื่อผูกพันตามสนธิสัญญาโดยการลงนาม การให้สัตยาบัน การภาคยานุวัติ รวมทั้งการที่รัฐบางรัฐอาจตั้งข้อสงวน ดังนั้นเมื่อประเทศไทยเข้าเป็นภาคีของสนธิสัญญา จึงก่อให้เกิดพันธกรณีที่ต้องปฏิบัติให้สอดคล้องกับสนธิสัญญา มิฉะนั้นอาจต้องรับผิดในทางระหว่างประเทศ
เขียน 21 เมษายน 2557
เมธสา เอื้อโอภาพัฒน์
[1] “กฎหมายระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน.”2554 . [ระบบออนไลน์] เข้าถึงได้จาก http://www.mfa.go.th/humanrights/implementation-of-un-resolutions/86-human-rights-obligationsสืบค้น21 เมษายน 2557
[2] ศวีระ ศิริชาติ. “กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง.” 2553. [ระบบออนไลน์] เข้าถึงได้จาก http://www.l3nr.org/posts/367377สืบค้น21 เมษายน 2557
[3] พชร วิเชียรสรรค์. “กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม.” 2553. [ระบบออนไลน์]เข้าถึงได้จาก http://www.l3nr.org/posts/367320 สืบค้น21 เมษายน 2557
[4] “อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ.” [ระบบออนไลน์] เข้าถึงได้จาก
http://www.gender.go.th/plan/5anusanya.html สืบค้น21 เมษายน 2557
[5] คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ. “หลักกฎหมายระหว่างประเทศทั่วไปเกี่ยวกับสนธิสัญญาด้านสิทธิมนุษยชน” [ระบบออนไลน์] เข้าถึงได้จาก http://naksit.org/hrlearning/attachments/087_078_C....pdf สืบค้น 21 เมษายน 2557