สิทธิมนุษยชนเป็นสิทธิที่มนุษย์ทุกคนพึงได้รับ เมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของชีวิต ซึ่งนอกจากในกฏหมายระหว่างประเทศแล้ว ในกฏหมายไทยเองก็มีการรับรองเรื่องสิทธิมนุษยชนไว้เช่นกันโดยรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญของไทย มาตรา ๓๒ "บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย การทรมาน ทารุณกรรม หรือการลงโทษด้วยวิธีการโหดร้ายหรือไร้มนุษยธรรม จะกระทำมิได้ แต่การลงโทษตามคำพิพากษาของศาลหรือตามที่กฎหมายบัญญัติไม่ถือว่าเป็นการ ลงโทษด้วยวิธีการโหดร้ายหรือไร้มนุษยธรรมตามความในวรรคนี้ การจับและการคุมขังบุคคล จะกระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาลหรือมีเหตุอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติการค้นตัวบุคคลหรือการกระทำใดอันกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพตามวรรคหนึ่ง จะกระทำมิได้ เว้นแต่มีเหตุตามที่กฎหมายบัญญัติ ในกรณีที่มีการกระทำซึ่งกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพตามวรรคหนึ่ง ผู้เสียหาย พนักงานอัยการ หรือบุคคลอื่นใดเพื่อประโยชน์ของผู้เสียหาย มีสิทธิร้องต่อศาลเพื่อให้สั่งระงับหรือเพิกถอนการกระทำเช่นว่านั้น รวมทั้งจะกำหนดวิธีการตามสมควรหรือการเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นด้วย ก็ได้"
อย่างไรก็ดีในกฏหมายไทยยังมีข้อน่าสังเกตุอยู่เรื่องหนึ่งคือเรื่องของการประหารชีวิต ซึ่งโทษประหารชีวิตนั้นในปัจจุบันมีประเทศที่ได้ยกเลิกโทษนี้แล้วถึง 140 ประเทศโดยแบ่งออกเป็นหลายกรณี คือ
1.ยกเลิกสำหรับทุกกรณี (ABOLITIONIST FOR ALL CREIME) มี 98 ประเทศ
2.ยกเลิกโดยทั่วไปเว้นแต่มีกรณีพิเศษเช่นเกิดสงครามฯลฯ(ABOLITIONIST FOR "ORDINARY CRIMES" ONLY) มี 7 ประเทศ
3.ยกเลิกในทางปฏิบัติคือแม้ยังไม่มีในกฏหมายแต่ก็ไม่มีการประหารมาแล้วไม่ต่ำกว่าสิบปี(ABOLITIONIST IN PRACTICE) มี 35 ประเทศ
ส่วนประเทศที่ยังมีการใช้โทษประหารอยู่นั้นมีอยู่ 58 ประเทศซึ่งประเทศไทยเองก็เป็นหนึ่งในนั้น โทษประหารนั้นเป็นโทษที่ร้ายแรงที่สุดของไทย โทษประหารนั้นเรียกได้ว่าอยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน ในปัจจุบันการประหารชีวิตใช้การฉีดยา ซึ่งว่ากันว่าเป็นวิธีที่ทรมาณน้อยที่สุดเพราะจะมีการใช้สารเคมีหบายชนิดตามลำดับโดยตัวนักโทษจะตายแบบไม่ทรมาณเพราะจะมีสารทำให้หลับก่อน ต่างจากสมัยก่อนที่ใช้การยิงเป้า อย่างไรก็ดีในความเห็นของผมโทษประหารนั้นเป็นโทษที่ขัดต่อสิทธิมนุษยชนและไม่ค่อยมีความจำเป็นแล้วในปัจจุบันรวมถึงกระแสสังคมโลกเองก็เริ่มหันมาต่อต้านโทษนี้แล้ว
ที่ผมเห็นว่าโทษประหารนั้นไม่ค่อยจำเป็นเพราะ อาชญากรรมนั้นเกิดขึ้นด้วยหลายๆปัจจัยและมีทฤษฏีต่างๆมากมายวิเคราะห์และให้เหตุผลต่อการเกิดของอาชญากรรม ซึ่งทำให้นำมาสู่การป้องกันและแก้ไขอาชญากรรมที่เกิดขึ้นนั่นก็คือการลงโทษนั่นเอง แต่การลงโทษนั้นเป็นเพียงด้านหนึ่งของการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมและเป็นการแก้ไขในภายหลังคือมาแก้เมื่อเกิดอาชญากรรมแล้วโดยการลงโทษให้เข็ดหลาบหรือแยกออกจากสังคมเช่นจำคุกตลอดชีวิต ซึ่งการประหารชีวิตเป็นการใช้หลักที่ว่ามนุษย์นั้นเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเหตุผล และมีสิ่งที่เรียกว่าเจตนจำนงค์อิสระ ดังนั้นเมื่อจะประกอบอาชญากรรมจะใช้สิ่งเหล่านี้ในการเปรียบเทียบตัดสินใจว่าการประกอบอาชญากรรมคุ้มกับโทษที่ตนจะได้รับหรือไม่ ซึ่งเป็นแนวคิดดั้งเดิมในเรื่องการต่อต้านอาชญากรรมของนักอาชญาวิทยา ซึ่งทำให้ในสมัยก่อนมีโทษที่ทารุณโหดร้ายและไร้มนุษยธรรมมากๆเพื่อให้อาชญากรกลับใจและเลิกกระทำผิด เช่นมีการทรมาณ ฆ่าอย่างทรมาณเช่นในสมัยอยุธยาที่มีจารีตนครบาลมีการเอาคนใส่ตะกร้อให้ช้างเตะให้ตาย หรือการนำศพมาประจานโดยการนำมาแขวนไว้ในกรงให้คนเห็นอยู่ที่ท่าเรือในอังกฤษสมัยก่อนที่ทำกับโจรสลัดเป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ย่อมสร้างความกลัวและทำให้คนเกิดความชั่งใจที่จะกระทำความผิดซึ่งผมเชื่อ ว่าการกระทำเช่นนี้ต้องมีผลพอสมควรกับบรรดาอาชญากรทั้งหลายเพราะถ้าผมเป็นอาชญากรแล้วเห็นพวกเดียวกันถูกฆ่าอย่างทรมาณมากๆก็คงเสียขวัญพอสมควร แต่ในปัจจุบันเมื่อมีการเห็นความสำคัญของสิทธิมนุษยชนทำให้โทษประหารลดความป่าเถื่อนลงไป การใช้การประหารด้วยสารเคมีในปัจจุบันให้การตายอย่างสงบ และแทบจะดีที่สุดแล้วคือตายในยามหลับและไม่รู้ตัวไม่ทรมาณ รวมถึงเคารพในสิทธิของนักโทษมีการทำพิธีศพเหมือนปกติ ซึ่งนับเป็นเรื่องที่ดีเพราะเป็นการเคารพในสิทธิมนุษยชนของนักโทษ แต่เมื่อเป็นเช่นนี้โทษประหารจะขาดความศักดิ์สิทธิของโทษประหารและสิ่งที่ทำให้โทษประหารเหนือกว่าการจำคุกตลอดชีวิตคือความกลัว ซึ่งจะไ่ม่เกิดขึ้นเพราะเราทำการประหารอย่างมีมนุษยธรรมนั่นเอง ผมเชื่อว่าโทษประหารในปัจจุบันแม้อาจจะดูเลวร้ายที่สุดแต่ก็ยังดูดีเกินไปที่จะสร้างความกลัวจนถึงขั้นให้เลิกกระทำความผิด เพราะเราประหารแบบมีมนุษยธรรม แบบนี้เป็นเหมือนการกระทำครึ่งๆกลางเพราะเราอยากให้ประหารแต่ไม่อยากให้โหดร้ายทำให้การประหารสูญเสียประโยชน์ของการประหาร เหมือนไม่ทำอะไรให้สุด ซึ่งถ้าทำการประหารอย่างป่าเถื่อนไม่แน่ว่าอาจจะช่วยลดจำนวนการเกิดของอาชญากรรมลงได้บ้าง แต่อย่างไรก็ดีผมเชื่อว่าโทษประหารที่ป่าเถื่อนไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาอาชญากรรมที่แท้จริง เพราะไม่เช่นนั้นประเทศอาหรับที่ยังใช้วิธีโหดร้ายเช่นนี้อยู่คงไม่มีอาชญากรแล้ว แต่เพราะอาชญากรรมเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย เช่นปัจจัยทางเศรษฐกิจ สังคม การแก้ไขที่ตัวบุคคลจึงไม่ใช่ทางออกเสียทีเดียว รวมไปถึงสถิติที่ว่าในหลายๆประเทศที่ไม่มีโทษประหารแล้วในปัจจุบันกลับมีสถิติการเกิดอาชญากรรมที่ต่ำกว่าประเทศที่มีโทษประหารเสียอีก รวมถึงโทษประหารยังมีผลเสียหลายประการ เช่น 1.คนที่ถูกประหารอาจเป็นแพะ หรือโทษประหารอาจถูกใช้เป็นเคื่องมือได้นั่นเอง 2.การประหารเป็นสิ่งที่เลวร้ายเพราะเป็นการตัดโอกาสโดยสิ้นเชิงของคน การจำคุกตลอดชีวิตเป็นไปได้ว่าคนจะสำนึกและอาจกลับมามีชีวิตปกติได้ แต่การประหารนั้นไม่ให้โอกาสใดๆเลย
ดังนั้นในความเห็นของผมถ้าจะประหารต่อไปก็ควรทำแบบโหดๆไปเลยเพราะจะเป็นวิธีที่ใช้ประโยชน์จากโทษประหารได้ดีที่สุด แต่เพราะมันทำไม่ได้แล้วในสังคมโลกปัจจุบันเพราะโลกเปลี่ยนไปแล้วในปัจจุบันรวมถึงในอดีตโทษที่ทารุณนั้นก็ไม่ได้แสดงให้เห็นว่ามีประสิทธิภาพมากจนทำให้สังคมปราศจากอาชญากรรมต่อให้สังคมปราศจากอาชญากรรมก็มาจากความกลัว ซึ่งไม่ใช่วิธีที่ถูกนัก เราจึงควรยกเลิกโทษนี้ไปเสียเพราะมันสร้างประโยชน์ได้น้อยกว่าผลที่ตามมาแล้วยังมีผลเสียหลายประการ และการแก้ปัญหาอาชญากรรมทำได้ด้วยวิธีอื่นอีกมากหลายวิธี โดยที่สำคัญผมเห็นว่าควรแก้ที่ตัวสังคมด้วย เพราะถ้าไม่มีปัญหาเลยทุกๆคนอยู่อย่างมีความสุขก็คงไม่มีอาชญากรรมเกิดขึ้นนั่นเอง รวมถึงการแก้ไขการเกิดอาชญากรรมก่อนที่จะเกิดขึ้นในหลายๆวิธี นอกจากการลงโทษที่เป็นการแก้ไขหลังมีอาชญากรรมขึ้นจะดีกว่าโทษประหารมากในสังคมปัจจุบัน
อ้างอิง
1.http://www.deathpenaltyinfo.org/abolitionist-and-retentionist-countries
2.http://www.infoplease.com/ipa/A0777460.html
3.http://www.baanjomyut.com/library/human/page1.html
4.อาชญาวิทยา สุดสงวน สุธีสร พิมพ์ครั้งที่ 2