“สภาวะของชาวนาไทยในอนาคต” ยากแก่การคาดเดาว่าจะเป็นไปในทิศทางใด จะโหดร้ายเพียงใด เมื่อเกษตรกรมีรายได้ไม่เพียงพอกับการลงทุน การส่งเสริมให้เกษตรกรใช้การป้องกันกำจัดศัตรูพืชด้วยวิธีผสมผสาน เพื่อการลดต้นทุนการผลิตและรักษาระบบนิเวศวิทยา จึงเป็นแนวทางเพื่อความอยู่รอดของชาวนาไทย เนื่องจากปัจจุบันเกษตรกรใช้สารเคมีมากเกิดความจำเป็น จากข้อมูลซึ่งผู้เขียนได้สอบถามจากเกษตรกร พบว่า บางส่วนใช้ปุ๋ยเคมีเป็นเงิน 1,180 บาทต่อไร่ และใช้สารเคมีป้องกันกำจัดโรคแมลงศัตรูข้าวถึงไร่ละ 780 บาท การใช้ตัดสินใจใช้ตามคำแนะนำของเพื่อนเกษตรกรที่บอกกันมา มากกว่าตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ เนื่องจากเกรงว่าจะได้รับผลผลิตที่น้อยกว่าเพื่อนเกษตรกรด้วยกันนั่นเอง โดยไม่คำนึงถึงผลที่จะเกิดขึ้น เพียงคิดว่าป้องกันไม่ให้เกิดศัตรูพืช ทั้งที่สารเคมีไม่ใช่วัคซีน เมื่อนักส่งเสริมแนะนำให้ใช้การป้องกันกำจัดศัตรูพืชแบบผสมผสานพบคำถามเสมอว่า แล้วจะใช้อะไรทดแทนสารเคมี จะได้ผลจริงหรือเพราะสารเคมีที่ใช้บางครั้งยังไม่ได้ผลดังที่หวังไว้ การใช้สมุนไพรมีผลงานวิจัยอย่างหลากหลาย อีกทั้งเกษตรกรหัวไวใจสู้นำไปปฏิบัติแล้วประสบผลสำเร็จมีจำนวนไม่น้อยให้ได้เห็นและเรียนรู้ เพียงแต่ “เกษตรกรสนใจที่จะเรียนรู้ นำไปใช้อย่างถูกต้อง และกล้าทำจริงหรือไม่”
“สะเดา” เป็นพืชสมุนไพรอีกชนิดหนึ่งที่พบเห็นทั่วไป หรือหัวไร่ปลายนาของเกษตรกร สามารถนำไปใช้ในการป้องกันกำจัดศัตรูพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ด้วยคิดว่าเกะกะ เป็นรมเงาบดบังแสงของต้นข้าว และแย่งอาหารของข้าว จึงตัดโค่นทิ้งอย่างน่าเสียดาย ขณะที่ สะเดามีสารอินทรีย์จำนวนมากในการช่วยป้องกันศัตรูพืช เมล็ด มีจำนวน 35 สาร และใบ มีจำนวน 9 สาร โดยเฉพาะสาร อะซาดิแรคติน (azadirachtin) มีผลในการป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืช คือ ยับยั้งการเจริญเติบโตของไข่ หนอนและดักแด้ ทำให้หนอน หรือตัวอ่อนไม่ลอกคราบ เป็นสารไล่ตัวหนอนและตัวเต็มวัย ยับยั้งการกินอาหารทำให้การผลิตไข่น้อยลง รบกวนการ ผสมพันธุ์ และการสื่อสารเพื่อการผสมพันธุ์ของแมลง ทำให้ หนอนไม่กลืนอาหาร (ลดการเคลื่อนตัวของกระเพาะอาหาร) ไม่เป็นอันตรายแก่เกษตรกร ไม่เป็นอันตรายต่อปลา ไม่มีสารพิษตกค้าง และไม่ทำลายศัตรูธรรมชาติ ใบและผลของสะเดาที่ร่วงลงสู่ผืนนา สามารถช่วยไล่หอยเชอรี่อีกด้วย สำหรับปัญหาเรื่องของการแย่งอาหารต้นข้าวนั้น จากสภาพความเป็นจริงระบบรากของสะเดามีความลึกมาก ต่างจากรากของข้าวที่อยู่ตามผิวดิน ดังนั้นจึงเป็นผลดีคือ เกิดการขนย้ายธาตุอาหารจากใต้คิดสู่ผิวดิน เพราะใบและผลของสะเดาอุดมไปด้วยธาตุอาหารจำพวกแคลเชี่ยม ฟอสฟอรัส และ เหล็ก เป็นต้น ในการนี้อาจารย์สุวัฒน์ ทรัพยะประภา กล่าวว่า เกษตรกรควรจะปลูกสะเดา 1 ต้นต่อพื้นที่นา 5 ไร่ จะเพียงพอแก่การใช้ประโยชน์ สามารถลดค่าใช้จ่ายสร้างรายได้ไม่น้อย
นายบัวเพชร ใจแสน อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 7 ตำบลวังไก่เถื่อน อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท วัย 61 ปี เกษตรกรต้นแบบ(ครูติดแผ่นดินข้าว) ตำบลวังไก่เถื่อน กล่าวถึงการใช้สารสกัดสมุนไพรว่า การสกัดสารสมุนไพรแบบหมัก คั้น จะต้องทำและใช้เลย ไม่สามารถเก็บรักษาไว้ได้นาน เมื่อจะใช้จึงค่อยทำ บางครั้งหากเกษตรกรละเลยการตรวจแปลง พบการระบาดของของโรค-แมลงศัตรูพืช ก็จะควบคุมแมลงศัตรูพืชไม่ทันกาล ดังนั้นการสกัดสารสมุนไพรด้วยแอลกอฮอล์ช่วยให้สารสกัดที่ได้ สามารถเก็บไว้ได้นานขึ้น และสะดวกต่อการใช้ การสกัดสะเดาด้วยแอลกอฮอล์เช็ดแผล(70%) ส่วนผสม เมล็ดสะเดาบด 5 กิโลกรัม มาหมักกับแอลกอฮอล์เช็ดแผล(70%) 7 ขวด(หรือเหล้าขาว 4 ขวด) และน้ำส้มสายชู ½ ขวด ในภาชนะที่มีฝาปิดสนิทไว้ 1 วัน (24 ชั่วโมง) เติมน้ำสะอาด 5 ลิตร หมักไว้ในที่ร่มไม่โดนแสงแดดนาน 3 วัน (72 ชั่วโมง) ก่อนนำมากรองเอาน้ำสกัดที่ได้ครั้งแรก เก็บไว้ในภาชนะทึบแสงอย่าให้โดนแสงแดด นำกากเมล็ดสะเดาบดมาหมักกับแอลกอฮอล์เช็ดแผล(70%) อีก 4 ขวด(หรือเหล้าขาว 2 ขวด) และน้ำส้มสายชู ½ ขวด นาน 1 วัน (24 ชั่วโมง) เติมน้ำสะอาด 2 ลิตร แล้วหมักไว้ 3 วัน (72 ชั่วโมง) นำมากรองเอาน้ำที่สกัดได้ครั้งแรก และน้ำสกัดครั้งที่ 2 มารวมกันแล้วเก็บไว้ในภาชนะทึบแสง อย่าให้โดนแสงแดด
การนำไปใช้ ในนาข้าว เพื่อการป้องกันการระบาดของแมลงศัตรูพืช ให้ใช้น้ำสกัดสะเดาอัตรา 60-80 ซีซี (4-6 ช้อนโต๊ะ) ต่อน้ำ 20 ลิตร ผสมสารจับใบ แต่ถ้าเกิดการระบาดของแมลงศัตรูพืช ให้ใช้น้ำสกัดสะเดาอัตรา 100 ซีซี (7 ช้อนโต๊ะ) ต่อน้ำ 20 ลิตร ผสมสารจับใบ สำหรับต้นทุนการผลิตนั้นไม่มากอยากที่คิด คือต้นทุนสารสกัดสมุนสะเดาประมาณ 90 บาท/ 1 ลิตร เท่านั้น
นายธีระศักดิ์ ขุมเงิน เกษตรจังหวัดชัยนาท กล่าวเสริมว่า การส่งเสริมเพื่อให้เกษตรกรป้องกันและกำจัดศัตรูพืชแบบผสมผสานนั้น ตรงตามวิสัยทัศน์ของกรมส่งเสริมการเกษตรคือ “กรมส่งเสริมการเกษตร เป็นองค์กรที่มุ่งมั่นในการส่งเสริมและพัฒนาให้ครอบครัวเกษตรกรอยู่ดีมีสุขอย่างยั่งยืน” ในส่วนของการสกัดสมุนไพรนั้น สามารถลดต้นทุนการผลิตข้าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่การฉีดพ่นควรปรับหัวฉีดให้เป็นฝอยมากที่สุด อีกทั้งควรฉีดพ่นในช่วงระยะแสงแดดอ่อน หรือช่วงเย็นเท่านั้น ควรฉีดต่อเนื่องอย่างน้อย 2-3 ครั้งทุก 5 วัน และ ฉีดพ่นในบริเวณทีมีศัตรูพืชระบาด อีกทั้งควรจะเก็บผลสะเดาตากแดดให้แห้งเก็บไว้ใช้เพื่อการลดต้นทุน ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอ หรือสำนักงานเกษตรจังหวัดชัยนาท





ความจนไม่เคยพรากจากชาวนาไทย
ลดต้นทุนการผลิต ด้วยสมุนไพรคือผลกำไรชาวนา