กฎหมายไทยว่าด้วยสิทธิมนุษยชนในสังคมไทย : การสมรสของบุคคลรักร่วมเพศ
        ในปัจจุบันสังคมมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมค่อนข้างมาก ทั้งในเรื่องความเชื่อ ค่านิยม รวมถึงลักษณะการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป คนในสังคมจำนวนมากสามารถยอมรับสิ่งที่ไม่ใช่ความเชื่อหรือค่านิยมแบบเดิม กลุ่มบุคคลรักร่วมเพศเป็นกลุ่มหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าสังคมมีการยอมรับและให้อิสระในการดำเนินชีวิตของปัจเจกบุคคลมากขึ้น สังคมไทยเองก็เช่นเดียวกัน จากเดิมสังคมไทยไม่ยอมรับบุคคลรักร่วมเพศ ซึ่งเกิดจากความเชื่อหรือค่านิยมในสมัยก่อน เช่น การมีครอบครัวและการมีบุตรไว้สืบสกุล หรือการมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อบุคคลรักร่วมเพศหรือการมองว่าพฤติกรรมรักร่วมเพศเป็นอาการป่วยทางจิตอย่างหนึ่ง ที่สามารถบำบัดรักษาให้หายได้ พฤติกรรมรักร่วมเพศถูกมองว่าเป็นปัญหาความเสื่อมของสังคม เป็นต้น ทั้งนี้เนื่องจากความรู้และความเข้าใจต่อพฤติกรรมรักร่วมเพศของสังคมไทยยังอยู่ในกรอบความคิดอย่างเดิมว่าเป็นความผิดปกติ[1] ในปัจจุบันแม้มีการเข้าใจและยอมรับมากขึ้นเพราะได้รับอิทธิพลทั้งจากสื่อต่างๆ รวมถึงการปรับมุมมองการใช้ชีวิตใหม่ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าความเชื่อและค่านิยมแบบเดิมนั้นยังฝังรากลึกและแทรกอยู่ในทัศนคติของผู้คนอีกจำนวนมากซึ่งเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนเป็นอย่างมาก
        มีการจำแนกประเภทของบุคคลที่อยู่ในกลุ่มรักร่วมเพศ จากภาวะความหลากหลายทางเพศ ซึ่งถือว่าเป็นบุคคลที่มีภาวะทางเพศสภาพทางจิตใจและร่างกายแตกต่างจากเพศชายและเพศหญิงปกติทั่วไป ดังนี้[2]
1. เกย์ (Gays) หรือชายรักชาย คือ บุคคลที่มีเครื่องเพศเป็นเพศชายแต่มีการตอบสนองต่อสิ่งเร้าหรือมีความพึงพอใจในเพศชายเช่นเดียวกัน โดยอาจเกิดจากความผิดปกติของฮอร์โมนเพศชายประกอบกับสภาพแวดล้อมและการเลี้ยงดู
2. เลสเบี้ยน (Lesbians) หรือหญิงรักหญิง คือ บุคคลที่มีเครื่องเพศเป็นเพศหญิงแต่มีการตอบสนองต่อสิ่งเร้าหรือมีความพึงพอใจในเพศหญิง โดยอาจเกิดจากความผิดปกติของฮอร์โมนเพศหญิงประกอบกับสภาพแวดล้อมและการเลี้ยงดู เช่นเดียวกันกับเกย์
3. ไบเซ็กส์ชวล (Bisexuals) คือ บุคคลที่มีเครื่องเพศเป็นชายหรือหญิง และมีรสนิยมทางเพศและการตอบสนองต่อสิ่งเร้าในทั้งกับบุคคลเพศเดียวกันและต่างเพศก็ได้
4. บุคคลหลงเพศหรือบุคคลแปลงเพศ (Transsexuals) คือ บุคคลที่ต้องการเปลี่ยนเพศให้เป็นเพศตรงกันข้ามกับเพศโดยกำเนิดของตน และมีความพึงพอใจในเพศเดียวกันด้วยเหตุที่ปักใจว่าตนเองเป็นเพศตรงกันข้าม
5. บุคคลข้ามเพศ (Transvestites) คือ บุคคลที่มีความชอบที่จะแต่งกายเลียนแบบเพศตรงข้าม โดยไม่มีความต้องการจะแปลงเพศตนเอง หรือมีความพึงพอใจในเพศเดียวกันแต่อย่างใด
        แม้สังคมไทยจะมีการยอมรับกลุ่มบุคคลรักร่วมเพศได้มากแล้ว แต่ด้านกฎหมายนั้นยังไม่มีการให้สิทธิ โดยเฉพาะสิทธิในการมีครอบครัวของบุคคลกลุ่มนี้ ซึ่งประเทศไทยได้ลงนามรับรองปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนเป็นการรับรองสิทธิขั้นพื้นฐานให้แก่ประชาชน เช่น สิทธิในการมีชีวิต สิทธิในการศึกษา เป็นต้น อีกทั้งในรัฐธรรมนูญก็ได้มีการรับรองสิทธิมนุษยชนเอาไว้ด้วย โดยเฉพาะมาตรา 4 ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคล ย่อมได้รับความคุ้มครอง มาตรา 5 ประชาชนชาวไทยไม่ว่าเหล่ากำเนิด เพศ หรือศาสนาใด ย่อมอยู่ในความคุ้มครองแห่งรัฐธรรมนูญนี้เสมอกัน จะเห็นได้ว่ามีการรับรองสิทธิมนุษยชนให้แก่บุคคลทั้งตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งหัวใจสำคัญคือบุคคลย่อมได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมทุกคน โดยไม่คำนึงถึงเชื้อชาติ ศาสนา สีผิว เพศหรืออื่นๆ ทำให้กลุ่มรักร่วมเพศไม่มีสิทธิหน้าที่ระหว่างกันตามกฎหมาย หรืออาจกล่าวได้ว่ากฎหมายไทยไม่รับรองคุ้มครองสิทธิการอยู่ร่วมกันของบุคคลรักร่วมเพศ เช่น ในเรื่องทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกัน ไม่ถือว่าเป็นสินสมรส ไม่นำหลักเกณฑ์เรื่องสินสมรสมาใช้ แต่ศาลได้แก้ปัญหาดังกล่าวโดยพิพากษาว่าทรัพย์สินที่บุคคลรักร่วมเพศทำมาหาได้ร่วมกันให้ถือว่าเป็นกรรมสิทธิ์รวม หรือปัญหาในเรื่องการรับมรดก คู่รักร่วมเพศไม่มีสิทธิรับมรดกของอีกฝ่ายหนึ่ง เพราะไม่อยู่ในฐานะทายาทโดยธรรม[3] การที่กลุ่มบุคคลรักร่วมเพศไม่สามารถสมรส หรือมีกฎหมายรองรับการมีครอบครัวได้นั้นในความเห็นของข้าพเจ้าเห็นว่าย่อมเป็นการเลือกปฏิบัติเพราะเหตุความแตกต่างทางเพศ ซึ่งขัดกับหลักสิทธิมนุษยชน
       อย่างไรก็ตามบางประเทศมีการออกกฎหมายรองรับการสมรสระหว่างบุคคลเพศเดียวกัน เช่น ฝรั่งเศส เยอรมัน สวีเดน อาร์เจนตินา เบลเยี่ยม แคนาดา ไอซ์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ โปรตุเกส แอฟริกาใต้ สเปน และบางมลรัฐของสหรัฐอเมริกา เป็นต้น ประเทศเดนมาร์ค ฝรั่งเศส เวอร์มอนด์ แคลิฟอร์เนีย เยอรมัน ใช้กฎหมายรับรองการใช้ชีวิตคู่ ส่วนประเทศแคนาดา เบลเยียม สเปน แอฟริกาใต้ นอร์เวย์ สวีเดน โปรตุเกส ไอร์แลนด์ อาร์เจนติน่า ก็มีการแก้กฎหมายแพ่งพาณิชย์ลักษณะครอบครัว เพื่อให้มีการจดทะเบียนสมรสระหว่างคู่รักเพศเดียวกันได้ บางประเทศให้สิทธิเช่นเดียวกับการจดทะเบียนสมรสของชายหญิง เช่น ฝรั่งเศส เยอรมัน เป็นต้น ส่วนบางประเทศเป็นการให้สิทธิบางประการแก่ผู้รักร่วมเพศ และมีข้อจำกัดทางกฎหมายอยู่ ไม่ได้เป็นการเทียบเท่าการจดทะเบียนสมรสแต่อย่างใด เช่น สวีเดน เป็นต้น

       ในกฎหมายลักษณะครอบครัว บรรพ 5 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในมาตรา 1448 ที่กำหนดไว้ว่า การสมรสจะทำได้ก็ต่อเมื่อ “ชายและหญิง” อายุสิบเจ็ดปีบริบูรณ์ มาตรา 1457 กำหนดว่า การสมรสตามกฎหมายจะมีได้เฉพาะเมื่อได้จดทะเบียนแล้วเท่านั้น และ มาตรา 1458 การสมรสจะทำได้ต่อเมื่อ “ชายหญิง” ยินยอมเป็นสามีภรรยากันและต้องแสดงการยินยอมนั้นให้ปรากฏโดยเปิดเผยต่อหน้านายทะเบียนและให้นายทะเบียนบันทึกความยินยอมนั้นไว้ และมาตรา 152 เรื่องต้องทำตามแบบที่กฎหมายกำหนด และตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 157/2524 “ผู้ร้องเป็นชายโดยกำเนิด แม้จะได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนแปลงอวัยวะเพศเป็นหญิงแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่มีกฎหมายรับรองให้สิทธิผู้ร้องที่จะขอเปลี่ยนแปลงเพศที่ถือกำเนิดมาได้ ทั้งมิใช่เป็นกรณีที่ผู้ร้องจะต้องใช้สิทธิทางศาลตามกฎหมาย ฉะนั้น ผู้ร้องจะขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องเปลี่ยนเพศมาเป็นหญิงไม่ได้” ทำให้คู่สมรสตามกฎหมายไทยปัจจุบันต้องเป็นคู่สมรสชายหญิงเท่านั้น
       ไทยได้มีการผลักดันร่างพรบ.การจดทะเบียนคู่ชีวิต ซึ่งเป็นการรับรองสิทธิและหน้าที่ที่บุคคลควรจะได้ตามรัฐธรรมนูญของกลุ่มบุคคลรักร่วมเพศรวมไปถึงบุคคลข้ามเพศและบุคคลที่ได้รับการแปลงเพศแล้วด้วย โดยมีข้อกฎหมายที่เป็นสาระสำคัญดังนี้คือ
-นิยามของคำว่าคู่ชีวิต หมายถึง บุคคลสองคนที่จดทะเบียนกันตามพระราชบัญญัตินี้
-การจดทะเบียนจะทำได้ต่อเมื่อบุคคลทั้งสองบรรลุนิติภาวะแล้ว (ตามกฎหมายปัจจุบัน การบรรลุนิติภาวะคืออายุ 20 ปีบริบูรณ์ หรือจดทะเบียนสมรสกัน)
-บุคคลใดที่จดทะเบียนสมรสอยู่แล้ว มาจดทะเบียนคู่ชีวิต หรือจดทะเบียนคู่ชีวิตอยู่แล้ว ไปจดทะเบียนสมรส การจดทะเบียนครั้งหลังถือเป็นโมฆะ
-คู่ชีวิตตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ถือเสมือนอยู่ในฐานะคู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมาย
-คู่ชีวิตอาจเลือกใช้นามสกุลของอีกฝ่ายได้
-ในเรื่องทรัพย์สิน ให้นำบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว หมวด 4 ทรัพย์สินระหว่างสามีภรรยามาใช้บังคับ (สิทธิในการจัดการทรัพย์สินเหมือนกับคู่สามีภรรยาที่จดทะเบียนสมรสกัน)
-ในเรื่องมรดก ให้นำบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 มรดก มาใช้บังคับ (คู่ชีวิตมีสิทธิรับมรดกเช่นเดียวกับคู่สามีภรรยาที่จดทะเบียนสมรสกัน)
-คู่ชีวิตมีสิทธิต่างๆ ในฐานะคนในครอบครัว เช่น เป็นผู้เสียหายฟ้องคดีอาญาแทนเจ้าตัวได้ เป็นผู้มีส่วนได้เสียตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เป็นบุคคลในครอบครัวตามกฎหมายความรุนแรงในครอบครัว เป็นผู้อนุบาล หรือผู้พิทักษ์หากคู่ชีวิตถูกสั่งให้เป็นผู้ไร้ความสามารถ ฯลฯ [4]
       แต่อย่างไรก็ตามร่างพรบ.ฉบับนี้ไม่ได้ผ่านความเห็นชอบทำให้ไม่สามารถออกมาใช้บังคับได้ เป็นปัญหาที่กฎหมายไทยควรหาแนวทางในการแก้ไขเพื่อรับรองและคุ้มครองสิทธิการอยู่ร่วมกันของกลุ่มบุคคลรักร่วมเพศ การให้สิทธิในการสมรสหรือมีครอบครัวอย่างถูกต้องตามกฎหมายนั้นก็ยังเป็นประเด็นที่น่าสนใจควรได้รับการพิจารณาและผลักดันต่อไป


แหล่งอ้างอิงข้อมูล
[1] พจนา ธูปแก้ว, การสื่อสารเพื่อสิทธิในการมีส่วนร่วมทางการเมืองของกลุ่มผู้รักร่วมเพศชาย : กรณีศึกษาเปรียบเทียบ
ประเทศไทยและเยอรมนี, (วิทยานิพนธ์ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาสื่อสารมวลชน คณะวารสารศาสตร์และ
สื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2547)
[2] วราภรณ์ อินทนนท์, การรับรองสิทธิขั้นพื้นฐานแก่ปัจเจกชนบนพื้นฐานของความหลากหลายทางเพศ, (วิทยานิพนธ์
มหาบัณฑิต สาขากฎหมายระหว่างประเทศ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2547), น.32
[3] http://www.suanprung.go.th/niti/pdf/g_2.pdf
[4] http://www.festhailand.org/wb/media/.../Life%20Partnership%20Act_final.pdf‎
[5] http://www.law.stou.ac.th/dynfiles/article%20-%20same%20sex%20marriage.pdf
[6] http://www.deka2007.supremecourt.or.th/deka/web/searchlist.jsp
[7] ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์