2. ข้อดีและข้อเสียจากการรับจำนำข้าวเปลือกทุกเม็ด (ต่อ)

     การสร้าง “ความต้องการเทียม” ให้มีขนาดเท่ากับตลาดในประเทศทั้งหมด จะทำให้เกิดการขยายตัวของการปลูกข้างเกรดต่ำที่ไม่ต้องการการดูแลมากนัก เพิ่มมากขึ้นทันที เพราะการสร้าง “ ความต้องการเทียม” เช่นนี้ คือ การดึงภาระ “ความเสี่ยง” ทางเศรษฐกิจทั้งหมดออกจากบ่าของคนปลูกข้าว  และการทำเช่นนี้จะทำให้คนจำนวนมากกลับมาสู่การผลิตที่ไม่ต้อง “เสี่ยง” อะไรเลยแบบนี้มากขึ้น   ขณะเดียวกัน คนที่อยู่ในชนบทที่ร่ำรวยอยู่แล้ว ก็จะลงทุนในการเพราะปลูกขนาดใหญ่ ( Plantation ) เพื่อผลิตข้างเกรดดี ราคาสูงเพิ่มมากขึ้น   คนจำนวนมากที่กลับมาสู่การผลิตที่ไม่ต้อง “เสี่ยง” อะไรเลยแบบนี้ก็ไม่ใช่ชาวนาผู้ยากจนอย่างที่รัฐบาลโหมโรงโฆษณาหรอก

     ดังที่จะเห็นได้จาก ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่กำลังเกิดจากโยบายการจำนำข้าวทุกเม็ด  ได้แก่ การขยายตัวอย่างมากของการปลูกข้าวในฤดูกาลที่ผ่านมา  และจะขยายตัวมากขึ้นในการปลูกข้าวนาปรังที่กำลังจะมาถึง เหตุผลง่ายๆ ก็คือ  เมื่อไมมีความเสี่ยงด้านราคา  การลงทุน/ลงแรงปลูกข้าวก็ได้กำไรเห็นๆอยู่แล้ว ยกเว้นว่าจะเจอกับภัยธรรมชาติจนไม่ได้ผลผลิตเลย แต่นั้นแหละก็ยังได้โอกาสรับค่าชดเชยความเสียหายนั้นๆ จากรัฐ

     ก็ต้องกล่าวอีกครั้งหนึ่งว่า เป็นเรื่องธรรมดา ที่การผลิตอะไรไม่ว่าจะเป็นการเพาะปลูกหรือค้าขายอะไร หากไม่ต้องเสี่ยงทางด้านราคา  ก็ย่อมเป็นแรงดึงดูดให้มีผู้เข้ามาสู่กิจกรรมนั้นมากขึ้นในพื้นที่ “ชนบท” ทั่วไปของสังคมไทย  นอกจากชาวนารวยที่ทำการปลูกข้าวในพื้นที่ที่กว้างขวางแล้ว ชาวนาบางเวลา ( part-time farmer ) ที่เดิมจะใช้เวลาทำงานนอกภาคเกษตรกรรมมากกว่าในภาคเกษตรกรรม ก็ได้หันกลับเข้ามาสู่การลงทุนในการปลูกข้าวมากขึ้น   ชาวนาบางเวลาที่ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาได้ผันตัวเองออกไปประกอบธุรกิจขนาด กลางและเล็กในเขตเมืองได้ใช้เงินจากนอกภาคการเกษตรมาสู่การทำ “ธุรกิจปลูกข้าว” มากขึ้นในปีนี้ กล่าวได้ว่า กลุ่มชาวนาบางเวลานี้ได้ใช้ระบบการจ้างแรงงานและเครื่องจักร (บางส่วนซื้อเอง และบางส่วนใช้วิธีการเช่า)ในทุกขั้นตอนของ การปลูกข้าว ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าเป็นบริษัทปลูกข้าวขนาดกลางและเล็ก    

     แน่นอนว่า รายได้จากภาคเกษตรกรรมของครอบครัวชาวนาบางเวลากลุ่มนี้จะสูงมากขึ้นอย่างแน่ นอน  และมีผลทำให้จำนวนครัวเรือนชาวนาที่จะได้รับผลประโยชน์จากนโยบายนี้เพิ่ม ขึ้นจากประมาณหนึ่งล้านครัวเรือนมาเป็นสองถึงสามล้านครัวเรือนจากสี่ล้าน ครัวเรือน ซึ่งหมายถึงความชื่นชอบทางการเมืองต่อรัฐบาลจะเพิ่มสูงมากขึ้นทีเดียว

     ปริมาณข้าวที่จะถูกผลิตในปีต่อๆไปจะสูงมากขึ้นๆ  จนอย่างไรก็ตามในที่สุด รัฐบาลก็จะไม่สามารถที่จะดำเนินนโยบาย “ความต้องการเทียม” นี้ได้ต่อไปได้อย่างแน่นอน เพราะข้าวที่มีจำนวนมากขึ้นมหาศาลจะเข้าสู่นโยบายจำนำข้าวทุกเม็ด  และจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ของระบบการเงินการคลังมากขึ้นตามไปด้วย  เพราะจำนวนเงินงบประมาณที่จะต้องเข้าสู่นโยบายจำนำข้าวก็จะมีแต่สูงมากขึ้นๆ ตามไปด้วย  และการระบายข้าวเก่าที่จำนำไว้ก็ยังไม่เห็นว่าจะทำได้ ข้าวใหม่กำลังจะเข้าสู่ยุ้งฉางของการจำนำ ดังนั้น จากนี้ไป เราจะต้องใช้เงินประมาณหนึ่งในสามของงบประมาณแผ่นดินในการรับจำนำข้าวที่ เพิ่มสูงมากขึ้น หากไม่หยุดนโยบายนี้ก็อาจจะเป็นครึ่งหนึ่งของงบประมาณแผ่นดิน

     หากปล่อยให้เกิดการใช้งบประมาณแผ่นดินในลักษณะดังกล่าว  ผลกระทบต่อสังคมไทยโดยรวมก็จะมีสูงมาก  เพราะงบประมาณการลงทุนด้านอื่นๆที่สัมพันธ์กับชีวิตผู้คนทั้งหมดก็จะหดลง ทันที เช่น นโยบายการศึกษา การสาธารณสุข  พลังของการบริโภคภายในประเทศอันจะขยายตัวบ้างจากนโยบายจำนำข้าวทุกเม็ดไม่มี ทางที่จะทำให้รัฐมีรายได้เพียงพอกับที่ใช้ไปอย่างแน่นอน

      ผลประโยชน์เฉพาะหน้าปีหรือสองปีนี้ตกแก่ชาวนาบางเวลาจำนวนหลายล้านคน  แต่คนทั้งหมดในสังคม รวมทั้งชาวนาบางเวลาทุกคนด้วย กำลังจะเผชิญหน้ากับวิกฤติทางการเงินการคลังที่จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงใน อนาคต  (น่าจะแรงกว่าวิกฤติเศรษฐกิจ 2540 หลายเท่า)

เดี๋ยวมาฟังความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์ต่อนโยบายนี้กันนะครับ