แนวความคิดเรื่องสิทธิในทรรศนะของจอห์น ล็อค

บทคัดย่อ

แนวความคิดเรื่องสิทธิของจอห์น ล็อค คือ แนวความคิดเรื่องสิทธิในทรรศนะของจอห์น ล็อค เป็นสิทธิพื้นฐานที่พยายามจะสนองความมีส่วนร่วมในการมีผลประโยชน์ร่วมกันของปัจเจกชนในสังคมโดยปัจเจกชนนั้น ควรมีสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานดังนี้ คือ ๑) สิทธิในตัวเอง กล่าวคือมนุษย์เมื่อเกิดมาแล้วย่อมมีสิทธิตามธรรมชาติที่จะพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชีวิตของตนเอง ๒) สิทธิในทรัพย์สิน ล็อคได้ให้ความสำคัญในความหมายของสิทธิในทรัพย์สินว่า จุดมุ่งหมายอันประเสริฐสุดของมวลมนุษยชาติ คือการรวมกันเป็นจักรภพและยอมที่จะให้รัฐบาลเป็นผู้ปกป้องคุ้มครองในทรัพย์สินของตนเอง ๓) สิทธิทางการเมืองการปกครองทรรศนะที่เกิดจากปัจจัยทางการเมืองการปกครอง ล็อคให้ความหมายอำนาจทางการเมืองว่าสิทธิในการจัดทำกฎหมายพร้อมด้วยบทลงโทษถึงชีวิตและโทษที่เบาบางลงไปทั้งหมดสำหรับวางระเบียบควบคุมและสงวนรักษาทรัพย์สินและสิทธิในการใช้พลังของประชาชนเพื่อบริหารให้เป็นไปตามกฎธรรมชาตินั้นๆเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของสังคม จากทรรศนะเรื่องสิทธิในแนวความคิดของล็อคจะกล่าวถึงเรื่องสิทธิโดยธรรมชาติว่ามนุษย์มีสิทธิเท่าเทียมกันตั้งแต่กำเนิดหมายถึงสิทธิในชีวิต ถึงแม้จะไม่ได้ให้ความสำคัญสิทธิกับเรื่องการเมืองการปกครองไว้โดยตรงแต่ก็มีหลักธรรมที่สนับสนุนการเมืองการปกครองตามแนวแห่งของอุดมรัฐ  ดังนั้นแนวความคิดเรื่องสิทธิของจอห์น ล็อค ในประเด็นที่ว่าสิทธิของจอห์น ล็อคนั้นเป้าหมายหลักคือความอยู่ดีกินดีและเป็นเจ้าของสิทธิและทรัพย์สินในระดับความสุขแบบโลกียะที่เน้นเป้าหมายไปทั้งความสุขของมวลมนุษยชาติแบบโลกียะอันประกอบด้วยคุณธรรม และความสุขที่เป็นบรมสุข คือการมีสิทธิได้เข้าถึงมรรคผลอันสูงสุด

บทนำ

มนุษย์สามารถเข้าใจกฎธรรมชาติได้ด้วยเหตุผลและประสบการณ์ การที่มนุษย์ไม่ทำร้ายกันและกันนั้นเพราะมนุษย์ต่างตระหนักด้วยเหตุผลว่าหากตนกระทำเช่นนั้นก็ย่อมได้รับการโต้ตอบในทำนองเดียวกัน มนุษย์ในภาวะธรรมชาติมีลักษณะ ๒ ประการคือประการแรก ภาวะแห่งเสรีภาพซึ่งทำให้มนุษย์สามารถกระทำในสิ่งที่ตนปรารถนาภายใต้ขอบเขตจำกัดแห่งกฎธรรมชาติ และประการที่สองคือภาวะแห่งการเท่าเทียมกันของทุกชีวิตที่อาศัยอยู่ไม่มีใครมีสิทธิอำนาจ หรือขอบเขตของอำนาจมากกว่ากันแต่เท่าเทียมกันในด้านสิทธิ๒ ส่วนสิทธิในทรัพย์สิน(Property) ล็อคมีทรรศนะว่า ทรัพย์สินเกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อมนุษย์ยังอยู่ในสภาวะธรรมชาติ ที่เป็นเช่นนี้ได้ก็ด้วยเหตุผล ๒ ประการคือ (๑) ความหมายของทรัพย์สิน ล็อคมีความเห็นแตกต่างจากหลายคนที่เข้าใจคือ ทรัพย์สินนอกจากจะเป็นวัตถุสิ่งของต่างๆแล้วยังหมายรวมถึงร่างกายของมนุษย์และแรงงานด้วย ดังที่ล็อคได้มีทรรศนะว่ามนุษย์ทุกคนมีทรัพย์สินอยู่ในตัวของเขาเองไม่มีใครมีสิทธิที่จะใช้นอกจากตัวเขา(๒)การเกิดกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินโดยสรรพสิ่งทั้งหลายในโลกนี้พระผู้เป็นเจ้าได้ประทานให้แก่มนุษย์ทุกคน ซึ่งหมายความว่าสิ่งทั้งหลายที่มีอยู่ในโลกทั้งหมดเป็นของทุกคน หรือทุกคนมีกรรมสิทธิ์ร่วมกันแต่กรรมสิทธิ์ส่วนตัวหรือส่วนบุคคลจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเขาได้ใช้แรงงานเคลื่อนย้ายหรือเก็บเกี่ยวสิ่งนั้น

ทรรศนะเรื่องสัญญาประชาคม (Social contract) ล็อคมีทรรศนะว่าหมายถึงสิทธิในการจัดทำกฎหมายพร้อมด้วยบทลงโทษถึงชีวิตและโทษที่เบาบางลงไปทั้งหมดสำหรับวางระเบียบควบคุมและสงวนรักษาทรัพย์และสิทธิในการใช้พลังของประชาชนเพื่อบริหารให้เป็นไปตามกฎธรรมชาตินั้นๆ เพื่อป้องกันจักรภพให้พ้นจากการประทุษร้ายจาก ภายนอกและทั้งหมดนี้ เพื่อประโยชน์ส่วนรวมเท่านั้น

สัญญาประชาคมเกิดขึ้นจากความยินยอมของทุกคนเพื่อเป็นหลักประกันสำหรับการดำรงชีพด้วยความสะดวกปลอดภัยและสันติภาพร่วมกันรวมทั้งความมั่นคงในทรัพย์สิน สิทธิในการปฏิวัติ ตามสัญญาประชาคมของล็อค ในการที่รัฐบาลใช้อำนาจผิดวัตถุประสงค์หรือขัดกับเจตนารมณ์ของประชาชน ประชาชนก็มีสิทธิที่จะถอดถอนรัฐบาลได้ แม้อาจจะทำโดยการใช้กำลัง การล้มล้างรัฐบาลมิได้หมายถึงการสิ้นสลายของสังคมการเมือง แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงองค์กรที่ทำหน้าที่บริหารเท่านั้น สิทธิธรรมชาติของล็อคได้ให้ความสำคัญที่ปัจเจกชน โดยแยกจากรัฐหรือสังคมการเมือง นี่เป็นจุดที่มีผู้เน้นว่า ความคิดสำคัญของสิทธิมนุษยชน(Human Right)สมัยใหม่ก็คือ บุคคลมีสิทธิสามารถเรียกร้องต่อสังคมหรือต่อต้านสังคม/รัฐได้ โดยที่สิทธินี้เป็นสิ่งที่สังคมต้องตระหนักและยอมรับว่าทุกคนมีอยู่ในฐานะที่เป็นมนุษย์

. ความหมายของสิทธิตามแนวคิดของจอห์น ล็อค

ในประเทศตะวันตก ความคิดเรื่อง “สิทธิ” มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน มีความเข้าใจร่วมกันในเรื่องสิทธิว่าคือการใช้อำนาจของบุคคลที่ได้รับสืบทอดมาจากบรรพบุรุษมากกว่าเป็นความเข้าใจส่วนตัวว่าอะไรเป็นจริงอะไรถูกต้องในแง่นิรุกติศาสตร์ “right” ในภาษาอังกฤษ มาจากภาษาละติน “rectus” หมายถึง ตรง และมีรากศัพท์มาจากภาษากรีก “orektos” หมายถึง ซื่อตรง ตามที่ Richard Dagger ได้ให้ข้อสังเกตไว้ในทรรศนะที่ว่าเป็นแบบแผนพื่อความเข้าใจในเรื่องความซื่อตรงที่ถูกแผ่ขยายจากขอบเขตทางวัตถุสู่ขอบเขตทางจริยธรรมหรืออีกนัยหนึ่งก็คือทรัพย์สมบัติทางวัตถุเป็นสิทธิโดยตรงเป็นอุปมาประยุกต์กับเนื้อหาทางจริยธรรม

คำว่า “สิทธิ” (right) ในทางตะวันตกนั้นเป็นสิ่งที่มีการถกเถียงกันในเชิงปรัชญาอย่างกว้างขวาง ซึ่งเป็นผลของความคิดจากนักปรัชญารุ่นก่อน ๆ โดยเฉพาะแนวความคิดเรื่องอุดมรัฐ (utopia)และการเมืองการปกครอง ในทรรศนะของจอห์น ล็อค ถือว่าเรื่องสิทธินั้นเป็นสิ่งที่สำคัญของมนุษย์ทุกผู้คนที่เกิดมาในโลกนี้ โดยมีแนวความคิดว่า เรื่องสิทธิในแง่ของความเป็นเจ้าของและการครอบครองสิทธิในทรัพย์สินที่อยู่ตามธรรมชาติและสิทธิที่ถือว่า  สำคัญอีกประการหนึ่ง ก็คือสิทธิในชีวิตของปัจเจกชน ประเด็นนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการให้ความหมายอีกทั้งความสำคัญของสิทธิในชีวิต และสิทธิในการที่จะได้รับความคุ้มครองจากรัฐ รัฐมีเพียงหน้าที่ในการรับใช้ประชาชนสิทธิทางการเมือง (Political right) ทั้งหมดเป็นของประชาชน ประชาชนเป็นผู้มีอำนาจในการกำหนดและถอดถอนรัฐบาลได้ หากรัฐบาลไม่มีความเป็นธรรมและไร้ประสิทธิภาพในการบริหารประเทศ เพราะรัฐบาลมีหน้าที่ในการตอบสนองความต้องการของประชาชนในฐานะที่ประชาชนเป็นผู้จัดตั้งหรือเป็นเจ้าของรัฐบาลและเป็นผู้รับประโยชน์จากการบริหารงานของรัฐบาล[1]พร้อมทั้งการได้เข้าไปครอบครองสิทธิ์ของปัจเจกชน[2]

ดังนั้น ความสำคัญของ “สิทธิ” ในทางจริยธรรม เป็นมาตรฐานหรือวิธีการสำหรับการปฏิบัติ เป็นอะไรบางอย่างที่ถูกต้อง ตรงไปตรงมา ที่มีความยุติธรรมถูกต้องคือเมื่อไรที่ความคิดเรื่องความถูกต้องชอบธรรมได้ถูกพิจารณาในแง่จริยธรรมแล้ว พัฒนาการขั้นต่อไปคือมองจริยธรรมที่เป็นการให้สิทธิบางลักษณะแก่บุคคล เพื่อให้การยอมรับการได้มาซึ่งสิทธิ โดยการมีสิทธิที่ถูกต้องชอบธรรม จากความเชื่อที่ว่าข้าพเจ้าอาจจะกระทำบางสิ่งเพราะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง หรือตามความเชื่อว่าข้าพเจ้าอาจปฏิบัติบางอย่างเพราะว่าข้าพเจ้ามีสิทธิที่จะทำ ด้วยเหตุนี้ความคิดเกี่ยวกับสิทธิจึงสัมพันธ์กับความคิดในเรื่องความชอบธรรมตามเจตนารมณ์ของประชาชนส่วนความหมายในแนวลบนั้นประชาชนมีเสรีภาพได้ภายใต้อำนาจแห่งรัฐรัฐไม่อาจมาย่ำยีประชาชนและไม่บังคับประชาชนให้เป็นไปตามใจชอบ แต่จำเป็นต้องวางแนวทางไว้ปฏิบัติร่วมกัน[3]

. บ่อเกิดของสิทธิของจอห์น ล็อค

บ่อเกิดของสิทธิของจอห์น ล็อคที่เกี่ยวกับสิทธิไว้หลายประเด็นไม่ว่าจะเป็นจัยที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ปัจจัยที่เป็นสภาวะธรรมชาติ หรือแม้แต่ปัจจัยที่เกิดจากระบบสังคมการเมืองการปกครองในสมัยนั้นนับว่าปัจจัยด้านต่างๆดังที่กล่าวมาล้วนเป็นปัจจัยผลักดัน (Sanction) สำคัญที่ก่อให้เกิดสิทธิตามแนวคิดสิทธิทางการเมืองของล็อคทั้งสิ้น ดังนี้ คือ

.๑ ทรรศนะที่เกิดจากปัจจัยทางศาสนาเป็นพื้นฐาน

จอห์น ล็อค มีความเชื่อในคริสต์ศาสนาที่ว่า เมื่อพระเจ้าทรงสร้างโลกและมนุษย์ พระองค์เองได้มอบสิ่งต่างๆ ในธรรมชาติให้เป็นสมบัติร่วมสำหรับให้มนุษย์ทุกคนได้กินได้ใช้เสมอหน้ากัน ความเชื่อดังกล่าวนี้ล็อค ได้นำมาขยายความต่อโดยกล่าวเสียใหม่ว่า ทุกคนมีสิ่งหนึ่งติดตัวมาตั้งแต่เกิดเหมือนกัน สิ่งนี้คือสิทธิโดยธรรมชาติ (Natural rights) สิทธิที่จะอ้างความเป็นเจ้าของในสิ่งที่พระเจ้าทรงประทานมาให้กินให้ใช้ร่วมกันนั่นเอง คนทุกคนมีสิทธิ[4]ลักษณะความเสมอภาคก็เช่นกัน ในจุดไหนที่อำนาจทั้งปวงกับอำนาจศาลใช้แทนกันได้ไม่มีใครมีมากกว่าผู้อื่น ทุกคนเกิดมามีสิทธิทางธรรมชาติเช่นเดียวกัน และประโยชน์ที่จะเกิดจากสติปัญญาก็เท่าเทียมกัน ควรที่จะเสมอภาคระหว่างกัน[5]ดังนี้ คือ

๑) ความเชื่อที่ว่าคนเรามีสิทธิติดตัวมาตั้งแต่เกิด คือ มนุษย์ทุกคนแม้ว่าจะมีสิทธิโดยธรรมชาติเท่าเทียมกัน แต่มนุษย์มีความแตกต่างกันในเรื่องความอุตสาหะบากบั่น บางคนพอใจที่จะเป็นอยู่อย่างสมถะ กินน้อย ใช้น้อย  เมื่อกินน้อยใช้น้อย ก็ไม่ต้องทำงานมาก ทำแต่เพียงพออยู่พอกินเท่านั้นก็พอ แต่บางคนไม่พอใจที่จะเป็นอยู่เช่นนั้น คนประเภทนี้จะทำงานหนักกว่าคนประเภทแรก เมื่อทำงานหนัก ผลแห่งแรงงานย่อมมีปริมาณมากกว่า[6]คนประเภทนี้คิดว่าคุณค่าของชีวิตคือการทำงานให้สุดกำลัง และความสามารถ เพราะมีความคิดเช่นนี้ เขาจึงทำงานหนัก ผลของการทำงานหนักทำให้เขาครอบครองผลผลิตอันเป็นผลแห่งแรงงานของตนนั้นมากกว่าประเภทแรก นี่คือสาเหตุที่ทำให้คนเรามีฐานะความมั่งคั่งแตกต่างกัน แม้ว่าโดยธรรมชาติทุกคนจะมีสิทธิในสิ่งที่พระเจ้าทรงประทานมาให้เท่าเทียมกันตั้งแต่เกิดก็ตาม[7]

๒) มนุษย์มีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะอ้างความเป็นเจ้าของในทรัพย์สิน คือ ล็อคให้แนวความคิดว่าพระเจ้าทรงประทานสิทธิให้มนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกันก็จริง แต่บางคนพอใจที่จะสงวนสิทธิของตนเอาไว้ไม่ใช้อย่างเต็มความสามารถ คนประเภทนี้จะทำมาหากินแต่เพียงพอให้ชิวิตดำเนินไปได้เท่านั้น ไม่สะสมพอกพูน บางคนใช้สิทธิของตนเต็มที่ คนประเภทนี้จะทำงานหนัก ขยัน อดทน ผลแห่งแรงงานนั้นย่อมทำให้เขาสะสมทรัพย์สินส่วนตัวได้มาก ล็อคให้ทรรศนะว่าสิทธิในทรัพย์สินของบุคคลควรมีจำกัด กล่าวคือ มนุษย์มีสิทธิที่จะเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่เขาสามารถหาได้ด้วยแรงกายของเขา และสามารถใช้ประโยชน์เพื่อการดำรงชีวิตโดยไม่สูญเสีย ส่วนเกินจากนั้นไม่ใช่สิทธิของเขาแต่เป็นของผู้อื่น เพราะพระเจ้ามิได้กำหนดให้มนุษย์มีทรัพย์สินไว้เพื่อทำลาย แนวคิดของล็อคในส่วนนี้อาจกล่าวได้ว่าอยู่บนพื้นฐานของข้อจำกัดในการบริโภคของมนุษย์ กล่าวคือ ควรมีทรัพย์สินที่หาได้ด้วยแรงกายพอเพียงเท่าที่จะบริโภคได้โดยไม่ทิ้งสูญเปล่า[8]

๓) มนุษย์ทุกคนเป็นเจ้าของแรงงานของตน คือ ล็อคให้ทรรศนะในเรื่องดังกล่าวว่า อะไรก็ตามที่เป็นผลผลิตแห่งแรงงานของเขาแม้ว่าผืนแผ่นดินตลอดจนสรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างไว้ จะเป็นสมบัติร่วมของทุกคนก็ตาม คนแต่ละคนย่อมมีทรัพย์สินส่วนตัว ทรัพย์สินส่วนนี้นอกเสียจากเจ้าของแล้วคนอื่นไม่มีสิทธิ์ แรงงานจากร่างกายของใครและผลงานจากมือของใคร ย่อมเป็นทรัพย์สินของคนผู้นั้น[9] ด้วยเหตุผลนี้แรงงานย่อมเป็นทรัพย์สินของเจ้าของแรงงานโดยไม่ต้องสงสัย นอกจากเจ้าของแรงงานนี้แล้ว ไม่มีใครมีสิทธิ์ในสิ่งนี้ แม้ว่าครั้งหนึ่งมันจะเคยเป็นสมบัติร่วมของทุกคนก็ตาม ล็อคมีความเห็นว่า พระเจ้าสร้างมนุษย์มาเหมือนกัน ทุกคนต่างไม่มีอะไรเป็นสมบัติส่วนตัวมาตั้งแต่เกิด เรามีเพียงแรงงานเท่านั้น เมื่อมนุษย์ร่วมกันสร้างสังคมการเมือง มนุษย์ได้ตกลงร่วมกันว่าต่อแต่นี้ไปต่างคนต่างจะเคารพในทรัพย์สินของกันและกันทรัพย์สินที่แต่ละคนลงแรงสร้างสรรค์ขึ้นมาย่อมเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของคนผู้นั้นเขามีสิทธิโดยชอบธรรมในสิ่งที่เขาออกแรงทำมันขึ้นมา คนอื่นจะละเมิดสิ่งดังกล่าวนี้ไม่ได้[10]

.๒ ทรรศนะที่เกิดจากสภาวะธรรมชาติ

ในทรรศนะของล็อคในสภาวะธรรมชาติมนุษย์ทุกคนเกิดมาบริสุทธิ์ไม่รู้อะไรเลยที่สามารถรู้อะไรและเข้าใจโลกภายนอกรอบตัวได้ก็โดยการเรียนรู้จากการสังเกตและประสบการณ์ และคุณสมบัติประจำตัวมนุษย์ทุกคนก็คือ ความมีเหตุผลอันเป็นสิ่งที่พระเจ้าประทานมาให้แก่มนุษย์ทุกคน เหตุผลของมนุษย์เต็มไปด้วยเมตตาธรรม ใฝ่สันติ การกระทำใดๆ ของมนุษย์อยู่ภายใต้กฎธรรมชาติและมนุษย์จะสามารถเข้าใจกฎธรรมชาติได้ด้วยเหตุผลและประสบการณ์[11]ในสภาวะธรรมชาติตามทรรศนะของล็อคมี ๒ ลักษณะ คือ

. ภาวะแห่งเสรีภาพ (Liberty)  คือ ทำให้มนุษย์สามารถกระทำในสิ่งที่ตนปรารถนาภายใต้ขอบเขตจำกัดแห่งกฎธรรมชาติ[12]ซึ่งเป็นที่น่าตั้งข้อสังเกตในทรรศนะของชาวตะวันตกที่มีทรรศนะเกี่ยวกับเสรีภาพอย่างน่าสนใจ เช่น พี.เฮช พาทริดจ์ (P.H. Partridge)[13] อธิบายความหมายของเสรีภาพในเชิงประวัติปรัชญาและความคิดทางสังคมว่าเสรีภาพนั้นใช้ในความหมายทางจริยธรรมทางสังคม โดยหมายถึงสภาพที่เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างคนต่อคน หรือหมายถึงเงื่อนไขของชีวิตในสังคม

. ภาวะแห่งความเท่าเทียมกันของทุกชีวิตที่อาศัยอยู่ (equality) คือ ล็อคให้ทรรศนะว่า คนที่เกิดมาแล้วย่อมมีเสรีภาพที่สมบูรณ์ มีความสุขอย่างไม่จำกัดต่อสิทธิทั้งหลายทั้งปวง ตามกฎเกณฑ์แห่งธรรมชาติเสมอภาค เท่าเทียมกับผู้อื่นซึ่งเป็นสมาชิกคนหนึ่งของโลก เขามีอำนาจไม่เพียงแต่ดูแลทรัพย์สิน เขายังมีสิทธิในชีวิตของตน มีเสรีภาพแห่งตน[14] เพราะว่า มนุษย์เกิดมามีความเสมอภาคและอิสรภาพทัดเทียมกัน (Men beings are equal, have equal rights) จะไม่มีบุคคลใดที่จะมีสิทธิทำอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ และทรัพย์สินของผู้อื่นแต่การอยู่ร่วมกันของมนุษย์ในสภาวะธรรมชาติอาจเกิดปัญหาความขัดแย้งขึ้นได้ ทั้งนี้เพราะภายใต้กฎแห่งธรรมชาติสังคมมนุษย์ปราศจากกลไกในการจัดระเบียบที่ชัดเจน ๓ ประการ[15] คือ ๑) สภาวะธรรมชาติเป็นสภาวะที่ไม่มีกฎหมายอันเป็นที่ยอมรับร่วมกัน มนุษย์อาจเข้าใจสภาวะธรรมชาติแตกต่างกัน ทำให้ไม่สามารถตกลงกันได้ในบางกรณี  ๒) สภาวะธรรมชาติเป็นสภาวะที่มีตุลาการที่มีความเที่ยงธรรม และเป็นที่ยอมรับร่วมกัน คอยทำหน้าที่ตัดสินข้อพิพาทอันอาจเกิดขึ้นภายใต้กฎแห่งธรรมชาติ ซึ่งตุลาการต้องเป็นคนกลางที่ไม่มีประโยชน์ได้เสียกับคู่กรณี  ๓) สภาวะธรรมชาติเป็นสภาวะที่ไม่มีอำนาจบริหารที่จะทำหน้าที่บังคับให้เป็นไปตามคำตัดสินต่างๆ   

.๓ ทรรศนะที่เกิดจากปัจจัยทางการเมืองการปกครอง

ล็อคได้ให้ความหมายอำนาจทางการเมืองว่าเป็นสิทธิในการจัดทำกฎหมายพร้อมด้วยบทลงโทษถึงชีวิตและโทษที่เบาบางลงไปทั้งหมดสำหรับวางระเบียบควบคุมและสงวนรักษาทรัพย์สินและสิทธิในการใช้พลังของประชาชนเพื่อบริหารให้เป็นไปตามกฎธรรมชาตินั้นๆ เพื่อป้องกันจักรภพให้พ้นจากการประทุษร้ายจากภายนอกและทั้งหมดนี้เพื่อประโยชน์ส่วนรวมเท่านั้น[16]มี ๒ ทรรศนะ คือ ๑) ทรรศนะที่ว่าด้วยสัญญาประชาคม (Social contract) คือสัญญาประชาคมมีความหมายว่า ประชาชนยินยอมเสียเสรีภาพส่วนหนึ่งของตนเพื่อแลกกับความอยู่รอดและความสงบสุขประชาชนทุกคนพร้อมใจกันยินยอมเสียเสรีภาพโดยมอบอำนาจชี้ขาดแก่บุคคลผู้หนึ่ง เพื่อให้เขาสามารถจัดการปกครองให้เกิดความสงบเรียบร้อยได้ เมื่อมอบอำนาจนี้ให้แก่ผู้ใดแล้วก็ต้องยินยอมให้มีอำนาจเด็ดขาดไปตามวาระที่กำหนด จึงเป็นการกระทำที่ขัดต่อจุดมุ่งหมายของสัญญาประชาคม เมื่อพลเมืองมอบอำนาจให้ประมุขของชาติตามสัญญาประชาคมแล้ว แต่ละคนก็จะมีฐานะเป็นเฟืองหนึ่งของเครื่องจักรอันได้แก่ชาติของตนนี่คือรัฐในอุดมคติซึ่งล็อคต้องการให้เป็นจริงขึ้นในประเทศอังกฤษโดยมีกษัตริย์เป็นประมุขในทางการเมือง ตามทรรศนะของล็อค จึงให้ความหมายสัญญาประชาคม (Social contract) หมายถึงการมีองค์กรรับผิดชอบใช้อำนาจบังคับให้คนประพฤติชอบและมีศีลธรรมอันดี ซึ่งเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วในสภาวะธรรมชาติแต่ขาดผู้ที่จะคอยบังคับให้เป็นไปตาม[17] ในสิทธิแห่งรัฐทั้งหมด จึงเป็นของประชาชนส่วนรัฐบาลมีเพียงหน้าที่ (duties) ที่จะต้องกระทำเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน ซึ่งต่างกับทฤษฎีเทวสิทธิ์ (The theory of divine right) ที่ถือว่าผู้ปกครองเท่านั้นที่มีสิทธิ ส่วนประชาชนมีเพียงหน้าที่ที่จะต้องรับใช้ผู้ปกครองและในทฤษฎีสัญญาประชาคมโดยทั่วไป (The theory of contract) ทั้งประชาชนและรัฐบาลมีสิทธิ แต่ภายใต้ทฤษฎีของล็อค สิทธิเป็นของประชาชนเท่านั้น ผู้ปกครองมีหน้าที่เพียงผู้รับใช้ โดยสาระสำคัญของหลักเกณฑ์แห่งสัญญา (contract) ผู้ที่กระทำสัญญาต่อกันต้องมีทั้งสิทธิและหน้าที่[18] ๒) สังคมการเมืองมีการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือพิทักษ์สันติสุขให้ปวงชน คือล็อคให้ทรรศนะว่ากฎหมายที่ดีไม่ใช่สิ่งที่จำกัดสิทธิเสรีภาพ แต่เป็นสิ่งปกป้องสิทธิเสรีภาพ ที่ใดปราศจากกฎหมายที่นั่นไม่มีอิสระเสรี เพราะสิทธิเสรีภาพ คือความดี มีอิสรภาพจากการถูกยับยั้งหรือทำอันตรายโดยผู้อื่น กฎหมายไม่ได้อยู่ภายใต้การบังคับตามอำเภอใจของบุคคลหนึ่งบุคคลใด[19]

.๔ ทรรศนะที่เกิดจากปัจจัยทางการบริหารรัฐ

ในทรรศนะของล็อคการกำเนิดรัฐนั้นมีความหมายว่ารัฐเกิดขึ้นเพราะให้มนุษย์อยู่ภายใต้กฎหมาย ถ้าไม่มีกฎหมายก็ไม่มีสิทธิเสรีภาพ การมีสิทธิเสรีภาพนั้นก็คือการพ้นจากการบีบบังคับหรือการทำร้ายโดยคนอื่น กฎหมายจึงเป็นหลักประกันแห่งสิทธิเสรีภาพ รัฐ (State) เข้ามาเป็นคู่กรณีในพันธสัญญากับประชาชนก็เพื่อที่จะมาควบคุมและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพดังกล่าวตามกฎหมาย และถ้ารัฐไม่เคารพสิทธิเสรีภาพของประชาชนก็เท่ากับรัฐละเมิดพันธสัญญาดังกล่าวและประชาชนสามารถยกเลิกเพิกถอนรัฐได้ ประเด็นนี้ผู้วิจัยมีความเห็นว่าล็อคได้ให้ความสำคัญและพยายามที่จะแสดงว่าสิทธิเสรีภาพตามธรรมชาติของมนุษย์นั้นต้องถูกจำกัดโดยกฎหมายเพื่อความสงบและมั่นคงในชีวิตของทุกคน ถ้าไม่มีการทำสัญญาประชาคมกันแล้วมนุษย์ก็จะใช้สิทธิเสรีภาพอย่างไม่มีขอบเขตจนอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งขึ้นในประชาคมนั้นได้[20] มี ๓ ลักษณะ คือ              ๑) การสถาปนารัฐบาล (The Government)  คือ การที่มนุษย์ทำสัญญาตกลงที่จะอยู่ร่วมกันสังคมก็เกิดขึ้นจึงเป็นสัญญาที่มนุษย์รวมกันเข้าเป็นสังคมเดียวกัน แต่การรวมเป็นสังคมการเมืองยังไม่สามารถที่จะทำให้ความบกพร่องในทางธรรมชาติหมดไปได้ ความสงบเรียบร้อยจะเกิดขึ้นก็โดยการสถาปนารัฐบาลขึ้นมาซึ่งถือว่าเป็นสัญญาจัดตั้งรัฐบาลขึ้นปกครองสังคมการเมือง[21]                         ๒) องค์กรนิติบัญญัติ (The Legislative)  เมื่อมีสังคมการเมืองเกิดขึ้นสิ่งสำคัญประการแรกของสังคมการเมืองในแนวความคิดของล็อคก็คือ การสถาปนาองค์กรที่จะใช้อำนาจนิติบัญญัติขึ้นมาเพื่อวางแผนการให้การดำเนินงานทางสังคมการเมืองเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอำนาจนิติบัญญัติ(Legislative Power)มีอำนาจเหนืออำนาจอื่นใดทั้งหมด(Supreme Power) และเป็นสิ่งที่ละเมิดไม่ได้เปลี่ยนแปลงไม่ได้ถ้าประชาชนไม่ยินยอม จากประเด็นนี้แสดงให้เห็นว่าปัจเจกชนในทรรศนะของล็อคถือได้ว่ามีบทบาทสำคัญในการร่างระเบียบกฎหมายในการจัดระเบียบในสังคมแห่งรัฐให้เป็นไปในลักษณะมีส่วนร่วมในสิทธิในการวางระเบียบ กฎกติกาในการอยู่ร่วมกันในสังคม[22]             ๓) องค์กรบริหาร (The Executive) คือ องค์กรบริหารอยู่ในฐานะเป็นองค์กรที่นำเอาเจตจำนงของฝ่ายนิติบัญญัติมาปฏิบัติ โดยทั่วไปฝ่ายบริหารไม่มีอิสระที่จะทำอะไรได้ตามเจตจำนงของตน การใช้อำนาจของฝ่ายบริหารเป็นไปตามกฎหมายที่ฝ่ายนิติบัญญัติบัญญัติขึ้นมาล็อคมีความเห็นว่า องค์กรนิติบัญญัติ (The Legislative) และฝ่ายนิติบัญญัติควรแยกออกจากกัน คือ[23] ๑) สมาชิกของสภานิติบัญญัติและเจ้าหน้าที่รัฐบาลจะต้องไม่ใช่บุคคลเดียวกัน ปัจเจกชน แม้จะมีคุณสมบัติพิเศษก็ไม่ควรให้ทำหน้าที่สองอย่าง คือ บัญญัติกฎหมายและดำเนินการตามกฎหมายร่วมกัน หลักการแบ่งแยกอำนาจนี้ไม่ได้หมายความว่า การยกระดับองค์กรทั้งสองให้เสมอภาคกันเป็นแต่ไม่ให้อำนาจตกอยู่ในมือขององค์กรใดเพียงองค์กรหนึ่งเท่านั้น ๒) ในส่วนการดำเนินงานของฝ่ายบริหารโดยทั่วไปต้องอยู่ในกรอบของกฎหมาย ฝ่ายนิติบัญญัติเป็นองค์กรที่คอยควบคุมฝ่ายบริหารแต่ในบางกรณีก็สามารถยืดหยุ่นได้คือการดำเนินการนอกเหนือกฎหมายได้ ถ้าการกระทำนั้นต้องเป็นภาวะจำเป็นเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลักซึ่งเรียกว่าการใช้สิทธิพิเศษของฝ่ายบริหาร             ๓) อำนาจตุลาการหรือการตัดสินคดีไม่ควรที่จะกำหนดให้เป็นอำนาจอิสระ การบังคับคดีจำเป็นต้องอาศัยรัฐบาลหรือฝ่ายบริหาร เพราะฉะนั้นอำนาจตุลาการจึงต้องเกี่ยวข้องกับอำนาจบริหาร โดยล็อคได้แยกองค์กรตุลาการ (Judiciary) จากองค์กรบริหารแต่ยังมีความสัมพันธ์เกี่ยวโยงกันอยู่ไม่เป็นอิสระเสียทีเดียวการแต่งตั้งผู้พิพากษา (Judge) หรือตุลาการให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลซึ่งอยู่ในฐานะผู้บังคับคดีมิฉะนั้นแล้วคำพิพากษาในคดีข้อขัดแย้งต่างๆ จะไม่มีความหมาย เพราะขาดองค์กรบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษานั้น

. ประเภทและลักษณะของสิทธิของจอห์น  ล็อค

ตามแนวความคิดของล็อค ล็อคจำแนกสิทธิออกเป็นสองส่วนหลักๆ ได้  ๒ ประเภทดังนี้ คือ

.๑ สิทธิตามธรรมชาติ (Natural Rights)  คือสิทธิตามธรรมชาติเป็นสิทธิที่กำเนิดมาพร้อมกับมนุษย์สิทธิตามธรรมชาติ(Natural Rights) ตามทรรศนะของล็อค หมายถึง สิทธิอันชอบธรรมที่มนุษย์ทุกคนจะพึงมีคือสิทธิในตัวเองสิทธิในทรัพย์สินและสิทธิเสรีภาพของตนเองสิ่งที่ล็อคนำมาเป็นหลักฐานสนับสนุนทฤษฎีนี้คือสภวะตามธรรมชาติ (State of  Nature) ของมนุษย์ และกฎธรรมชาติ (Natural Laws) ซึ่งเป็นสภาพก่อนมีรัฐ ล็อคให้ทรรศนะว่า มนุษย์ทุกผู้ทุกนามย่อมมีสิทธิตามธรรมชาติ ที่จะดำรงชีวิตอยู่ในสภาพแห่งเสรีภาพอันสมบูรณ์[24] ดังจะเห็นได้จากทรรศนะที่ว่า ธรรมชาติของมนุษย์ว่ามนุษย์ไม่มีความรู้อะไรติดตัวมาแต่เกิด จิตมนุษย์ว่างเปล่า ความรู้ทั้งปวงได้มาจากการสังเกตและการวิเคราะห์สิ่งที่ได้จากการสังเกต การสังเกตและการวิเคราะห์ในลักษณะนี้ล็อคเรียกรวมๆว่าประสบการณ์ มนุษย์ฉลาดขึ้นได้ด้วยการศึกษาธรรมชาติและเหตุผลโดยอาศัยวิธีการทางตรรกวิทยา ด้วยวิธีการดังกล่าวมนุษย์จะเข้าใจธรรมชาติเพิ่มขึ้น และสามารถนำความรู้นั้นมาปฏิบัติได้[25]  

. สิทธิในตัวเอง ในทรรศนะของล็อคนั้นธรรมชาติของมนุษย์ (Human nature) มนุษย์เมื่อเกิดมาแล้วย่อมมีสิทธิตามธรรมชาติที่จะพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชีวิตร่างกายให้อยู่รอด ซึ่งรวมไปถึงสิทธิในอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค เป็นต้น ล็อคถือว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสี่งที่ธรรมชาติได้สงวนและเก็บไว้เพื่อการดำรงชีวิตของมนุษยชาติร่วมกัน ดังนั้นมนุษย์ย่อมมีสิทธิที่จะเป็นเจ้าของในสิ่งเหล่านี้โดยชอบธรรม สิ่งเหล่านี้มีฐานะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์ มนุษย์ทุกผู้ทุกนามมีทรัพย์สิน (property) ในตัวของตนเอง[26]

. สิทธิในทรัพย์สิน (Property) ล็อคเชื่อว่า มนุษย์โดยธรรมชาติควรมีสิทธิเท่าเทียมกัน เพราะว่า ทรัพย์สินเป็นสิทธิที่พรากออกจากมนุษย์ไม่ได้ (inalienable rights) และเป็นคุณสมบัติที่เป็นของมนุษย์มาตั้งแต่ก่อนสังคมการเมืองจะถูกสถาปนาขึ้น การเข้าร่วมในพันธะสัญญาเพื่อจัดตั้งรัฐบาล (Civil government) ขึ้นก็เพื่อประกันเสรีภาพในการใช้สิทธินี้ทั้งนี้เพราะในสภาวะธรรมชาติไม่มีความแน่นอนและสะดวกสบาย ในการใช้สิทธิเหล่านี้ไม่มีอำนาจที่จะคอยคุ้มครองปกป้องสิทธินี้ให้คงอยู่ถาวร[27] และ รู้จักสิทธิและหน้าที่ตามกฎธรรมชาติแต่เนื่องจากมีคนส่วนน้อยฝ่าฝืนกฎธรรมชาติจึงทำให้เกิดภัยอันตรายต่างๆขึ้นคนเราจึงมีความต้องการสิ่งสามสิ่งได้แก่ กฎหมายที่แน่นอน ผู้ตัดสินที่เที่ยงธรรมและอำนาจบริหารที่จะทำให้การตัดสินเรื่องต่างๆ ดำเนินไปอย่างถูกต้อง[28] เพราะมนุษย์มีธรรมชาติเป็นกฎเกณฑ์ในการปฏิบัติด้วยเหตุผล ๒ ประการ[29] คือ ๑) ความหมายของทรัพย์สินนั้นล็อคมีทรรศนะที่แตกต่างไปจากหลายทรรศนะคือทรัพย์สินนอกจากจะเป็นวัตถุสิ่งของต่างๆแล้วยังหมายรวมถึงร่างกายของมนุษย์และแรงงานมนุษย์ด้วยดังที่ล็อคได้ให้ทรรศนะว่า มนุษย์ทุกคนมีทรัพย์สินในตัวของเขาเองไม่มีใครมีสิทธิที่จะใช้นอกจากตัวเขาเอง[30] ๒) การเกิดกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน ล็อคมีทรรศนะว่าสรรพสิ่งทั้งหลายในโลกนี้ พระผู้เป็นเจ้าได้ประทานให้แก่มนุษย์ทุกคนหมายความว่าสิ่งทั้งหลายที่มีอยู่ในโลกทั้งหมดเป็นของทุกคนหรือทุกคนมีกรรมสิทธิ์ร่วมกันแต่กรรมสิทธิ์ส่วนตัวหรือส่วนบุคคลจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเขาได้ใช้แรงงานเคลื่อนย้ายหรือเก็บเกี่ยวของสิ่งนั้น แรงงานและผลงานจากน้ำมือของเขาอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นของเขาอย่างถูกต้อง อะไรก็ตามที่เขาได้เคลื่อนย้ายสิ่งนั้นออกมาจากที่มันเคยอยู่ก็ถือว่าเขาได้ใช้แรงงานเข้าไปในสิ่งนั้นโดยสิ่งนั้นถือว่าเป็นของเขา ดังนั้น ล็อคได้กำหนดขอบเขตในการครอบครองสิ่งต่างๆไว้ด้วยว่าไม่มีใครมีสิทธิแม้ด้วยแรงงานของตนที่จะมีสิ่งของที่จะครองร่วมกันเกินกว่าที่ตนและครอบครัวของตนอาจใช้ได้นั่นคือแต่ละคนและแต่ละครอบครัวจะต้องใช้ทรัพย์สินหรือครอบครองทรัพย์สินด้วยแรงงานที่พอดีเหมาะแก่ตนเองไม่ฟุ่มเฟือยและการสะสมทรัพย์สินนั้นต้องไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่นด้วย ถ้าก่อความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น ล็อคถือว่าไม่ถูกต้อง[31]

. สิทธิเสรีภาพกับสิทธิของปัจเจกชน ล็อคกล่าวถึงสภาพธรรมชาติไว้ว่าโดยธรรมชาติมนุษย์มีเสรีภาพโดยสมบูรณ์ (perfect freedom)[32] นั่นหมายความว่าโดยธรรมชาติแล้วมนุษย์มีสิทธิกำหนดการกระทำของตนเองโดยไม่ต้องขึ้นอยู่กับคำยินยอมหรือเจตนารมณ์ของใครทั้งสิ้น มนุษย์จึงขึ้นอยู่กับกฎธรรมชาติเท่านั้น และกฎธรรมชาตินี้เองได้ให้สิทธิแก่มนุษย์ ได้แก่สิทธิทางด้านความคิดเห็นเกี่ยวกับศาสนา ซึ่งเป็นสิทธิส่วนตัว สิทธิในทรัพย์สินที่ปัจเจกชนได้ลงแรงไปกับทรัพยากรของโลก นั้นหมายความว่ากฎธรรมชาติซึ่งเป็นกฎของพระเจ้าได้ให้สิทธิ์ไว้ว่า ชีวิตส่วนตนและทรัพย์สินส่วนตนซึ่งเป็นทรัพย์สินเอกชนต้องได้รับการเคารพ ใครจะละเมิดมิได้ในสภาวะธรรมชาติจะมีกฎธรรมชาติทำหน้าที่ในการจัดระเบียบการอยูร่วมกันของมนุษย์ ซึ่งจะมีผลผูกพันกับมนุษย์ทุกคน  ดังนั้น ถ้าไร้รัฐสิทธิและเสรีภาพจะไม่ได้รับการป้องกันแต่ถ้ามีรัฐ รัฐสามารถประกันถึงสิทธิและเสรีภาพที่มีตามธรรมชาติได้ดีกว่าต่างคนต่างใช้อำนาจบังคับใช้กฎธรรมชาติด้วยตนเอง อำนาจอธิปไตยของรัฐในทรรศนะของล็อคจึงเกิดจากความไว้วางใจของประชาชนว่าสามารถป้องกันสิทธิและเสรีภาพของตนได้ ถ้าความไว้วางใจดังกล่าวหมดสิ้นไปเนื่องจากรัฐไม่ป้องกันสิทธิและเสรีภาพของปัจเจกชน ปัจเจกชน ย่อมมีสิทธิที่จะโอนอำนาจนั้นให้คนที่เหมาะสมต่อไป ล็อคจึงเชื่อในอำนาจอธิปไตยของปวงชนถือว่าประชาชนคือเจ้าของอำนาจอธิปไตย[33]และปฏิเสธทฤษฎีเทวสิทธิ์ (Divine Right) ของกษัตริย์ ซึ่งหมายถึงทรรศนะที่เชื่อว่าพระเจ้าทรงมอบอำนาจสูงสุดในการปกครองให้กับกษัตริย

.๒ สิทธิทางการเมือง(Political Rights)

ความสนใจและความเชื่อมั่นของล็อคเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของมนุษย์ ทำให้ล็อคศึกษาและค้นคว้าเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์อย่างจริงจัง จะเห็นได้จากผลงานชิ้นสำคัญของล็อคเรื่องความเข้าใจเกี่ยวกับมนุษย์ (An Essay Concerning Human Understanding) ซึ่งล็อคได้อธิบายถึงหลักความจริงของมนุษย์ที่มีมาตั้งแต่เกิด[34] ลักษณะและที่มาของมโนภาพของมนุษย์ รูปแบบ (models) ความสัมพันธ์และมโนภาพสากล ความเป็นสาเหตุลักษณะตัวตนของมนุษย์ ความรู้และความน่าจะเป็นเกี่ยวกับชีวิตและสังคมมนุษย์ ผลงานชิ้นนี้อาจกล่าวได้ว่าเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาความคิดทางการเมืองของล็อคไปสู่ทฤษฎีสัญญาประชาคมที่ล็อค ส่วนแนวความคิดทางการเมือง(Political Philosophy) ทฤษฎีว่าด้วยรัฐล็อคไม่เห็นด้วยกับความคิดที่ว่าการปกครองที่ดีที่สุดคือการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ กษัตริย์ทรงไว้ซึ่งเทวสิทธิ์ในพระราชอำนาจแต่เพียงผู้เดียวมนุษยชาติไม่มีสิทธิในอิสรภาพและสมภาพตามธรรมชาติ[35]

๑). ทฤษฎีพันธสัญญา(The Social Contract Theory) คนเราสร้างพันธสัญญาต่อกัน เพื่อให้พ้นจากสภาวะธรรมชาติพันธสัญญานี้เป็นสัญญาที่ทุกคนกระทำต่อทุกคนพันธสัญญานี้ทำให้เกิดรัฐหรือสังคมทางการเมืองขึ้น พันธะดังกล่าวนั้นเกิดจากความพร้อมใจกันของทุกคน ทุกฝ่ายต้องยอมรับมติของส่วนใหญ่ เพราะหากไม่ยอมรับมติส่วนใหญ่แล้วรัฐจะคงอยู่ไม่ได้ พันธสัญญาดังกล่าวเมื่อเกิดขึ้นแล้วคนเราจะไม่มีเสรีภาพดังเมื่ออยู่ในสภาวะธรรมชาติอีกต่อไป เว้นแต่รัฐบาลจะถูกทำลายหรือบุคคลนั้นถูกตัดออกจากสังคม นอกจากนั้นพันธสัญญานี้  มนุษย์มิได้จำกัดเสรีภาพที่ตนมีอยู่ในสภาวะธรรมชาติลง แต่เป็นการยอมยกเลิกสิทธิในการลงโทษของแต่ละคนเสีย โดยมอบให้ผู้ที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทน มนุษย์ยังมีสิทธิในการรักษาและป้องกันอยู่เหมือนเดิม มิได้ถูกกำจัดสิทธิใดๆ สิทธิต่างๆ ที่เคยมีเมื่ออยู่ในสภาวะธรรมชาติ คือการปฏิบัติตามธรรมชาติยังคงอยู่[36]

๒) อำนาจรัฐ (State Power) ล็อคได้ให้ทรรศนะว่ามนุษย์ไม่ได้สละสิทธิของตนทั้งหมดแก่รัฐบาล แต่เสียสละเพียงส่วนหนึ่งของเสรีภาพทางธรรมชาติเพื่อให้เป็นเงื่อนไขแห่งความอยู่รอดของสังคมเท่านั้น ด้วยเจตนารมณ์ที่แท้จริงนั้น ประชาชนไม่ได้จัดตั้งรัฐบาลที่เป็นเผด็จการรวมอำนาจที่ไม่มีขอบเขตแต่มอบความไว้วางใจให้รัฐบาลเป็นผู้ใช้สิทธิหรืออำนาจแทน[37] ไม่ใช่พันธสัญญาระหว่างมหากษัตริย์กับประชาชนแต่เป็นพันธสัญญาของประชาชนเพื่อประชาชน พันธสัญญาที่เกิดขึ้นเป็นความตกลงระหว่างคนที่ต้องการเข้ามาอยู่ร่วมกัน[38] ซึ่งมีรัฐบาลเป็นองค์อธิปัตย์ที่รับฝากอำนาจและใช้ไปเพื่อผลประโยชน์แห่งความสุขของประชาชนแต่ฝ่ายเดียวดังนั้นล็อคได้เสนอลักษณะของรัฐที่ดีไว้ ๓ ประการ[39] คือ ๑) ต้องเป็นรัฐที่อดกลั้นคือรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ๒) เป็นรัฐนัยลบคือไม่พยายามปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงชีวิตของประชาชน เพียงแต่รักษาอิสรภาพของประชาชนไว้เท่านั้น ๓)  เป็นรัฐที่เป็นผู้แปลงคือแปลงความเห็นแก่ตัวของปัจเจกชนไปเป็นความดีส่วนรวม  ดังนั้น รัฐบาลเป็นตัวแทนทำหน้าที่ให้แก่สังคมเป็นส่วนรวม[40] แต่ล็อคเห็นว่าสังคมกับรัฐบาล ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ถึงรัฐบาลจะเปลี่ยนไปแต่สังคมยังอยู่ ถึงอย่างไรสังคมการเมืองและรัฐบาลอาจแยกออกจากกันได้ในความคิดแต่ก็ไม่ได้อยู่อย่างอิสระในทางความจริงนั้น สังคมการเมืองจำเป็นต้องพึ่งพารัฐบาล[41]ตามทรรศนะของล็อคต้องการให้รัฐบาลเป็นผู้รับฝาก (Truster) อำนาจและใช้ไปเพื่อประโยชน์ของประชาชนแต่ฝ่ายเดียวเท่านั้นซึ่งนั่นหมายความว่าวัตถุประสงค์ของรัฐบาล คือ รักษาทรัพย์สินของปัจเจกชน และต้องปฏิบัติภายในขอบเขตความมั่นคงของปัจเจกชน[42]

. สิทธิในการปฏิวัติ (The Right to Rebel) กล่าวคือเนื่องจากความคิดทางการเมืองของล็อคกำหนดให้ประชาชนเป็นผู้มีอำนาจสูงสุด รัฐบาลเกิดขึ้นจากความเห็นชอบและการจัดตั้งของประชาชน รัฐบาลมิใช่คู่สัญญาของประชาชนในการจัดตั้งสังคมการเมือง รัฐบาลเป็นเพียงผู้แทน ที่ประชาชนมอบหมายให้ทำหน้าที่ในการปกครอง รัฐบาลจึงมีเพียงหน้าที่ที่จะต้องกระทำเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนและรัฐบาลไม่มีสิทธิที่จะละเมิดความต้องการหรือผลประโยชน์ของประชาชนดังนั้นถ้าปรากฏว่าเมื่อใดก็ตามที่รัฐบาลละเมิดหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเพื่อประโยชน์ส่วนตนประชาชนย่อมมีสิทธิในการถอดถอนรัฐบาลและถ้าจำเป็นจะต้องใช้กำลังเพื่อล้มล้างรัฐบาล ประชาชนก็มีสิทธิที่จะกระทำได้  ล็อค ถือว่า การกบฎต่อต้านเป็นสิ่งที่ชอบธรรม แต่ต้องภายหลังจากการกดขี่อันยาวนานไม่ใช่ทุกครั้งไปที่มีเพียงการบริหารงานผิดพลาดในระยะเวลาอันสั้น[43] แต่ถ้ารัฐบาลมิได้ใช้อำนาจปฏิบัติการขัดต่อเจตนารมณ์ของประชาชนประชาชนจะไปล้มล้างรัฐบาลมิได้  การที่ล็อคให้สิทธิปฏิวัติแก่ประชาชน เพราะเหตุผลที่ว่ารัฐบาลกับประชาคมทางการเมืองเป็นคนละส่วนกัน รัฐบาลอาจถูกถอดถอนหรือล้มล้างได้โดยที่ประชาคมทางการเมืองมิได้สิ้นสุดไปด้วยเพราะประชาคมทางการเมืองเกิดขึ้นจากการกระทำสัญญาร่วมกันของประชาชน แต่รัฐบาลเป็นแต่เพียงผู้แทนที่ประชาชนมอบอำนาจให้ทำหน้าที่ในการบริหารเท่านั้น เมื่อรัฐบาลที่ไม่เหมาะสมถูกล้มล้างไป ประชาชนก็สามารถจัดตั้งรัฐบาลขึ้นใหม่ได้เพราะอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรใช้สิทธิในการปฏิวัติ ในกรณีที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น ทรรศนะของล็อคนี้เป็นหลักสำคัญในการปกครองของประเทศโลกเสรีและโลกเสรีพยายามมองปรัชญาของล็อคในด้านดีตามที่ล็อคเข้าใจ แต่ในการนำไปปฏิบัติจริงก็ยังพบข้อบกพร่องอยู่มาก ข้อบกพร่องนั้นนักปรัชญาฝ่ายสังคมนิยมโดยเฉพาะพวกมาร์กซิสม์ได้เน้นให้เห็นอย่างเด่นชัด

. เกณฑ์ตัดสินทางจริยธรรมเกี่ยวกับสิทธิของจอห์น  ล็อค

เกณฑ์ตัดสินทางจริยธรรมเกี่ยวกับสิทธิของล็อค เพราะว่าล็อคมีแนวความคิดว่ามนุษย์ทุกคนอาศัยอยู่ในสภาพการณ์ตามธรรมชาติ คือสภาวะแห่งความมีอิสระเสรีอย่างสมบูรณ์ โดยภายในขอบเขตของกฎแห่งธรรมชาติ โดยไม่ต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจ อิทธิพลหรือเจตนารมณ์ของใครๆ เลย มี ๓ ลักษณะ คือ

.๑  ทรรศนะทางจริยศาสตร์ (Ethics)

แนวความคิดทางจริยศาสตร์ของล็อคมีรากฐานมาจากประสบการณ์นิยม ดังนั้น ล็อคจึงเสนอทฤษฎีจริยศาสตร์ตามแบบประสบการณ์นิยม ซึ่งจบลงด้วยความเป็นอัตสุขนิยม (Egoistic Hedonism)กล่าวคือ ล็อคเห็นว่าการกระทำที่ก่อให้เกิดสุขแก่ตัวเองเป็นสิ่งดี เขากล่าวว่า ไม่มีความจริงที่มีมาแต่กำเนิดทางปฏิบัติหรือศีลธรรม มนุษย์มีมาตรการตัดสินทางศีลธรรมโดยปราศจากกฎเกณฑ์ใดๆ แต่มาตรการตัดสินความดีความชั่วขึ้นอยู่กับหัวใจของมนุษย์เอง มนุษย์เป็นมาตรการวัดทุกสิ่งทุกอย่าง[44] ๑) มนุษย์โดยธรรมชาติมีจริยธรรมใฝ่สันติ[45]๒) มนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่ชอบใช้เหตุผลในการอยู่ร่วมกันในสังคม[46] และ ๓) มนุษย์มีประสบการณ์การเรียนรู้ในเชิงจริยธรรมตั้งแต่เด็ก[47] ๔) การประพฤติตามกฎกติกาในสังคมเป็นที่มาของประโยชน์สุขร่วมกัน[48]  ล็อคให้ทรรศนะว่าความสุขและความเจ็บปวดทรมานเป็นครูที่ยิ่งใหญ่ของศีลธรรม ธรรมชาติทำให้มนุษย์รู้สึกรักสุข เกลียดทุกข์ ความสุขและความทุกข์นี้ถือเป็นความโน้มเอียงของธรรมชาติ เป็นหลักปฏิบัติซึ่งมีอำนาจเหนือการกระทำทั้งมวลของมนุษย์ คือมนุษย์เราเรียกความดีว่าเป็นเหตุแห่งสุข และเรียกความชั่วว่าเป็นเหตุแห่งทุกข์ ทุก ๆ คนเรียกหาแต่ความสุข เมื่อทุกคนต้องการความสุข มนุษย์ควรจะจัดประสบการณ์ที่เหมาะสมกับความต้องการของตน

.๒ กฎที่เกี่ยวกับจริยศาสตร์

ทฤษฎีจริยศาสตร์ของล็อคนั้นอาจจัดอยู่ในแนวรตินิยม (Hedonism) ในแง่ที่ถือว่าสิ่งที่ดีนั้นก่อให้เกิดความพอใจและสิ่งที่ชั่วก่อให้เกิดความเจ็บปวด นอกจากนั้น การที่ล็อคเห็นว่ากฎเกณฑ์ศีลธรรมนั้น เรารู้ได้จากประสบการณ์ ไม่ได้เป็น innate idea[49] ที่พระเจ้าให้มา เป็นคำอธิบายที่แสดงถึงหลักประจักษนิยมโดยตรง กฎต่างๆ ในเชิงจริยศาสตร์ตามทรรศนะของล็อคมี ๓ อย่าง คือ ๑) กฎของสวรรค์ (Divine law) หมายถึง กฎที่พระเจ้าได้ทรงบัญญัติไว้เพื่อเป็นแนวทางแห่งการกระทำของมวลมนุษย์ ซึ่งพระเจ้าได้ประกาศเป็นเทวโองการแก่มนุษย์ทั้งมวล ด้วยแสงแห่งธรรมชาติบ้างด้วยเสียงแห่งวิวรณ์(The Voice of revelation)[50] พระเจ้าทรงมีอำนาจที่ทรงบังคับให้มนุษย์ปฏิบัติตามกฎนี้ กฎนี้เป็นพื้นฐานของชาติหน้าและบุญบาป ๒) กฎของประชาชน (Civil law) คือ กฎที่มนุษย์กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมีความคิดร่วมกันยอมตกลงรับหลักการเดียวกันยอมอยู่ใต้กฎเดียวกันเพื่อประโยชน์สุขร่วมกัน ทั้งมีคุณและโทษสำหรับผู้ล่วงละเมิด กฎของประชาชนนี้มีความคิดว่าด้วยอาชญากรรมและความเป็นผู้บริสุทธิ์จากการกระทำผิดเป็นพื้นฐาน ๓) กฎแห่งสากลนิยม (Law of opinion) คือการยกย่องและการตำหนินั้นเป็นจุดประสงค์ของสังคมเพราะเมื่อมนุษย์เข้าใจในเจตนารมณ์ของสังคมแล้วจะสามารถจัดสภาพของตัวเองให้สอดคล้องกันกับความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่ กล่าวคือ การกระทำใดเพื่อความสุขของตนแต่ขัดกับสากลนิยมของคนส่วนใหญ่การกระทำนั้นถือว่าผิดต่อสากลนิยม ล็อคให้ทรรศนะว่า ไม่มีมนุษย์คนใดที่กระทำผิดต่อความเป็นสากลนิยมแล้วลอดพ้นจากการลงโทษคือความเกลียดชังและดูหมิ่น[51]

.๓ ทรรศนะจริยธรรมกับการเมือง

สังคมการเมือง ตามทรรศนะของล็อค คือสังคมที่ดำเนินไปตามหลักเหตุผลคือความร่วมมือร่วมใจเพื่อประโยชน์ส่วนรวม โดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ของบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นหลัก เป็นสังคมที่มีสภาพมั่นคง ไม่สับสนและเปลี่ยนแปลง เพราะสังคมการเมืองของล็อคที่ตั้งอยู่ด้วยกฎแห่งธรรมชาติ ซึ่งเป็นลักษณะที่เด่นที่สุดของสภาวะธรรมชาติ ล็อคเริ่มด้วยการกล่าวถึงสภาวะในธรรมชาติ ซึ่งเป็นสภาพที่มนุษย์มีความเท่าเทียมกันมีสิทธิในการกระทำและในทรัพย์สินของตน อันเป็นสิทธิตามธรรมชาติ(natural right)ในสภาวะเช่นนี้ มีแต่ความสงบสุข มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน  อย่างไรก็ตาม มนุษย์จะต้องรู้จักรักษาตัวเองและเผ่าพันธุ์มนุษยชาติด้วย ซึ่งเรื่องนี้จะเป็นการจำกัดสิทธิโดยธรรมชาติของมนุษย์ไปด้วยแม้จะมีสิทธิในทรัพย์สินของตนอย่าเต็มที่ เนื่องจากทุกคนมีสิทธิในแรงงานของตนและในสิ่งต่างๆ อันเป็นผลที่ได้รับจากแรงงานนั้น แต่ก็ไม่มีสิทธิจะไปก้าวก่ายสิทธิในทรัพย์สินของผู้อื่น นอกจากนั้นมนุษย์ก็ยังมีสิทธิที่จะลงโทษแก่ผู้ทำผิดกฎธรรมชาติ ซึ่งหมายถึงสิทธิที่จะลงโทษผู้ทำผิดที่ก่ออาชญากรรมหรือ การทำร้ายร่างกาย ฯลฯ และสิทธิที่ผู้เสียหายจะได้รับค่าตอบแทน(reparation)สำหรับการถูกทำร้ายหรือรุกรานในแต่ละกรณี แม้ในสภาวะธรรมชาติจะอยู่ในสภาพที่มีความสงบสุขก็ตาม แต่ล็อคก็ยังเห็นว่าในสภาพนั้น มนุษย์เป็นผู้ตัดสินคดีที่ตัวเองทำผิด โดยขาดหลักเกณฑ์ หรือกฎหมายที่เป็นระเบียบซึ่งอาจทำให้เกิดความไม่ยุติธรรมขึ้นทางแก้ไขก็คือมนุษย์ควรจะต้องสละสิทธิในส่วนที่จะลงโทษผู้กระทำผิดนี้ ให้แก่องค์กรใดองค์กรหนึ่ง เพื่อให้ทำหน้าที่แทนทุกคน ซึ่งหมายถึงฝ่ายบริหารในแง่นี้หมายความว่าจะต้องมีการจัดตั้งสังคมและรัฐบาลขึ้นโดยอาศัยสัญญาประชาคม (social contract)[52]

.  ประโยชน์ของสิทธิของจอห์น ล็อค

การเสนอทรรศนะเรื่องสิทธิของล็อคนั้นก็เพื่อเป้าหมายหลักโดยเน้นการมีประโยชน์ร่วมกันของปัจเจกชน โดยเฉพาะในเรื่องของการมีสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคในการเข้าไปมีสิทธิในทรัพย์สินที่เกิดจากธรรมชาติ เพราะสิทธิตามธรรมชาติ(natural right) ในความหมายทรัพย์สินที่ล็อคย้ำเป็นพิเศษนี้ มีก่อนการสถาปนารัฐบาลเพราะเป็นสิทธิของมนุษย์ตามธรรมชาติ ดังนั้นรัฐบาลจะต้องทำหน้าที่คุ้มครองประคับประคองสิทธินี้จะจำกัดหรือละ ไม่ได้มนุษย์เมื่อเกิดมาแล้วย่อมมีสิทธิตามธรรมชาติที่จะพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชีวิตร่างกายให้อยู่รอด ส่วนเรื่องการอยู่ร่วมกันในสังคมซึ่งรัฐเป็นฝ่ายบริหารภายในรัฐนั้น ล็อคเห็นว่าปัจเจกชนควรได้รับการคุ้มครองจากรัฐ โดยรัฐเองไม่มีสิทธิ์ที่จะละเมิดสิทธิของปัจเจกชน ตรงกันข้ามล็อคเห็นว่ารัฐควรจะให้ความคุ้มครองในชีวิตและทรัพย์สินของปัจเจกชนเพื่อความอยู่ดีกินดีกล่าวคือความผาสุกและสันติภาพร่วมกันในรัฐ[53] มี ๕ ด้าน ดังนี้ คือ

.๑ ด้านรากฐานทางสังคม

ล็อคมีทรรศนะว่าระหว่างประชาชนกับรัฐบาลมีสิ่งหนึ่งเชื่อมโยงอยู่ สิ่งนี้คือพันธสัญญาล็อคเปรียบเทียบสังคมการเมืองว่าเหมือนบริษัทประชาชน (Population) แต่ละคนเปรียบได้กับผู้ร่วมทำสัญญาก่อตั้งบริษัท เพื่อให้กิจการของบริษัทดำเนินไปได้อย่างราบรื่นผู้ร่วมทำสัญญาทุกคนจึงได้เลือกคณะบุคคลขึ้นชุดหนึ่งให้ทำหน้าที่บริหารบริษัท คณะบุคคลกลุ่มนี้คือรัฐบาลนั่นเอง ตราบใดที่คณะผู้บริหารบริษัทยังปกป้องผลประโยชน์ของบริษัท ตราบนั้นพวกเขาย่อมถือว่าได้ปฏิบัติหน้าที่ไม่บกพร่องแต่เมื่อใดก็ตามที่คณะผู้บริหารไม่อาจปกป้องผลประโยชน์ของบริษัทได้เมื่อนั้นประชาชนย่อมมีสิทธิอันชอบธรรมที่จะขอคืนอำนาจการบริหารเพราะการไม่สามารถปกป้องผลประโยชน์บริษัทนี้ถือว่ามีค่าเท่ากับการละเมิดพันธสัญญาที่ให้ไว้ต่อกันระหว่างคณะผู้บริหารกับประชาชน  เต็มไปด้วยสันติภาพ สภาพธรรมชาติไม่เป็นอยู่โดยปราศจากกฎหมาย เพราะมนุษย์อยู่ภายใต้กฎของธรรมชาติทุกคนจึงมีสิทธิและเสรีภาพตามธรรมชาติเท่าเทียมกัน(Natural Right)[54] เนื่องจากความเข้าใจในกฎธรรมชาติไม่สมบูรณ์ของมนุษย์และมนุษย์ไม่อาจจะควบคุมความเป็นไปของธรรมชาติได้ดังนั้นมวลมนุษยชาติจึงตกลงทำสัญญาที่จะอยู่ร่วมกันในรูปแบบแห่งจักรภพทฤษฎีสัญญาประชาคมซึ่งล็อคถือว่าเป็นรากฐานของสังคมการเมืองของมนุษย์   ซึ่งตามอำนาจสูงสุดที่จะโยกย้ายหรือเปลี่ยนแปลงคณะบุคคลผู้ใช้อำนาจสูงสุดที่กล่าวมาแล้วนั้นก็ยังเป็นของประชาชนเมื่อใดที่ประชาชนเห็นว่าคณะบุคคลเหล่านี้ทำงานสวนทางกับผลประโยชน์ของบริษัทซึ่งวางใจในคณะกรรมการบริหารเหล่านี้ เมื่อนั้นประชาชนย่อมสามารถที่จะโยกย้ายหรือเปลี่ยน แปลงคณะบุคคลเหล่านี้ได้[55] ๒ ประการ คือ ๑) การดำรงชีวิตอยู่ของปัจเจกชน ทุกคนต่างตระหนักในสิทธิและหน้าที่ของตน ไม่เข้าไปล่วงละเมิดสิทธิของกันและกัน มีมโนสำนึกหรือมโนธรรมซึ่งเป็นพื้นฐานของจริยธรรมในส่วนของปัจเจกชนในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ๒) การแก้ปัญหาโดยใช้หลักสิทธิเสรีภาพ มีการใช้ระบอบประชาธิปไตยเข้ามามีบทบาทต่อการแก้ปัญหาเรื่องต่างๆ โดยยึดเอาเสียงส่วนมากของประชาชนเป็นปัจจัยหลักในการบริหารการปกครองในรัฐ

.๒ รากฐานของกฎหมาย

ล็อคมีทรรศนะว่าธรรมชาติของทุกคนล้วนต้องการสุข เกลียดกลัวทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น เมื่ออยู่ในภาวะที่ไร้ระเบียบ ไร้กฎกติกา คนทุกคนจะมีความรู้สึกไม่ปลอดภัย คนจำนวนแสนคนที่อยู่ในประเทศที่เรากำลังกล่าวถึงนี้ก็เช่นกัน หากตกอยู่ในภาวะเช่นนั้น ก็เชื่อว่าทุกคนจะรู้สึกไม่มั่นใจในสวัสดิภาพของตนเหมือนกัน ตรงกันข้าม เมื่อทุกคนเข้ามาอยู่ในประเทศที่มีกฎหมาย (Law; legislation) มีระเบียบ มีกติกาในการอยู่ร่วมกันชัดเจน ทุกคนจะรู้สึกปลอดภัย มั่นใจสวัสดิภาพของตนเอง  เมื่อได้มีการสร้างสังคมการเมืองขึ้นมาแล้วสิ่งสำคัญประการแรกของสังคมการเมืองก็คือ การสถาปนาองค์กรที่จะใช้อำนาจนิติบัญญัติ (Legislative Power) ขึ้นมา เพื่อวางแผนการให้การดำเนินงานทางสังคมการเมืองเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน อำนาจนิติบัญญัติมีอำนาจเหนืออำนาจอื่นใดทั้งหมด และเป็นสิ่งที่ละเมิดไม่ได้เปลี่ยนแปลงไม่ได้ถ้าประชาชนไม่ยินยอมและล็อคมีทรรศนะว่ารัฐบาลประเภทที่ดีที่สุดได้แก่ ประเภทที่นิติบัญญัติมอบให้อยู่ในมือของบุคคลต่างๆ กันซึ่งเมื่อรวมเข้าด้วยกันอย่างเหมาะสมก็จะมีอำนาจทำกฎหมายด้วยตัวเขาเองหรือรวมกับคนอื่นๆทั้งล็อคก็สนับสนุนความเหมาะสมของสภาผู้แทน(National Assembly)ที่จะมีฐานะเป็นองค์กรนิติบัญญัติ[56]องค์กรนิติบัญญัติจึงมีฐานะเป็นตัวแทนของประชาชนและเป็นการใช้อำนาจในนามของประชาชน หรือถ้าจะกล่าวอีกความหมายหนึ่ง เจตจำนงขององค์กรนิติบัญญัติถือว่าเป็นเสมือนเจตจำนงของประชาชน

.๓ รากฐานด้านการเมืองการปกครอง ๒ ด้าน

๑) ด้านการเมือง (Political)  กล่าวคือ  ทรรศนะของล็อคได้ปฎิเสธแนวโน้มในทางทำลายสิทธิธรรมชาติของประชาชนดัง ล็อคมีแนวความคิดว่าคนเรามีชีวิตอยู่อาศัยร่วมกันโดยสอดคล้องกับเหตุผล ถ้าไม่มีใครเป็นผู้ยิ่งใหญ่สูงสุดร่วมกันเพื่อจะมีอำนาจหน้าที่ตัดสินวินิจฉัยให้แก่กันแล้วนั้น ก็ย่อมต้องตกอยู่ในสภาพการณ์ของธรรมชาติแต่ผู้มีอำนาจสูงสุดหรือรัฐบาลนั้นจะต้องตั้งขึ้นได้โดยประชาชนจุดเด่นของล็อคในแนวความคิดเรื่องสังคมการเมืองคือ ๑) การมีกรรมการสังคม หรือนุญาโตตุลาการ ผู้วินิจฉันชี้ขาด ๒) สมาชิกสังคมทุกคนมีอำนาจหน้าที่เท่าเทียมกันในการปกครองประเทศ  ๓) ทุกคนมีสิ่งยึดเหนี่ยวร่วมกัน คือศีลธรรมและความมีเหตุผลร่วมกัน[57] ฉะนั้น ล็อคมีแนวความคิดว่ากลไกหรือสถาบันสังคม ที่สำคัญสำหรับการจัดการลงโทษคนที่ไม่มีเหตุผลภายใต้หลักความยุติธรรมโดยธรรมชาตินั้น ได้แก่ ๑) กฎหมายที่กำหนดขึ้นโดยส่วนกลางร่วมกัน ๒) การมีผู้พิพากษาหรือศาลยุติธรรมที่เป้นที่ยอมรับและมีความเป็นกลางโดยแท้จริง ๓)  อำนาจในการจับกุมและลงโทษบุคคลที่เป็นภัยต่อสังคม หลักกฎหมายของล็อคจึงต่างออกไปจากกฎหมายธรรมชาติของพระเจ้าและศาสนจักรในอดีตถ้าอำนาจในการใช้กฎหมายได้รับการใช้โดยไม่ยุติธรรมก็เท่ากับละเมิดทันทีต่อความเห็นชอบของประชาชนส่วนใหญ่จะไม่มีอะไรในสังคมการเมืองยิ่งใหญ่ไปกว่าประชาชน ล็อคมีทรรศนะว่าเสียงข้างมากที่ขึ้นเป็นรัฐบาลหรือสะท้อนความต้องการออกมานั้น คือผู้มีอำนาจทั้งหมดของชุมชนโดยธรรมชาติในตัวเอง[58]

๒)  ด้านการปกครองระบอบประชาธิปไตย กล่าวคือ  ล็อคมีทรรศนะว่าประชาชนควรมีบทบาทในการใช้สิทธิเลือกผู้บริหารการปกครองในรัฐมาเป็นตัวแทนของปัจเจกชน ตลอดทั้งเป็นตัวแทนของปัจเจกชนในการเข้ามาตราตัวบทกฎหมายที่จะคุ้มครองสิทธิและทรัพย์สินของปัจเจกชน โดยปัจเจกชนผู้อยู่ในรัฐควรมีสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคไม่มีการกดขี่เอารัดเอาเปรียบซึ่งกันและกัน หลักการดังกล่าวของล็อคนี้เองได้วิวัฒนาการมาเป็นระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย(Democracy)ในยุคปัจจุบัน และล็อคเองถือได้ว่าเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยให้เกิดพัฒนาการในการนำระบอบการปกครองนี้มาใช้ในการบริหารการปกครองในยุคปัจจุบันอย่างสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น[59]  ดังนั้น ล็อค มีแนวทางในการแก้ปัญหาจำเป็นต้องใช้หลักประชาธิปไตย ๕ ประการ ดังนี้ ๑) ความเสมอภาคทางการเมือง ๒) อำนาจอธิปไตยของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน โดยที่นักการเมืองต้องไม่ใช้อำนาจอธิปไตยแทนประชาชน ๓) การเลือกตั้งต้องไม่ใช่หลักการเลือกนาย แต่ต้องเป็นการเลือกลูกจ้าง ประชาชนต้องเลือกผู้จัดการเลือกคนรับใช้ ไม่ใช่ เลือกนายในฐานะที่ประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ  ๔) ประชาชนต้องมีความสามารถหรือมีทางเลือกอย่างมีประสิทธิภาพ (Affective Choice) โดยต้องได้รับข้อมูลข่าวสาร และมีสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ๔) ต้องไม่ละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน เพราะว่า แนวความคิดของล็อค ได้กระจายไปอย่างกว้างขวางในศตวรรษที่ ๑๘ นอกจากจะเป็นหลักการ เพื่อความชอบธรรมของการปฏิวัติอังกฤษแล้ว ก็ยังเป็นการยืนยันความเชื่อมั่นของเขาที่เห็นว่าอำนาจการปกครองของเผด็จการควรจะได้รับการควบคุมยับยั้งด้วยอำนาจทางศีลธรรมอย่างมีเหตุผล[60]

.๔ รากฐานการแก้ปัญหาเรื่องของความขัดแย้ง

โดยหลักการรัฐหรือประเทศในทรรศนะของล็อค คือที่รวมของคนซึ่งได้ตกลงร่วมกันทำสัญญากัน ปกติเมื่อกล่าวถึงสัญญา เราจะเข้าใจว่าหมายถึงข้อตกลงที่คู่สัญญาทั้งหมดทุกฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน บางครั้งในการร่วมกันกำหนดกติกาอาจมีคนบางส่วนในรัฐหรือในประเทศไม่เห็นชอบด้วย กรณีดังกล่าวนี้ล็อคเสนอให้ใช้มติของคนส่วนใหญ่เป็นเกณฑ์ตัดสินว่า กฎระเบียบที่จะออกมาใช้นั้นได้ผ่านการเห็นชอบของคนทั้งหมดแล้ว การเข้ามาอยู่ในสังคมการเมืองทำให้เราได้รับการปกป้องก็จริงแต่ส่วนหนึ่งทำให้เราต้องเสียสละสิทธิบางประการ สิทธิที่ว่านี้ได้แก่สิทธิที่จะอ้างว่าตนเองสามารถทำอะไรได้ตามใจชอบดังเมื่อครั้งที่อยู่นอกสังคมการเมือง ล็อคมีความเชื่อว่าหากไม่มีรัฐบาล ไม่มีทหาร ไม่มีตำรวจ ประชาชนก็สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสบาย เพียงแต่จะไม่สะดวก เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นต้องยกสิทธิเสรีภาพบางส่วนบางประการแก่บุคคลที่สาม อย่างมีเงื่อนไข กล่าวคือ เมื่อใดที่เขาทรยศต่อประชาชน หรือบริหารตามใจชอบ ประชาชนก็สามารถเวนคืนหรือเรียกคืนอำนาจจากฝ่ายปกครองได้

.๕ รากฐานแห่งการเกิดขึ้นของสิทธิมนุษยชนในยุคปัจจุบัน 

ความคิดเรื่องสิทธิโดยธรรมชาติในสมัยศตวรรษที่ ๑๗ และศตวรรษที่ ๑๘ นี้ถือว่าเป็นเครื่องนำทางให้กับแนวคิดเรื่องสิทธิมนุษยชนสมัยนี้[61] ในประเทศตะวันตกอาจมีการตั้งคำถาม ๒ ประการที่เกี่ยวข้องกับวิวัฒนาการของหลักการเกี่ยวกับสิทธิโดยกำเนิด ดังนี้ ได้แก่  ๑)  ทำไมจึงกินเวลายาวนานมากที่ทำให้แนวคิดเรื่องสิทธิโดยธรรมชาติถือกำเนิดขึ้น คำตอบดูเหมือนจะอยู่ในข้อเท็จจริงที่ว่าในประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่เรื่องเกี่ยวกับสิทธิของชาติตะวันตกจะถูกผูกติดอยู่กับฐานะทางสังคม และถือเป็นหน้าที่สำคัญของตำแหน่งและบทบาทในสังคม โครงสร้างของสังคมที่มีลักษณะการปกครองแบบลำดับชั้น ที่เห็นได้ชัดเจนในยุคกลาง และโรมัน เป็นโครงสร้างที่สวนทางกับความคิดเรื่องสิทธิโดยกำเนิด โครงสร้างของสังคมลักษณะนี้ส่วนใหญ่แล้วหน้าที่และความรับผิดชอบของบุคคลในสังคมจะถูกกำหนดขึ้นจากฐานะ ที่สืบเนื่องมาจากบรรพบุรุษ เพียงแค่เห็นขัดแย้งกับโครงสร้างของสังคมแบบนี้ และเปลี่ยนมาเป็นสังคมที่หันมายึดหลักความเสมอภาคของมวลมนุษย์แล้ว ความคิดในเรื่องสิทธิโดยธรรมชาติก็เริ่มก้าวหน้าขึ้น  ๒) จุดมุ่งหมายคือต้นกำเนิดของวัฒนธรรมสำคัญทางสังคมการเมืองและความสำเร็จของการพัฒนาวิวัฒนาการ นำมาซึ่งสิทธิมนุษยชนเป็นหน้าที่สำคัญของกระบวนการทางประวัติศาสตร์หรือไม่ อาจกล่าวได้ว่าในสมัยศตวรรษที่ ๑๗ และศตวรรษที่ ๑๘ ความคิดเรื่องสิทธิโดยธรรมชาติไม่ได้เป็นเรื่องใหม่หมดแต่เป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้วเมื่อเวลานั้นมาถึงดังจะเห็นได้จากอิทธิพลของคำสอนในคริสต์ศาสนาหลายประการเช่นความเชื่อ ในเรื่องกฎข้อบังคับทางจริยธรรมทั้งมวลมีแก่นแท้จากความชอบธรรมของพระเจ้า[62]  

ฉะนั้น สิทธิมนุษยชนในปัจจุบัน มาจากสิทธิโดยกำเนิด ในสมัยศตวรรษที่ ๑๗ ปรัชญาเมธี และนักการเมืองได้เริ่มให้คำจำกัดความ “สิทธิ” และถือเป็นหัวใจของกฎหมายในยุคแรก เช่น Fundamental Orders of Connecticus ในช่วงต้น ๑๖๓๙ ทำให้มีการประกาศกฎหมายอื่นๆ ตามมาและถือเป็นต้นแบบของกฎหมายในปัจจุบัน เช่น The Universal Declaration of Human Rights ที่ได้ประกาศโดยที่ประชุมใหญ่สหประชาชาติเมื่อเดือนธันวาคมปี ค.ศ.๑๙๔๘ และต่อมาถือเป็นต้นแบบของกฎหมายสิทธิมนุษยชน ซึ่งผู้วิจัยจะนำหลักปฏิญญาสากลสิทธิมนุษยชน[63] ๓๐ ข้อ ดังนี้ คือ:-

ข้อ ๑ มนุษย์ทุกคนเกิดมาอิสระเสรีและเสมอภาคในทุกด้าน จึงควรปฏิบัติต่อกันฉันพี่น้อง

ข้อ ๒ แต่ละคนมีสิทธิ - เสรีภาพทุกประการ ตามปฏิญญาสากลฯ ไม่แบ่งแยกความแตกต่างประการใดๆ

ข้อ ๓ แต่ละคนมีสิทธิในชีวิต - ความมีเสรี – ความปลอดภัยในร่างกาย

ข้อ ๔ ห้ามเอาคนลงเป็นทาส หรือตกอยู่ในภาระจำยอม

ข้อ ๕  ห้ามปฏิบัติหรือลงทัณฑ์อย่างทารุณ-ไร้มนุษยธรรม-หยามเกียรติ

ข้อ ๖ แต่ละคนเป็นบุคคลตามกฎหมาย

ข้อ ๗ แต่ละคนเสมอกันตามกฎหมาย และได้รับความคุ้มครองเสมอกัน โดยไม่เลือกปฏิบัติ

ข้อ ๘ แต่ละคนมีสิทธิได้รับการเยียวยาทางศาล ถ้าสิทธิพื้นฐานถูกละเมิด

ข้อ ๙ ห้ามจับ - กักขัง - เนรเทศ โดยพลการ

ข้อ ๑๐ แต่ละคนชอบจะได้รับการพิจารณาโดยศาลที่เป็นธรรม-เปิดเผย - อิสระ-ไร้อคติ ทั้งทางแพ่งและอาญา

ข้อ ๑๑ แต่ละคนผู้ถูกกล่าวหาทางอาญา มีสิทธิได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อน ว่าบริสุทธิ์ / ห้ามถือว่ามีความผิด ถ้ากฎหมายขณะกระทำไม่ระบุเป็นความผิดอาญา / ห้ามลงโทษหนักกว่าที่ระบุไว้ในกฎหมายขณะกระทำผิด

ข้อ ๑๒ ห้ามแทรกแซงในสิทธิส่วนบุคคล

ข้อ ๑๓ แต่ละคนมีสิทธิในเสรีภาพ แห่งการเดินทางและย้ายที่อยู่

ข้อ ๑๔ แต่ละคนมีสิทธิลี้ภัย ในประเทศอื่น

ข้อ ๑๕ แต่ละคนมีสิทธิถือสัญชาติ

ข้อ ๑๖ บุรุษ-สตรี มีสิทธิสมรสและสร้างครอบครัว / การสมรสต้องมาจากความยินยอมของบ่าว-สาว / ครอบครัว คือ หน่วยพื้นฐานของสังคม

ข้อ ๑๗ แต่ละคนมีสิทธิเป็นเจ้าของทรัพย์สิน / ห้าม พรากทรัพย์สินไป โดยพลการ

ข้อ ๑๘ แต่ละคนมีสิทธิในเสรีภาพ แห่งความคิด - มโนธรรม - ศาสนา

ข้อ ๑๙ แต่ละคนมีสิทธิในเสรีภาพ แห่งความเห็นและการแสดงออก

ข้อ ๒๐ แต่ละคนมีสิทธิในเสรีภาพ แห่งการชุมนุมและสมาคม

ข้อ ๒๑ แต่ละคนมีสิทธิเข้าร่วมในรัฐบาลและเข้าถึงบริการสาธารณะ / เจตน์จำนงมวลชน คือฐานที่มาแห่งอำนาจรัฐ

ข้อ ๒๒ แต่ละคนมีสิทธิในความปลอดภัยในสังคม และชอบจะได้รับสิทธิเศรษฐกิจ-สังคม-วัฒนธรรม

ข้อ ๒๓ แต่ละคนมีสิทธิมีงานทำที่เสรี - เป็นธรรม - เหมาะสม / ค่าจ้างเท่ากัน สำหรับการทำงานที่เท่ากัน / ค่าจ้างที่เป็นธรรมและเหมาะสม / สิทธิที่จะก่อตั้ง - เข้าร่วมในสหภาพแรงงาน ข้อ ๒๔ แต่ละคนมีสิทธิพัก-ผ่อนคลาย-จำกัดชั่วโมงทำงาน-วันหยุดโดยมีค่าจ้าง

ข้อ ๒๕ แต่ละคนมีสิทธิในมาตรฐานการครองชีพ (อาหาร-เครื่องนุ่งห่ม - ที่อยู่อาศัย-ยารักษาโรค) และสิทธิในสวัสดิการ (กรณีว่างงาน-เจ็บป่วย-ทุพพลภาพ - เป็นหม้าย-วัยชรา ฯลฯ) / มารดาและบุตร ชอบจะได้รับความช่วยเหลือและดูแลเป็นพิเศษ / เด็กย่อมได้รับความคุ้มครองทางสังคม

ข้อ ๒๖ แต่ละคนมีสิทธิในการศึกษา / มุ่งพัฒนาบุคลิกภาพมนุษย์และเสริมการเคารพสิทธิมนุษยชน / พ่อ-แม่ มีสิทธิเลือกการศึกษาให้บุตร

ข้อ ๒๗ แต่ละคนมีสิทธิเข้าร่วมในวัฒนธรรม-ศิลป-วิทยาศาสตร์ / และมีสิทธิรับความคุ้มครองในสิ่งประดิษฐ์-วิทยาศาสตร์-วรรณกรรม-ศิลป

ข้อ ๒๘ แต่ละคนชอบจะได้รับประโยชน์จากระเบียบสังคมทั้งภายในและระหว่างประเทศ

ข้อ ๒๙ แต่ละคนมีหน้าที่ต่อชุมชน / การใช้สิทธิ-เสรีภาพ ต้องจำกัดภายในกรอบของกฎหมายเพื่อเคารพสิทธิ-เสรีภาพของผู้อื่นและเพื่อศีลธรรม-ความสงบเรียบร้อย-สวัสดิภาพแห่งสังคมประชาธิปไตย / ห้ามใช้สิทธิ-เสรีภาพ ขัดกับเป้าหมายและหลักการขององค์การสหประชาชาติ

ข้อ ๓๐ ห้ามตีความปฏิญญาฯ นี้ เปิดช่องให้แก่กิจกรรมหรือการกระทำใดๆ ที่มุ่งทำลายสิทธิ-เสรีภาพ ที่ระบุไว้ในปฏิญญาฯ

เหตุผลของสหประชาชาติโดยนำเรื่องความมีเกียรติที่มีอยู่แต่กำเนิดของมนุษย์ทุกคนมาอ้างในความหมายเดียวกันกับ จริยธรรมโลก ซึ่งสะท้อนการประกาศเรียกร้อง ให้เห็นความสำคัญของเกียรติและศักดิ์ศรีที่มีอยู่ในมนุษย์ ที่กำหนดว่า “เราให้คำมั่นสัญญาว่าจะให้การเคารพในเกียรติ ศักดิ์ศรีและในความแตกต่างในชีวิตของมนุษย์ทุกคน ดังนั้นมนุษย์ทุกคนจะได้รับการปฏิบัติอย่างมีมนุษยธรรม”[64]

จากข้อความนี้ หมายความว่ามนุษย์ทุกคนไม่มีความแตกต่างในเรื่อง อายุ เพศ เผ่าพันธุ์ สีผิว ความสามารถทางกายและทางสติปัญญา ภาษา ศาสนา ความเห็นทางการเมือง เชื้อชาติ วรรณะ และทุกคนรวมทั้งรัฐต้องได้รับเกียรติและศักดิ์ศรีและได้รับการปกป้องเกียรติและศักดิ์ศรี ถือได้ว่าสหประชาชาติได้ตระหนักในคุณค่าความเป็นมนุษย์และให้ความสำคัญในเรื่องของสิทธิเสรีภาพแก่มวลมนุษยชาติในสังคมโลก

. แนวความคิดเรื่องสิทธิในทรรศนะของจอห์น  ล็อค

ผู้วิจัยเห็นว่า แนวความคิดเรื่องสิทธิในทรรศนะของจอห์น ล็อค  พอสรุปได้  ๓  ลักษณะ ได้แก่

.๑ สาระสำคัญเกี่ยวกับสิทธิตามธรรมชาติในทรรศนะของจอห์น ล็อค  

ล็อคได้ปฎิเสธแนวโน้มในทางทำลายสิทธิธรรมชาติของประชาชนและมีแนวความคิดที่ว่า คนเรามีชีวิตอยู่อาศัยร่วมกันโดยสอดคล้องกับเหตุผล ถ้าไม่มีใครเป็นผู้ยิ่งใหญ่สูงสุดร่วมกันเพื่อจะมีอำนาจหน้าที่ตัดสินวินิจฉัยให้แก่กันแล้วนั้น ก็ย่อมต้องตกอยู่ในสภาวะธรรมชาติ แต่ผู้มีอำนาจสูงสุดหรือรัฐบาลนั้นจะต้องตั้งขึ้นได้โดยประชาชนที่สมาชิกสังคมทุกคนมีอำนาจหน้าที่เท่าเทียมกันในการปกครองประเทศ ทุกคนมีสายใยยึดเหนี่ยวร่วมกันคือศีลธรรมและความมีเหตุผลร่วมกัน ความมั่นคงปลอดภัยร่วมกันในสิทธิโดยธรรมชาติก็ย่อมติดตามมา ไม่ว่าในชีวิตร่างกาย ทรัพย์สิน ตลอดจนสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล ประชาชนจะต้องมีความอดทนอดกลั้นร่วมกัน ทรรศนะเกี่ยวกับสิทธิตามธรรมชาติของมนุษย์ในมุมมองของล็อคมีข้อสรุป ดังนี้ คือ ๑) การมอบสิทธิตามธรรมชาติของมนุษย์ ให้แก่สังคมการเมืองเป็น การมอบให้อย่างมีเงื่อนไข ๒) มนุษย์มีธรรมชาติที่ดีมาแต่กำเนิด คือ พร้อมที่จะประพฤติดี ๓)  ชีวิตตามธรรมชาติของมนุษย์มีจุดอ่อน คือ ไม่มีผู้ตัดสินเมื่อเกิดการขัดแย้งขึ้นระหว่างมนุษย์ด้วยกัน ๔)  เหตุที่ไม่มีผู้ตัดสิน เพราะว่ามนุษย์มีสิทธิเท่าเทียมกันตามธรรมชาติเท่ากัน ทุกคน ไม่มีใครมีอำนาจเหนือกว่า สภาพธรรมชาติจึงยังไม่เป็นสังคมทางการเมือง ดังนั้น สภาพทางการเมืองจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อมีการใช้อำนาจบังคับ ให้สมาชิกในชุมชน ปฏิบัติตามความต้องการของชุมชนได้ เมื่อนั้นรัฐก็จะบังเกิดขึ้น ๕) สิทธิตามธรรมชาติของมนุษย์ แต่ละคนที่มอบให้ส่วนรวมนั้นจะเรียกคืนเมื่อไรก็ได้ ถ้ามนุษย์ไม่พอใจต่อการปกครองของรัฐบาลนั้น[65]

.๒ สาระที่ว่าด้วยทฤษฎีสัญญาประชาคมของ ล็อค  

จากแนวความคิดทฤษฎีการเมืองของล็อค ที่เกี่ยวกับอำนาจทางการเมืองว่าคือสิทธิในการจัดทำกฎหมายพร้อมด้วยบทลงโทษถึงชีวิตและโทษที่เบาบางลงไปทั้งหมดสำหรับวางระเบียบควบคุมและสงวนรักษาทรัพย์สินและสิทธิในการใช้พลังของประชาชนเพื่อบริหารให้เป็นไปตามกฎธรรมชาตินั้นๆ เพื่อป้องกันจักรภพให้พ้นจากการประทุษร้ายจากภายนอกและทั้งหมดนี้เพื่อประโยชน์ส่วนรวมเท่านั้น สัญญาประชาคม (Social contract) คือการมีองค์กรรับผิดชอบใช้อำนาจบังคับให้คนประพฤติชอบและมีศีลธรรมอันดีซึ่งเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วในสภาวะธรรมชาติแต่ขาดผู้ที่จะคอยบังคับใหเป็นไปตาม ในสังคมการเมืองนั้นจะมีการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือพิทักษ์สันติสุขให้ปวงชนกฎหมายที่ดีไม่ใช่สิ่งที่จำกัดเสรีภาพแต่เป็นสิ่งปกป้องเสรีภาพสัญญาประชาคม ในรูปแบบของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งทฤษฎีสัญญาประชาคมมีประเด็นที่เป็นประโยชน์และน่าสนใจ คือ ๑) ทฤษฎีนี้ใช้หลักประชาธิปไตยมากที่สุดและเป็นต้นแบบประชาธิปไตยสมัยใหม่  ๒) การมอบสิทธิธรรมชาติเป็นการมอบให้ในระยะสั้นๆ ดังจะเห็นได้จาก การนำแนวคิดของจอห์น ล็อคมาใช้ในการปกครอง เช่น วาระดำรงตำแหน่งของสมาชิกรัฐสภา หรือฝ่ายบริหารก็อยู่ตามกำหนดวาระเช่นกัน ๒ ปี ๔ ปี หรือ ๖ ปี เป็นต้น ๓) มนุษย์เป็นคู่สัญญา คือ รัฐบาลจะต้องรับผิดชอบต่อพลเมืองของรัฐ เช่นยอมรับในสิทธิตามธรรมชาติขั้นพื้นฐาน สิทธิในการประกอบอาชีพ สิทธิในการแสดง ความคิดเห็น สิทธิในการนับถือศาสนาหรือลัทธิต่างๆที่ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อสังคมการทำสัญญาประชาคมประชาชนทุกคนต้องยินยอมพร้อมใจกันที่จะสถาปนาสังคมทางการเมืองขึ้นมาเป็นการเปลี่ยนแปลงอำนาจที่ทุกคนมีในสภาวะธรรมชาติให้มาอยู่ในมือของชุมชน

.๓ ความบกพร่องในสภาวะธรรมชาติ

ในสภาวะธรรมชาตินั้นเนื่องจากมนุษย์เป็นผู้ตัดสินคดีที่พวกเขากระทำผิดซึ่งล็อคพิจารณาเห็นว่าสภาวะธรรมชาติที่บกพร่องนี้อาจนำไปสู่สภาวะสงครามได้ ซึ่งข้อบกพร่องนี้ถือได้ว่า เป็นสาเหตุที่จะก่อให้เกิดความขัดแย้ง จนกระทั่งนำไปสู่สภาวะสงครามซึ่งจะทำลายเสรีภาพของมนุษย์ในที่สุด[66] ในสภาวะธรรมชาติไม่มีหลักประกันการใช้ทรัพย์สิน แม้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะเกิดขึ้นจากการใช้แรงงานของมนุษย์ก็จริงแต่การครอบครองและใช้สอยทรัพย์สินที่มนุษย์หามาได้เป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนมั่นคงทั้งนี้เป็นผลมาจากข้อบกพร่องทางธรรมชาติทั้ง ๓ ประการคือ ๑) สภาวะธรรมชาติขาดกฎเกณฑ์ที่เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป ๒) สภาวะธรรมชาติขาดตุลาการที่เที่ยงธรรม ๓) สภาวะธรรมชาติอำนาจบังคับให้เป็นไปตามคำตัดสิน ในสภาวะธรรมชาติที่มีความบกพร่องที่อาจนำไปสู่สภาวะสงครามเกิดความขัดแย้งระหว่างมนุษย์และส่งผลกระทบต่อการใช้ทรัพย์สินที่บุคคลแสวงหามาได้คือไม่มีความแน่นอนและความปลอดภัยเพียงพอเพราะปราศจากอำนาจร่วมกันเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งดังกล่าวเพื่อหาหลักประกันในการใช้ทรัพย์สิน มนุษย์จึงได้เปลี่ยนชีวิตจากสภาวะธรรมชาติเข้าสู่สังคมการเมืองและสถาปนารัฐบาลขึ้นเหตุผลในการเข้าสู่สังคมการเมืองในทรรศนะของล็อคจึงเป็นการหนีสภาวะที่ไม่ถึงกับเลวร้ายเท่าใดนักมาสู่สภาวะที่ดีกว่าคือ สังคมการเมือง[67] แต่ละประเด็นมีคุณค่าต่อพัฒนาการทางการเมืองของสังคมมนุษย์ในปัจจุบันอย่างไรบ้างความรู้เหล่านี้จะเป็นรากฐานสำคัญต่อความเข้าใจถึงจุดมุ่งหมายที่แท้จริงของการเมือง ที่มีบทบาทสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์[68] ในการรักษาเสรีภาพในทรัพย์สินของประชาชนและสิทธิของประชาชนในการโค่นล้มรัฐบาล เมื่อพิจารณาจากปรัชญาความคิดทางการเมืองของล็อคทั้งหมด จึงกล่าวได้ว่า ความคิดทางการเมืองของล็อคคือรากฐานสำคัญของหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน เป็นปรัชญาวัตถุนิยมที่ดำรงคุณค่าแห่งเป้าหมายและวิถีแห่งชีวิตการเมืองและสังคมการเมืองอย่างเป็นระบบ มีระเบียบกฎเกณฑ์ และปฏิบัติได้ในโลกของความเป็นจริงและจุดนี้เองที่ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างปรัชญาการเมืองของล็อคกับปรัชญาเมธีอื่นๆ อย่างชัดเจน

. สรุปวิเคราะห์

การศึกษาแนวคิดเรื่องสิทธิของจอห์น ล็อคทำให้ทราบถึงแนวคิดเรื่องสิทธิ (Right) ของล็อคก็มองเรื่องสิทธิ (Right) เน้นไปในแนวทางสังคมการเมืองและถูกนำมาใช้ในการดำรงชีวิตประจำวัน สิทธิเป็นสิ่งที่ต้องได้รับการคุ้มครองแม้ว่าบุคคลที่เป็นเจ้าของสิทธิซึ่งได้รับการคุ้มครองจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม สิทธิจึงมีสภาพตามธรรมชาติกับตามกฎหมาย ที่ปรากฏในการแสดงออกเกี่ยวกับการเรียกร้องสิทธิต่างๆ อันชอบธรรมหรือการถูกละเมิดจากองค์กรของรัฐ สิทธิ เสรีภาพ ภราดรภาพ การแสดงหาความสุขและการต่อต้านการกดขี่มีอยู่ในจิตสำนึกของมนุษย์ทั่วโลก เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคมต้องอยู่ร่วมกันเป็นหมู่คณะหรือกลุ่มชนจำเป็นต้องมีหลักที่ต้องปฏิบัติร่วมกันที่เป็นหลักสากล เช่น ระเบียบ แบบแผน วัฒนธรรม ประเพณี กฎหมายและศีลธรรม โดยมีสิทธิเป็นจุดเชื่อมโยงของหลักปฏิบัติสากลทั้งเป็นรูปธรรมและนามธรรม แนวคิดเรื่องสิทธิของจอห์นล็อคจึงมองสิทธิมีอยู่ในสองระดับด้วยกันคือ ๑) ระดับในปุถุชนหรือโลกียะ ๒) ระดับในอริยชนหรือโลกุตตระ อันดับแรกคือระดับที่เป็นปุถุชนหรือโลกียะเหมือนกับแนวคิดของจอห์น ล็อคซึ่งก็มีมุมมองในระดับปุถุชนหรือโลกียวิสัย ดังมีต่อไปนี้

สิทธิตามธรรมชาติ  มนุษย์ทุกคนเกิดมาความบริสุทธิ์ไม่รู้อะไรการจะเข้าใจได้ต้องอาศัยการเรียนรู้จากการสังเกตและประสบการณ์มีคุณสมบัติคือความเป็นผู้มีเหตุผลที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเมตตาธรรม ใฝ่สันติ การกระทำก็อยู่ภายใต้กฎธรรมชาติ ด้วยการเข้าใจกฎธรรมชาติได้ด้วยเหตุผลและประสบการณ์ การที่มนุษย์ไม่ทำร้ายกันและกันเนื่องจากเมื่อกระทำแล้วย่อมจะได้รับการตอบโต้ในทำนองเดียว เพราะว่ามนุษย์มีสิทธิในร่างกายและชีวิตเริ่มแรกมาปฏิสนธิก็มีธาตุสี่ขันธ์ห้ามาประกอบกันเข้าเกิดมาก็มาด้วยความบริสุทธิ์จิตสะอาดบริสุทธิ์หรือปภัสสร แต่พออยู่มาไม่นานก็ได้รับสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นการเรียนรู้หรือประสบการณ์ทั้งเป็นประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์ ถ้าดีก็จะส่งผลไปถึงจิตใจผ่องใส ถ้าไม่ดีก็จะทำให้จิตเศร้าหมองไปด้วย

สิทธิในภาวะธรรมชาติ  มีสองลักษณะคือ ประการแรกภาวะแห่งเสรีภาพสามารถทำให้มนุษย์สามารถกระทำในสิ่งที่ตนปรารถนาภายใต้ขอบเขตจำกัดแห่งกฎธรรมชาติ เพราะว่า มนุษย์ทุกคนจะมีเสรีภาพก็ต่อเมื่อทุกคนหมดกิเลสนั่นคือการเข้าไปสู่ความเป็นอริยชน ประการที่สอง ภาวะแห่งการเท่าเทียมกันของทุกชีวิต

สิทธิในทรัพย์สิน  มีเหตุผลสองอย่างคือ เหตุผลที่หนึ่ง ที่เป็นความหมายของทรัพย์สินที่เป็นสิ่งของ ร่ายกายและแรงงาน ของจอห์น ล็อค จะมีทรัพย์อยู่สองลักษณะคือ ทรัพย์ที่มีวิญญาณ (วิญญาณกทรัพย์) และทรัพย์ที่ไม่มีวิญญาณ(อวิญญาณกทรัพย์) เหตุผลที่สอง การเกิดกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน พระเจ้าประทานสรรพสิ่งให้แก่ทุกคนนั้นหมายถึง ทุกคนมีกรรมสิทธิ์ร่วมกันในสิ่งทั้งหมดที่อยู่ในโลกทั้งหมด ทุกคนสามารถใช้ทรัพย์สินหรือครอบครองทรัพย์สินด้วยแรงงานที่พอดเหมาะสมแก่ตนเองไม่ฟุ่มเฟือยและการสะสมทรัพย์สินต้องไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย ถ้าก่อความเดือนร้อนก็ถือว่า ไม่ถูกต้อง

สิทธิทางการเมือง พลเมืองทุกคนต้องได้รับการคุ้มครองจากรัฐบาลโดยไม่ถูกละเมิดสิทธิ เพราะประชาชนเป็นผู้มอบอำนาจหน้าที่ให้รัฐบาลไปทำแทน พลเมืองสามารถเรียกร้องในกรณีไม่เห็นด้วยกับมติของรัฐบาล พลเมืองมีหน้าที่ต้องทำหน้าที่ของตนให้ดีโดยเห็นประโยชน์ส่วนรวม ไม่ทำหน้าที่ด้วยเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวเป็นใหญ่อันจะส่งผลไปถึงความหายนะต่อรัฐและประเทศ ทางการเมืองจะเน้นตัวผู้ปกครองที่ต้องมีหลักการปฏิบัติต่อผู้อยู่ใต้ปกครอง เมื่อผู้ปกครองปฏิบัติตามหลักธรรมการกดขี่ข่มเหงประชาชน ประชาชนก็ดูแลประชาชนตามหลักธรรม เช่น หลักอปริหานิยธรรม หลักจักรวรรดิธรรม ราชสังหควัตถุ เป็นต้น

 

[1] John Locke, Two Treatises of Government, (New York: Hafner Publishing Company, 1969), p.168.

[2] John Locke, Treatise of Civil Government and A Letter Concerning Toleration, (New York:  Appleton Century Company, Inc., 1937), p.58.

[3] Dagger, Richard, Rights, in Political Innovation and Conceptual Change, (ed. et al Terence Ball, Cambridge: Cambridge University Press, 1989), pp. 292-308

[4] John Locke, Two Treatises of Government, p.35.  

[5] J.W. GOUGH, The Second Treatise of Civil Government and A Letter Concerning Toleration By John Locke, (London : Basil Blackwell Oxford, 1948), p.4.

[6] Ibid. , p.15.

[7] John Locke, Two Treatises of Government,  pp.35-39. 

[8] Ibid. , pp.133-145.

[9] J.W. Gough, The Second Treatise of Civil Government and A Letter Concerning Toleration By John Locke, p.15.

[10] John Locke, Two Treatises of Government, p.134.

[11] Ibid., pp.122-128.

[12] Ibid., pp.133-146.

[13] P. H. Partridge, “Freedom” in The Encyclopedia of Philosophy, Vol. III, edited by Paul Edwards ( New York : The Macmillan Company The Free press, 1967), pp. 221–225.

[14] John Locke, Two Treatises of Government, pp.133-135.

[15] สมบัติ ธำรงธัญญวงศ์, การเมือง : แนวความคิดและการพัฒนา, หน้า ๑๖๑.

[16] John Locke, Two Treatises of Government, p.159.

[17] Ibid., pp.159-167.

[18] สมบัติ ธำรงธัญญวงศ์, การเมือง : แนวความคิดและการพัฒนา, หน้า ๑๖๓.

[19] John Locke, Two Treatises of Government, pp.121-127.

[20] Ibid., pp.184-185.

[21] M. Seliger, The Liberal politics of John Locke, (London: Unwin Ltd. 1969), pp. 124-135.

[22] M. Seliger, The Liberal politics of John Locke, pp.167-170.

[23] Ibid. , pp.324-331.

[24] John Locke, Treatise of Civil Government and A Letter Concerning Toleration, pp.5-10.

[25] John Locke, Two Treatises of Government, pp. 121-126.

[26] John Locke, The Second Treatise of Civil Government, pp.134.

[27] John Locke, Two Treatises of Government, pp. 139-144.

[28] J.W. GOUGH,The Second Treatise of Civil Government and A Letter Concerning Toleration By John Locke, p. 41.

[29] เสถียร หอมขจร, รศ., ทฤษฎีการเมืองและจริยธรรม ๒, (กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยรามคำแหง ,๒๕๔๐), หน้า ๓๔ - ๓๕.

[30] John Locke, The Second Treatise of Civil Government, Edited with and Introduction by Thomas I, Cook,(N.Y:Hafner Publishing Company,1969), pp.122-123.

[31] M. Seliger, The Liberal politics of John Locke, p.187.

[32] เสถียร หอมขจร, รศ., ทฤษฎีการเมืองและจริยธรรม ๒,หน้า ๓๓.

[33] สมบัติ ธำรงธัญญวงศ์, การเมือง : แนวความคิดและการพัฒนา, หน้า ๑๗๑.

[34] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๖๓.

[35] John Locke,An Essay concerning the Understading, knowledge, opinion,and Assent,(Cambridge : ed. Benjamin Rand, 1931), p.15.

[36] ปรีชา ช้างขวัญยืน, ปรัชญาแห่งอุดมการณ์ทางการเมือง พิมพ์ครั้งที่ ๒,(กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๓๘), หน้า ๑๓๒.

[37] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๓๒.

[38] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๒๘.

[39] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๓๓.

[40] เดชชาติ วงศ์โกมลเชษฐ์, ทฤษฎีการเมืองและสังคม,(กรุงเทพมหานคร : บพิธการพิมพ์ , ๒๕๓๘), หน้า ๑๔๖.

[41] Robert A. Goldwin, John Locke in History of Political Philosophy,(Chicaco : Ran McNally & company,1964), p.457 

[42] คณิน บุญสุวรรณ, เอกสารการสอนชุดวิชาปัญหาการเมืองไทยปัจจุบัน, (กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, ๒๕๓๘), หน้า ๑๖๗.

[43] เสถียร หอมขจร,รศ., ทฤษฎีการเมืองและจริยธรรม๒, หน้า ๔๓.

[44] เดือน คำดี, ปรัชญาตะวันตกสมัยใหม่, (กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์, ๒๕๒๖), หน้า ๕๘. 

[45] Waper, C.L., Political Thought, (London : The English University Press Ltd.,1967), p.95. 

[46] John Dunn, The Political Thought of John Locke And Historical Account of The Argument of two treatises of Government, ( London : Cambridge University, 1969), p. 132.

[47] เดือน คำดี, ปรัชญาตะวันตกสมัยใหม่, หน้า ๕๘–๕๙.

[48] John Locke, Treatise of Civil Government and A Letter Concerning Toleration, pp.5-9.

[49] พจนานุกรมศัพท์ปรัชญา อังกฤษ-ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน (แก้ไขเพิ่มเติม), (กรุงเทพมหานคร : อรุณการพิมพ์, พ.ศ. ๒๕๓๒), หน้า ๕๐.

[50] พจนานุกรมศัพท์ปรัชญา อังกฤษ-ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน, หน้า ๘๗.

[51] เดือน คำดี, ปรัชญาตะวันตกสมัยใหม่, หน้า ๕๙–๖๐.

[52] John Locke, An Essay concerning the Understading knowledge opinion andAssent, pp.15-18.

[53] John Locke, Two Treatises of Government, pp.140-145.

[54] John Dunn, The Political Thought of John Locke And Historical Account of The Argument of two treatises of Government, p. 108.

[55] สมภาร พรมทา,ปรัชญาสังคมและการเมือง พิมพ์ครั้งที่ ๒,(กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๓๙), หน้า ๕๕ - ๕๖.

[56] John Locke, Two Treatises of Government, pp.159-165.

[57] ชุมพร สังขปรีชา,ปรัชญาและทฤษฎีการเมืองว่าด้วยธรรมชาติมนุษย์, (กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๓๑), หน้า ๑๖๐.

[58] John Locke, Two Treatises of Government, pp.168-175.

[59] John Locke, Treatise of Civil Government and A Letter Concerning Toleration, pp.51-60.

[60] Ibid., pp.53-75.

[61] Stackhouse, Max L., Creeds Society and Human Rights. (Grand Rapids, Michigan: William B.Eerdmans Publishing Company, 1984), p.35.

[62] Ibid., p. 36.

[63] บุญมี แท่นแก้ว, จริยศาสตร์(ETHICS) พิมพ์ครั้งที่ ๓, (กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์, ๒๕๓๙), หน้า ๙๗ - ๙๘.

[64] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๙๗–๙๙.

[65] M. Seliger, The Liberal politics of John Locke, pp.165-179.

[66] John Dunn, The Political Thought of John Locke And Historical Account of The Argument of two treatises of Government, p.116.

[67] เสถียร หอมขจร,รศ., ทฤษฎีการเมืองและจริยธรรม ๒, หน้า ๓๕.

[68] สมบัติ ธำรงธัญญวงศ์, การเมือง : แนวความคิดและการพัฒนา, หน้า ๑๗๖.