ทฤษฎีการตีความของฮันส์-จอร์จ กาดาเมอร์ (Hans-Georg Gadamer):กรณีศึกษาการตีความวันวิสาขบูชา วันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานบทพิเคราะห์การเข้าถึงความจริงของคัมภีร์และเรื่องราว
เกริ่นนำ
เอดเวิร์ด คอนซ์ ได้กล่าวว่า พระพุทธศาสนามีลักษณะบางอย่างที่ทำให้แตกต่างจากคติทางปัญญาแบบอื่น คือ พระพุทธศาสนาเกิดจากสภาพทางสังคมที่ชาวพุทธตั้งอยู่ จากภาษาที่ใช้และจากวิทยาการกับเทวปกรณัม[๑] พระพุทธศาสนาจึงมีการปรับตัวไปตามสภาพของสังคม ยุคสมัย อย่างต่อเนื่องเหมือนกับแม่น้ำที่ปรับตัวไปตามสภาพท้องถิ่น ภูมิประเทศ แต่ยังคงภูมิแห่งปัญญาอันทรงคุณค่า ในยุคสมัยปัจจุบัน ความห่างเหินจากบ่อเกิดของพระพุทธศาสนาและความแปรเปลี่ยนไปของสังคมอย่างในสมัยพุทธกาล ทำให้เกิดการตีความคำสอนเพื่อให้เป็นไปตามยุคสมัยเพื่อความจำเป็น การเกิดขึ้นของศาสตร์แห่งการตีความในยุคปัจจุบัน จึงมิเพียงเป็นการตอบสนองการอยู่ร่วมระหว่างมนุษย์ที่แตกต่างกันทางด้านเชื้อชาติ ศาสนา คติ ความเชื่อเท่านั้น แต่เพราะปัญหาความไม่เข้าใจ ในบริบทของสังคมที่แปรเปลี่ยนไปอย่างไรนั้น ไม่ประจักษ์ชัดให้เห็นผลได้ว่า “มนุษย์” จะอยู่ร่วมกันอย่างไรได้อย่างมีความปรกติสุข ผู้เขียนเห็นว่าศาสตร์แห่งการตีความจึงเข้ามา แก้ปัญหา ลดช่องว่างของจิตใจอันคับแคบของแต่ละคน ศาสตร์แห่งการตีความเกิดขึ้นก่อนในต่างประเทศ ก่อให้เกิดนักคิดทางด้านศาสตร์แห่งการตีความ เกิดการตื่นตัวในการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง ในประเทศไทยได้มีการตื่นตัวไปกับกระแสดังกล่าวนั้นด้วย ศาสตร์แห่งการตีความเป็นความมุ่งเข้าใจ “ตัวเอง” คือผู้ตีความเข้าใจเจตจำนงของตนในสถานะที่เป็นอยู่ ดำรงสถานะภาพที่เป็นได้อย่างเหมาะสม ชัดแจ้งในความเป็นตัวของตนเอง ศาสตร์แห่งการตีความเป็นความพยายามที่จะสานเสวนา(Dialogue) ในยุคที่มีความหลากหลาย ที่ก่อให้เกิดความรู้สึก “แบ่งแยก” (Diversity)และ “แปลกแยก” (alienation) ของมนุษย์กับสิ่งต่างๆ ไม่เพียงสังคมของมนุษย์ต่อมนุษย์เท่านั้น แต่ยังมีความพยายามแบ่งแยกมนุษย์กับธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมด้วย ศาสตร์แห่งการตีความแม้มุ่งเข้าใจ “ตัวเอง” แต่การเข้าใจตัวเองก็เพื่อเข้าใจ “คุณ” เข้าใจในสิ่งที่ “คุณเป็น” ยอมรับในความเป็นตัวตนของคุณ/เธอ/เขา ซึ่งนำไปสู่การอยู่ร่วมกันได้ ศาสตร์แห่งการตีความไม่เพียงแต่มนุษย์เท่านั้นที่ต้องใช้อยู่ตลอดเวลาแม้แต่”สัตว์” ก็ยังต้องตีความ ฉะนั้น ผู้เขียนเห็นว่าศาสตร์แห่งการตีความเป็น “มรรควิธี” “ท่าที” ที่ต้องการแสวงหาโอกาสการอยู่ร่วมกัน การสนทนาระหว่างกัน ไม่เพียงในขอบเขตด้านศาสนา แต่ปัจจุบันศาสตร์แห่งการตีความ มีบริบทที่กว้างขวางไปมากขึ้น ความเป็นศาสตร์(Science) แห่งการตีความเมื่อศึกษาลึกลงไปจะเห็นว่า ลักษณะบริบทของศาสตร์การตีความเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วด้วยในสังคมไทย หรือทฤษฎีการตีความของไทย อย่างเช่น ในคัมภีร์มหานิทเทส[๒] เนตติปกรณ์ เป็นต้น ที่มีมาตั้งแต่อดีต ในยุคสมัยปัจจุบันการตีความเพื่อค้นหาความจริง หรือความถูกต้องของคัมภีร์ หรือหลักธรรมในพระพุทธศาสนายังเป็นประเด็นที่ถกเถียงหรือโต้แย้งกันอยู่บ้าง หรือมีการนำเสนอกันอย่างต่อเนื่อง[๓] จึงเป็นสิ่งที่น่าท้าท้ายต่อการศึกษาศาสตร์แห่งการตีความเป็นอย่างยิ่ง มีพระดำรัสของพุทธเจ้าที่มีท่าทีลักษณะของศาสตร์แห่งการตีความเชิงพุทธที่พระองค์ทรงตรัสไว้ว่า[๔]
“อานนท์ บางทีพวกเธออาจจะคิดว่า ปาพจน์มีพระศาสดาล่วงลับไปแล้ว พวกเราจะไม่มีพระศาสดา ข้อนี้พวกเธอไม่พึงเห็นอย่างนั้น ธรรมและวินัยที่เราแสดงแล้วบัญญัติแล้วแก่เธอทั้งหลาย จะเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย หลังจากเราล่วงลับไป”
จากท่าที่ที่เปิดโอกาสให้พระสาวกดังกล่าวนี้ จึงทำให้เห็นถึงร่องรอยของอนาคตที่ พระพุทธองค์ทรงรู้แจ้งโลกว่า อนาคตการจะมีการเกิดขึ้นของสิ่งอื่นใด หรือแม้แต่หลักกาลามสูตรที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้เกสปุตติสูตร[๕]ที่เป็นที่กล่าวกันว่าเป็นการเป็นการให้สิทธิเสรีภาพแก่ “มนุษย์”ที่จะได้ใช้ความรู้ของตนในการทดสอบ ทดลอง ฝึกฝน อบรม ขัดเกลาประพฤติปฏิบัติตามสติปัญญาแห่งตนแม้ “มนุษย์”หรือ “สัตว์โลก” จะแตกต่างกันด้วยสติปัญญามากน้อยเพียงใดแต่การรู้แจ้งเข้าถึงความจริงของสัจจธรรมนั้นเป็นไปได้ ดังที่พระพุทธองค์ทรงเปรียบบุคคลไว้ด้วยบัว ที่ว่า
“มีอุปมาเหมือนในกออุบล ในกอปทุม หรือในกอบุณฑริก ดอกอุบล ดอกปทุม ดอกบุณฑริก บางดอกที่เกิดในน้ำ เจริญในน้ำ ยังไม่พ้นน้ำ จมอยู่ในน้ำ ดอกอุบลดอกปทุม ดอกบุณฑริก บางดอกที่เกิดในน้ำ เจริญในน้ำอยู่เสมอน้ำ ดอกอุบลดอกปทุม ดอกบุณฑริก บางดอกที่เกิดในน้ำ เจริญในน้ำ ขึ้นพ้นน้ำ ไม่แตะน้ำ ฉันใด
พระผู้มีพระภาคทรงตรวจดูโลกด้วยพุทธจักษุ ได้เห็นสัตว์ทั้งหลาย ผู้มีธุลีในตาน้อย มีธุลีในตามาก มีอินทรีย์แก่กล้า มีอินทรีย์อ่อน มีอาการดี มีอาการทราม สอนให้รู้ได้ง่าย สอนให้รู้ได้ยาก บางพวกมักเห็นปรโลกและโทษว่าเป็นสิ่งน่ากลัวก็มี บางพวกมักไม่เห็นปรโลกและโทษว่าเป็นสิ่งน่ากลัวก็มี ฉันนั้น”[๖]
ภาษากับการตีความในคัมภีร์
วิธีเข้าใจคัมภีร์[๗]
การเข้าใจคัมภีร์ขึ้นอยู่กับการตีความคัมภีร์ของศาสนา มีวิธีที่นิยมกันอยู่ ๕ วิธีคือ
๑. ตีความโดยพยัญชนะ(Literary interpretation) คือคัมภีร์ว่าอย่างไร ก็เข้าใจตรงตามความหมายของคำอย่างนั้น เช่น “พระเจ้าสร้างโลก ๖ วัน” ก็เข้าใจว่า ๖ วัน ๆ ๒๔ ชั่วโมง กลางคืน ๑๒ ชั่วโมง กลางวัน ๑๒ ชั่วโมง มีเวลาเช้า สาย บ่าย เย็น อย่างที่เราเข้าใจกันทุกวันนี้ “พระอินทร์มีบริวาร ๘๔,๐๐๐” ก็เข้าใจว่ามีตามจำนวนนั้นจริงๆ เป็นต้น
๒. ตีความโดยสัญลักษณ์(Symbolical interpretation) ถือว่าเรื่องราวต่างๆที่กล่าวไว้เป็นเพียงสัญลักษณ์ที่ต้องการสอนเท่านั้น ใครสามารถเข้าใจสัญลักษณ์ก็เข้าใจได้ลึกซึ้ง ใครตีความสัญลักษณ์ไม่แตกก็เข้าใจโดยพยัญชนะหรือโดยอรรถตามอัธยาศัย ใครเข้าใจแค่ไหนก็ปฏิบัติไปตามที่ตนเข้าใจ เช่น “พระเจ้าสร้างโลก ๖ วัน” เป็นสัญลักษณ์หมายถึง ข้อธรรมที่ว่ามนุษย์เราพึงทำงานสัปดาห์ละ ๖ วัน วันสุดท้ายต้องพักผ่อน และอุทิศให้กับศาสนา ศิวลึงค์ หมายถึงพลังสร้างสรรค์ในเอกภพ มาร หมายถึง กิเลสตัณหาในตัวมนุษย์เรานี่เอง เป็นต้น
๓. ตีความโดยอรรถ (Idiomatic interpretation) คือเข้าใจตามสำนวนภาษา เช่น “พระเจ้าสร้างโลก ๖ วัน” ก็เข้าๆ ใจว่า ๖ วาระ วาระหนึ่ง ๆ นาน เท่าไรก็ได้ อาจจะเป็นล้านๆ ปีก็ได้ ไม่จำเป็นจะต้องหมายถึงวันละ ๒๔ ชั่วโมงอย่างที่เข้าใจกันโดยทั่วไป “พระอินทร์มีบริวาร ๘๔,๐๐๐ คน” ก็ได้ “ตลอดกาลนิรันดร” อาจจะหมายความเพียงแต่ว่านานมากเหลือเกินเท่านั้นก็ได้
๔. ตีความตามเหตุผล(Rational interpretation) ทุกตอนต้องถามว่า ทำไม...ทำไม...เช่น ทำไมพระเจ้าสร้างโลก ทำไมจึงต้องใช้เวลา ๖ วัน ทำไมจึงสร้างมนุษย์แล้วปล่อยให้ทำบาป ทำไมพระเจ้าถึงไม่ให้มนุษย์สบายกว่านี้ ฯลฯ ยิ่งใช้เหตุผลก็ยิ่งแตกแยกกันไป ทะเลาะกัน เหินห่างจากจิตตารมณ์ของศาสนาเข้าทุกที การตีความเช่นนี้เป็นผลสืบเนื่องจากรูปแบบความคิด(หรือกระบวนทัศน์) ที่เทิดทูนเหตุผลวิทยาศาสตร์ อะไรที่อธิบายตามวิธีการวิทยาศาสตร์ไม่ได้ ก็ถือว่าไม่ได้มาตรฐาน
๕. ตีความตามประเภทวรรณกรรม(Literary-form interpretation) วิธีนี้ไม่กำหนดตายตัว ต้องดูเป็นคัมภีร์ๆ เป็นเรื่องๆ และเป็นตอนๆ ไป คือแล้วแต่ว่าตอนใด ผู้นิพนธ์ใช้ประเภทวรรณกรรมใด ก็ให้ตีความตามประเภทของวรรณกรรมประเภทนั้น โดยพยายามเข้าถึงเจตนา สิ่งแวดล้อม สภาพจิตใจและข้อมูลที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เท่าที่ทราบได้ หรือสันนิษฐานได้ วิธีนี้ยากและต้องค้นคว้าไปเรื่อยๆ แต่ก็เหมะสำหรับเข้าใจอย่างนักวิชาการที่มีวิจารณญาณในการวิเคราะห์และประเมินค่าเป็นขั้นเป็นตอน
ดังนั้น เรื่องใดเป็นตำนานธรรมก็ต้องตีความแบตำนานธรรม เรื่องใดเป็นมหากาพย์ก็ต้องตีความแบบมหากาพย์ เรื่องใดเป็นบทประพันธ์จินตนิยมก็ต้องตีความแบบนั้น บางเรื่องอาจจะเป็นพงศาวดาร เป็นจดหมาย เป็นบันทึกส่วนตัว เป็นบทเทศน์ เป็นบทสนทนา เป็นบทเรียงความ เป็นคำชี้แจงเกี่ยวกับประสบการณ์ในฌาน หรือประสบการณ์เหนือธรรมชาติใดๆ ซึ่งรวมเรียกว่าประสบการณ์ทางศาสนา (Religious experience) ฯลฯ บางเรื่องอาจจะมีหลายประเภทร่วมกันได้ เช่น อาจจะเป็นตำนานธรรม มหากาพย์ ร้อยกรอง และจินตนิยมร่วมกันในตอนเดียว
ย้อนดูการตีความคัมภีร์ไบเบิล[๘]
นักปรัชญาคริสต์รุ่นก่อนๆ ได้พยายามตีความหมายคัมภีร์ไบเบิลมาอย่างไรตามลำดับ
ในสมัยปิตาจารย์ นักปรัชญาคริสต์ตีความหมายคัมภีร์เป็น ๒ แนว คือ
๑.สำนักอันทิโอกแห่งเอเชีย เลือกตีความหมายตามตัวอักษร เพราะเชื่อหลักปรัชญาภาษาอุดมการณ์ของอริสโตเติ้ล ซึ่งมีตำรา Organon(ตำราตรรกวิทยา) เป็นตำหรับ
๒.สำนักแอลิกแซนเดรียแห่งแอฟริกา เลือกตีความหมายตามสัญลักษณ์ เพราะ
เชื่ออภิปรัชญาของปลาโต้ช่วงหลังสุดที่คิดได้ว่าภาษามนุษย์ไม่อาจสื่อความหมายตรงได้ทั้งหมด
ในสมัยอัสสมาจารย์ เลือกตีความตามสำนวนภาษาโดยการนำของอไควนัส เพราะเชื่อหลักปรัชญาประนีประนอมระหว่างภาษาอุดมการณ์กับภาษาสามัญ มี SummaTheologica(สังเขปเทววิทยา) ของอไควนัสเป็นตำรับอไควนัส[๙]ตีความหมายด้วยหลักภาษาสามัญของปลาโต้ แต่พิสูจน์ด้วยหลักภาษาอุดมการณ์ของอริสโตเติ้ล[๑๐]
ในสมัยใหม่ เมื่อการปฏิรูปศาสนาทำให้คริสตชนแตกนิกาย คริสตจักรต่างๆมุ่งรักษาเอกภาพระหว่างสมาชิกของตนเป็นที่ตั้ง จึงใช้นโยบายยึดการตีความหมายตามตัวอักษรเป็นหลักกันทั่วไป ครั้นขบวนการพุทธิปัญญาประกาศว่าศาสนาเป็นเรื่องงมงาย และวิชาการทั้งหลายที่ใช้วิธีการวิทยาศาสตร์ร่วมมือกันประณามศาสนาคริสต์ว่างมงายไร้เหตุผล(ตามมาตรการวิทยาศาสตร์) องค์การศาสนาต่างก็แก้เผ็ดโดยการประณามวิทยาการต่างๆรวมทั้งปรัชญาที่ร่วมมือกับวิทยาการเหล่านั้น โดยเรียกรวมว่าลัทธินวยุคนิยม (Modernism) และลักษณะท่าทีดังกล่าวว่า นวยุคภาพ (Modernity) ซึ่งฝ่ายที่ถูกประณามก็ยอมรับการขนานนามดังกล่าวอย่างหน้าชื่นตาบาน และภูมิใจที่ได้ชื่อว่าเป็นพวกหัวใหม่ ทางฝ่ายศาสนาก็ยิ่งไม่ไว้ใจวิทยาการยิ่งขึ้น เพราะกลัวจะมีอิทธิพลในสังคมแทนที่ศาสนาผลก็คือนักวิทยาการยิ่งมั่นใจในความงมงายของศาสนาคริสต์ยิ่งขึ้น และมีสมัครพรรคพวกกว้างขวางมากขึ้นตามลำดับ ส่วนนักปรัชญาคริสต์ก็ยิ่งไม่กล้าข้องแวะกับวิทยาการและแยกตัวจากวิยาการยิ่งขึ้น จะเขียนหนังสือก็เขียนสำหรับให้พวกเดียวกันอ่าน และไม่กล้าอ่านหนังสือของนักวิทยาการ เหมือนกับว่าแยกกันอยู่คนละโลกผลก็คือในยุโรปคริสตจักรต่างๆ เสียสมาชิกที่เป็นปัญญาชนไปเรื่อยๆ จึงต้องออกหาสมาชิกใหม่นอกยุโรป แม้จะชดเชยจำนวนกันได้บ้าง แต่ก็มักจะได้ผู้มีการศึกษาน้อยเป็นส่วนมาก และพวกเหล่านี้เองเมื่อมีการศึกษาดีขึ้นก็มักจะกลายเป็นฝ่ายปฏิปักษ์ แต่ส่วนมากจะชอบวางเฉยเสียมากกว่า เพราะถือว่าเรื่องศาสนาเป็นเรื่องของพวกศรัทธา ปล่อยให้อยู่กันไปในมุมหนึ่งของโลก ส่วนผู้ไม่ศรัทธาก็แยกมาอยู่อีกมุมหนึ่ง สร้างอาณาจักรแห่งความสนุกสนานบันเทิงใจกันไม่ให้เสียชาติเกิด พวกนี้จะเป็นต้นกำเนิดที่สำคัญของลัทธิบริโภคนิยมในปัจจุบัน พบว่านักบริโภคนิยมแท้ๆจำนวนมากเคยได้รับการศึกษาจากโรงเรียนคาทอลิกหรือโรงเรียนคริสต์อื่นๆเป็นสำคัญ
ชาวโปรเตสแตนท์เริ่มเห็นปัญหานี้ก่อน เริ่มมีผู้เสี่ยงริเริ่มสนใจศึกษาวิทยาการและนำความรู้ใหม่ๆ เข้ามาใช้ตีความหมายคัมภีร์ ถูกประณามว่าเพี้ยนก็ต้องทนเอา ค่อยๆมีผู้เห็นด้วยทีละน้อยตามลำดับ มีโอกาสก็ชักชวนชาวคาทอลิกทำดูบ้าง มีผู้เห็นด้วยเป็นจำนวนน้อย ส่วนมากถือว่าธุระไม่ใช่ ไม่พึงเอามือซุกหีบ ปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่า การแก้ปัญหาเป็นหน้าที่ของพระเจ้าอยู่มาวันหนึ่งพระสันตะปาปายอห์นที่ ๒๓ สำนึกขึ้นมาได้ว่า เราถอยไปไม่ได้อีกแล้ว จึงได้ประกาศนโยบาย อัดจอร์นาเมนโต(ภาษาอิตาเลียน Aggiornamento แปลว่าการปรับตัวสู่วันนี้) คือต้องปรับสู่กระแสของวันนี้ นักปรัชญาคริสต์ที่ตระหนักและเข้าใจปัญหาโลกาภิวัตน์ ก็ร่วมใจกันตอบสนองด้วยนโยบายว่า “ปรัชญาคริสต์ต้องปรับสู่ยุคโลกาภิวัตน์” จะทำอย่างไร ก็ต้องวิเคราะห์ให้ถ่องแท้ว่าศาสนาคริสต์คืออะไร กระแสโลกาภิวิตน์คืออะไร การปรับสู่ (Inculturation) หมายความว่าอย่างไร แล้วก็สังเคราะห์เข้าด้วยกัน คงต้องกระทำสลับกันไปเรื่อยๆ เพื่อความเข้าใจและความซาบซึ้งที่ลึกลงไปเรื่อยๆ
ไมเคิล ไรท์[๑๑] มองว่า ในวัฒนธรรมระวันตก(ที่ยอมรับว่าเป็นคริสต์หรือที่ปฏิเสธคริสต์ก็ตาม ยังยืนอยู่กับขาสามขา คือ
ก.ปรัชญากรีกหรือเหตุผลนิยม (Reason) ที่ชาวตะวันตกที่นำมาอ้างตามแต่จะสะดวก
ข.ศาสนาผีเดิมของยุโรป ที่คริสต์พยายามกลยหรือจับมา “บวช” เป็นคริสต์ และ
ค.โลกทัศน์ของชาวยิวที่สืบทอดมาผ่านพระเยซู อัครสาวกและนักบุญปอล
ฉะนั้น การเปลี่ยนแปลงจึงไม่เพียงทางด้านกายภาพเท่านั้นแต่ยังส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลง ถึงค่านิยม ประเพณีและความเชื่อของผู้คนในสังคมเป็นอย่างมาก เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงกระบวนทัศน์ ที่ต้องปรับเปลี่ยน เป็นการตีความสรรพสิ่งที่อยู่รอบข้างเพื่อให้สอดรับการดำรงอยู่ของตัวตนของมนุษย์มาอย่างยาวนาน
ศาสตราจารย์ กีรติ บุญเจือ[๑๒] ได้กล่าวว่าถึงกระบวนทัศน์ไว้ว่า กระบวนทัศน์ คือ ความเชื่อพื้นฐานที่มีต่อจิตใจของมนุษย์ทุกคน แตกต่างกันตามเพศ ตามวัย ตามสิ่งแวดล้อม ตามการศึกษาอบรม และตามการตัดสินใจเลือกของแต่ละบุคคล กระบวนทัศน์ไม่ใช่สมรรถนะตัดสินใจ สมรรถนะตัดสินใจ(Decision) คือ เจตจำนง (The will) กระบวนทัศน์เป็นสมรรถนะเข้าใจ (Understanding) และเชิญชวนให้เจตจำนงตัดสินใจ โดยแบ่งออกได้เป็น ๕ กระบวนทัศน์ คือ
๑. กระบวนทัศน์แบบดึกดำบรรพ์ (Primitive Paradigm) ยึดน้ำพระทัยเบื้องบนเป็นหลักในการปฏิบัติ เพราะเชื่อว่าหากปฏิบัติถูกน้ำพระทัยของเบื้องบน เป็นที่พอพระทัยของเบื้องบน ก็จะได้ดีทั้งในโลกนี้และโลกหน้า
๒. กระบวนทัศน์แบบโบราณ (Ancient Paradigm) กระบวนทัศน์ในยุคนี้เชื่อว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมีกฎตายตัวที่ไม่มีกรณียกเว้นใดๆ ทั้งสิ้น แต่ก็อาจจะมีกฎทีไม่ขึ้นต่อกัน แต่คุมกันได้และแก้กันได้ มนุษย์ควรรู้กฎเกณฑ์เพื่อใช้แสวงหาความสุขในโลกนี้ยิ่งกว่าสร้างความสุขเพื่อโลกหน้า
๓. กระบวนทัศน์ยุคกลาง (Medieval Paradigm) ยึดเอาความสุขในโลกหน้าเป็นหลักเพราะเห็นความอนิจจังของโลกนี้ว่า แม้จะรู้กฎทุกกฎของโลกและปฏิบัติตามอย่างไม่บกพร่อง ก็ไม่อาจบรรลุความสุขแท้ ทั้งนี้เพราะความสุขในโลกนี้ไม่สมบูรณ์แบบไม่ถาวร
๔. กระบวนทัศน์ยุคใหม่ Modern Paradigm กระบวนทัศน์ในยุคนี้ ยึดวิธีการวิทยาศาสตร์เป็นหลัก เพราะเชื่อว่าโลกมีกฎเกณฑ์และวิธีการวิทยาศาสตร์เป็นทางพบกฎของโลก ให้ช่วยกันสนับสนุนการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ โดยหวังว่าวิทยาศาสตร์จะแก้ปัญหาทุกอย่างของมนุษย์ และการรู้กฎเกณฑ์ของโลกทำให้โลกนี้เป็นสวรรค์สำหรับมนุษย์ทุกคน
๕. กระบวนทัศน์ยุคหลังนวยุค (Post-modern Paradigm) ต้องการแก้ปัญหาที่เอื้อต่อการเกิดสงคราม และสนับสนุนให้เกิดสันติภาพ ที่ว่า
การยึดมั่น เป็นเหตุให้เกิด การแบ่งแยก
การแย่งแยก เป็นเหตุให้เกิด การแข่งขัน
การแข่งขัน เป็นเหตุให้เกิด ความไม่ไว้ใจกัน
ความไม่ไว้ใจกัน เป็นเหตุให้เกิด การทำลายกัน
โดยให้หันมาใช้วิธีเสวนา (Dialogue) วิธีนี้ช้าแต่รอบคอบ และเปิดโอกาสให้พิจารณารับส่วนดีได้จากทุกทาง สามารถร่วมมือกันได้โดยไม่ต้องคิดเหมือนกัน สร้างบรรยากาศเอกภาพในความหลากหลาย (Unity in diversity) หรือความหลากหลายในเอกภาพ (Diversity in unity) ได้ชื่อว่าลัทธิพหุนิยม (Pluralism)
ความหมายตามกระบวนทัศน์ที่ ๕[๑๓] ซึ่งเป็นกระแสหลังนวยุค หรือหลังนวยุคนิยม(Postmodernism) เป็นกระแสที่เน้นอย่างน้อย ๔ ประเด็นหลักคือ
๑.สมองของมนุษย์ไม่อาจเข้าถึงความหมายได้ตรงตามความเป็นจริง
๒.ภาษาไม่สามารถสื่อความหมายได้ตรงตามที่คิดเสมอไป
๓.ความเข้าทั้งหลายคือการตีความ
๔.เหตุผลคือศิลปะแห่งการจูงใจ กาดาเมอร์ เป็นคนหนึ่งที่คิดว่านักโลกทัศน์นิยมจะต้องเป็นนักสัมพัทธ์นิยม โดยสอนว่าใครก็ตามที่มีความตระหนักเชิงประวัติศาสตร์(Historical sense) ย่อมอยากเข้าใจอดีตตามบริบทของยีนแห่งความตระหนักของเขาและจะไม่ยอมตัดสินอดีตเป็นอันขาดจากมุมมองแห่งชีวิตปัจจุบัน หรือตามทัศนวิสัยแห่งสถาบันปัจจุบันของเรา หรือแม้แต่จะใช้ความรู้คุณค่าและความจริงตามที่เราใช้กันในปัจจุบันก็ไม่ยอมใช้[๑๔]
กำเนิดอรรถปริวรรตศาสตร์(การตีความ)ทั่วไป
คำว่า “เฮอร์เมนูติกส์”(Hermeneutics) พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้คำจำกัดความว่า อรรถปริวรรตศาสตร์ ซึ่งหมายถึง ศาสตร์แห่งการตีความ ตามความหมายที่เราคุ้นหูกัน เกิดขึ้นในศตวรรษที่ ๑๗ โดย เจ.ซี.แดนออเออร์ (J.C.Dannhauer) นำเอาคำว่าเฮอร์เมนูติกส์มาใช้เป็นคนแรกในกลางศตวรรษเพื่อใช้ตีความคัมภีร์ทางศาสนา กฎหมายและวรรณคดีโดยมีเป้าหมายเพื่อหาความถูกต้องทางภาษาและประวัติศาสตร์
ต่อมาชไลเคอร์ (Friedrich Schleiermacher ๑๗๖๘-๑๘๓๘) ผู้ได้รับการขนานนามว่าเป็นบิดาแห่งการตีความสมัยใหม่ ได้พัฒนาการตีความต่อไปเพื่อให้ทราบเจตนารมณ์ของผู้แต่งตำรานั้นโดยถือว่าจะต้องเป็นคัมภีร์ทางศาสนาเท่านั้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ทราบเจตนารมณ์ของผู้แต่งตำรานั้นโดยถือวาผู้แต่งตำรากับผู้ตีความวิจารณ์ตำรานั้นมีจินตนาการต่างกัน ผู้ตีความตำรานั้นน่าจะเข้าถึงความรู้สึกของผู้อ่านตำรานั้นได้ดีกว่าผู้แต่งตำรานั้นเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นตั้งแต่ ชไลเคอร์เป็นต้นมา เฮอร์เมนูติกส์ก็เริ่มถูกนำมาใช้ตีความตำราทั่วไปโดยไม่จำกัดแต่เฉพาะตำราทางศาสนา กฎหมายและวรรณคดีเท่านั้น อย่างนักประวัติศาสตร์ชื่อ ดรอยเสน (J.G Droysen ๑๘๐๘-๑๘๐๘๔) การนำเอาการตีความมาใช้กับตำราทางประวัติศาสตร์ และสรุปว่าความรู้ที่ได้จากการตีความแตกต่างจากความรู้ที่ได้จากการสังเกตทดลอง คือแยกความรู้ทางสังคมศาสตร์ออกจากความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ในลักษณะที่ว่าการตีความให้ความรู้มากกว่าการทดลองทำให้ดิลเทย์ (Wilhelm Dilthey ๑๘๓๓-๑๙๑๑) หันมาพัฒนาศาสตร์แห่งการตีความอย่างเอาจริงเอาจัง โดยสรุปว่า การตีความไม่ควรจำกัดให้ใช้เฉพาะกับคัมภีร์แต่ควรนำมาใช้ตีความพฤติกรรมมนุษย์ รวมถึงวัฒนธรรมและสังคมด้วย เราเรียกว่า “วัฏจักรหรือกรอบแห่งการตีความ
พัฒนาการอรรถปริวรรตศาสตร์ นอกจากจะแบ่งเป็นกลุ่มตามนักปรัชญาดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังสามารถแบ่งพัฒนาการอรรถปริวรรตศาสตร์ได้อีก ๒ ลักษณะ คือ
๑) จำแนกตามช่วงเวลาที่อรรถปริวรรตศาสตร์ก่อตัวขึ้นออกเป็น ๔ ช่วงด้วยกัน คือ ยุคโบราณ (Ancient Hermeneutics) ยุคกลาง (Medieval Hermeneutics) ยุคใหม่ (Modern Hermeneutics) และยุคหลังยุคใหม่ (Postmodern Hermeneutics)
๒) จำแนกตามเนื้อหาของอรรถปริวรรตศาสตร์ ออกได้ ๔ ลักษณะคือ อรรถปริวรรตศาสตร์เฉพาะกลุ่ม (Regional Hermeneutics) อรรถปริวรรตศาสตร์สากล (General Hermeneutics) อรรถปริวรรตศาสตร์ภววิทยา (Ontological Hermeneutics) และอรรถปริวรรตศาสตร์เชิงวิเคราะห์ (Critical Hermeneutics)
ความหมาย[๑๕]
อรรถปริวรรต(Hermeneutics) แปลว่า การตีความหมาย อรรถ=เนื้อหาของภาษาที่ใช้ซึ่งนับเป็นสัญญะ (sign) อย่างหนึ่ง เพราะมีความหมายอยู่แล้วในตัวเองคือ ความหมายตามตัวอักษรรวมกับคำว่าปริวรรตแปลว่าการแปรสภาพ รวมกันจึงแปลว่าการแปรสภาพความหมายตามตัวอักษรให้มีความหมายตามความต้องการของผู้ใช้ร่วมกัน
ตีความเพื่ออะไร
๑) ตีความคำ เพื่อให้รูว่าเกี่ยวกับอะไร เรื่องอะไร(ควรศึกษาจากนิรุตศาสตร์ และภาษาศาสตร์ด้วย)
๒) ตีความประโยค เพื่อให้รู้ว่าสถานการณ์อะไร อะไรเกิดขึ้น (เพิ่มด้วยวิชาตรรกวิทยาและปรัชญาภาษาอุดมคติ)
๓) ตีความข้อความ เพื่อให้เข้าใจว่ามีคุณค่าทางไหนและอย่างไร(เพิ่มด้วยวิชาลัญศาสตร์)
๔) ตีความเรืองเล่า(Narrative) เพื่อเข้าใจความหมายเบื้องหลังของเรื่องเล่านั้น (เพิ่มด้วยปรัชญาภาษาสามัญ)
๕) ตีความเพื่อขจัดความไม่รู้ ความสงสัย ความระแวงและความเข้าใจผิด จึงควรตีความดีกว่าปล่อยทิ้งไว้จนเกิดความเสียหาย(เพิ่มด้วยปรัชญาโลกาภิวัตน์หรือหลังนวยุคสายกลาง)
๖) เพื่อตอบสนองความอยากรู้ความหมายของมนุษย์ ดังที่แมร์โลปองตี(Merleau-Ponty) นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสกล่าวว่า “คนถูกสาปให้อยากรู้ความหมาย”(Man is condemned to meaning)
วิธีศึกษาปรัชญาอรรถปริวรรต[๑๖]
การศึกษาภาษามีลักษณะต่างกันชัดเจน เพราะเราศึกษาภาษาด้วยการตีความเพื่อให้ใจทั้งภาษาและการตีความ นั่นคือจะเข้าใจว่าการตีความคืออะไรก็ต้องใช้ภาษาอธิบาย และจะเข้าใจคำอธิบายของภาษาก็ต้องใช้ภาษาอธิบาย และจะเข้าใจคำอธิบายของภาษาก็ต้องตีความ
ลำดับความเป็นมาของอรรถปริวรรต[๑๗]
อาจกล่าวได้ว่าอรรถปริวรรตเกิดจาก
๑.กระแสตีความไบเบิล(Exegesis)
๒.กระแสวิเคราะห์ภาษา(Linguistic analysis)
๓.กระแสปรากฏการณ์วิทยา(Phenomenology)
๔.กระแสอัตถิภาวนิยม(Existentialism)
๕.กระแสโครงสร้างภาษา (Structural linguistics)
๖.กระแสหลังนวยุค(Postmodern current)
๗.กระแสสัญศาสตร์(Semiotics)
ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี[๑๘] ได้แบ่งแนวคิดและทฤษฎีการตีความทางตะวันตก ออกเป็น ๓ คือ
๑. ทฤษฎีที่ถือว่าความหมายสมบูรณ์อยู่ที่ผู้สื่อความ
เหตุผลที่เลือกใช้แนวคิดและทฤษฎีการตีความนี้เพราะมีสมมติฐานว่าจะสามารถใช้กรอบในการกำหนดรูปแบบการตีความในประเด็นที่ว่าแม้ว่าจะมีอิสระในการตีความคัมภีร์ก็ตามแต่ก็ไม่ควรที่จะลืมนึกถึงเจตนารมณ์และบริบทของผู้สื่อความหรือของผู้เขียนF28F เพราะทฤษฎีนี้ถือว่าความหมายสมบูรณ์ของคัมภีร์นั้นอยู่ที่ผู้เขียนหรือผู้สื่อความการตีความจึงตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎไวยากรณ์และความรู้ทางจิตวิทยาเกี่ยวกับผู้สื่อความ ผู้ที่รู้วิธีการตีความอาจจะตีความจนเกิดความเข้าใจถึงเจตนารมณ์ที่แท้จริงของผู้สื่อความได้
๒. ทฤษฎีที่ถือว่าความหมายสมบูรณ์อยู่ที่คัมภีร์
ทฤษฎีนี้เป็นทฤษฎีการตีความโดยมีแนวความคิดว่าให้นำเอาความรู้สึกส่วนตัวของผู้อ่านใส่ไว้ในวงเล็บหรือแขวนความเชื่อมูลบทและแนวคิดทั้งหลายที่มีในตนให้หมดแล้วจึงศึกษาตีความคัมภีร์ด้วยใจที่เป็นกลางไม่มีอคติไม่มีข้อสมมุติไว้ล่วงหน้าโดยปล่อยให้คัมภีร์เป็นตัวบอกถึงความรู้ความหมายที่มีอยู่ในคัมภีร์เองหรือปล่อยให้โลกเปิดเผยตัวมันเองผู้อ่านมีหน้าที่คอยจับข้อเท็จจริงต่างๆตามที่ปรากฏอย่างแท้จริงไม่มีการตัดสินชีวิตอดีตจากมุมมองแห่งชีวิตปัจจุบันหรือตามทัศนะของโลกปัจจุบันหรือไม่ยอมใช้แม้แต่ความรู้คุณค่าและความจริงตามที่ใช้กันในปัจจุบัน
๓. ทฤษฎีที่ถือว่าความหมายสมบูรณ์อยู่ที่ผู้อ่าน
ทฤษฎีนี้เป็นทฤษฎีการตีความแบบอัตถิภาวนิยม (existential interpretation) ซึ่งเน้นที่ตัวผู้อ่านและให้อิสระแก่ผู้อ่านในการค้นหาความจริงและความถูกต้องจากคัมภีร์ว่าความหมายสมบูรณ์อยู่ที่ผู้อ่านผู้ได้ประโยชน์จากการอ่านนั้นๆการตีความเป็นบทบาทของผู้อ่านและนำไปสู่ความเป็นไปได้ใหม่ๆอย่างไม่มีที่สิ้นสุดผู้อ่านเป็นบ่อเกิดแห่งความหมายใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านเองความหมายใหม่ที่ได้นั้นอาจตรงกับความหมายของผู้สื่อความหรือไม่ก็ได้ผู้สื่อความจึงเป็นเพียงผู้เปิดโอกาสให้ผู้อ่านได้ค้นหาความหมายเท่าที่จะเป็นไปได้ความหมายตามเจตนารมณ์ของผู้สื่อความจึงไม่ใช่ประเด็นที่จะต้องให้ความสนใจมากนักความหมายตามทฤษฎีนี้จึงมีลักษณะที่ไม่เป็นปรวิสัย
เทสนาหาระกับการตีความ
เทสนาหาระ เป็นหลักการอธิบายขยายความพุทธพจน์ โดยจำแนกประเด็นในการวิเคราะห์ออกเป็น ๖ ประเด็นด้วยกัน คือ
(๑) อัสสาทะ หมายถึง ข้อดี ความพึงพอใจ ยินดี ด้านที่เป็นคุณหรือแง่บวกของธรรมนั้นว่า มีข้อดีที่ทำให้เกิดความพึงพอใจหรือมีประโยชน์อย่างไร ได้แก่ สุข โสมนัส อิฏฐารมณ์ ตัณหา และวิปัลลาส โดยที่ตัณหาและวิปัลลาส เป็นอัสสาทะในฐานะที่เป็นเหตุให้เกิดความยินดี ส่วนเวทนา อิฏฐารมณ์ในภูมิ ๓ เป็นอัสสาทะในฐานะเป็นผล อัสสาทะจึงมีทั้งส่วนที่เป็นเหตุและส่วนที่เป็นผล
(๒) อาทีนวะ หมายถึง ข้อเสีย หรือ ด้านลบที่เป็นโทษของธรรมนั้น ที่ควรระวังและควรหลีกเว้น ได้แก่ ทุกขเวทนา อนิฏฐารมณ์ต่าง ๆ การปรุงแต่งในภูมิ 3 (เตภูมิกสังขาร) เป็นอาทีนวะด้วยในฐานเป็นธรรมชาติที่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของความเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ปราศจากตัวตนที่แท้จริง
(๓) นิสสรณะ หมายถึง ทางออก แนวทางออกจากข้อเสีย ปัญหา หรือ สิ่งที่เป็นโทษนั้น ได้แก่ อริยมรรค และนิพพาน ที่เป็นเป้าหมายสูงสุด นิสสรณะดังกล่าวนี้ จึงมีนัยความหมายทางภาษาเป็นทั้งเหตุและผลของการปฏิบัติ นิสสรณะในความหมายที่เป็นเหตุ ได้แก่ อริยมรรค โพธิปักขิยธรรม สติปัฏฐาน เพราะธรรมเหล่านี้เป็นเหตุให้หลุดพ้นจากความทุกข์ได้ นิสสรณะในความหมายที่เป็นผล ได้แก่ นิพพาน
(๔) ผล หมายถึง ผลลัพธ์ หรืออานิสงส์ที่เกิดจากการดำเนินตามนิสสรณะหรือทางออกนั้นแล้ว ได้แก่ ความรู้ที่ได้รับจากการฟัง เรียกว่า สุตมยปัญญา หรือสุตมยญาณ ตลอดถึงความรู้ธรรมในระดับสูงขึ้นไป กระทั่งสัมมาสัมโพธิญาณ
(๕) อุปาย หมายถึง อุบายหรือวิธีการที่แยบยลเพื่อให้เกิดผล โดยใช้อุบายบางอย่างกระตุ้นให้ดำเนินตามแนวทางออกที่เสนอไว้ ได้แก่ ข้อปฏิบัติที่เป็นเบื้องต้นของอริยมรรค หรืออุบายที่จะทำให้เกิดการบรรลุอริยมรรค และบรรลุนิพพานในที่สุด เช่น ปรโตโฆสะและโยนิโสมนสิการ เป็นเบื้องต้นแห่งการเกิดขึ้นของสัมมาทิฐิ เป็นต้น
(๖) อาณัติ หมายถึง การกล่าวชักจูง การชักชวน โน้มน้าวให้แรงจูงใจใฝ่รู้ ใฝ่กระทำ ประพฤติปฏิบัติ ทั้งชักชวน ชี้ชวน และสั่งบังคับ ได้แก่ คำสั่ง คำแนะนำ คำเชิญชวนให้ปฏิบัติ เช่น “อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ ท่านทั้งหลาย จงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมถึง”[๑๙]
แนวคิดเรื่องการตีความของพระพรหมคุณาภรณ์[๒๐] สรุปความได้ว่า
๑.การตีความคือการเข้าใจความหมายของคำหรือภาษาที่ผู้พูดหรือผู้เขียนใช้และเข้าใจ ซึ่งประกอบด้วย ก)การเข้าใจศัพท์และไวยากรณ์ของภาษาที่ใช้ และ ข) ความหมายที่ได้จากการตีความจะต้องตรงกับความหมายของผู้พูดหรือผู้เขียน และ ๒) การตีความจะต้องไม่ขัดกับหลักการพื้นฐานของพระธรรมวินัย
ทฤษฎี “การตีความตัวบทหรือคัมภีร์เป็นสำคัญ(Hermeneutic of the Text) ของกาดาเมอร์(Hans-Georg Gadamer1990)
ภูมิหลังทฤษฎี[๒๑]
วิธีนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “การตีความแบบวิภาษวิธี” (dialectic hermeutics)เพราะเน้นปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ตีความกับตำราหรือตัวบทเพื่อให้ได้ “ความเข้าใจใหม่ในเรื่องตัวตนที่แท้จริง”(A new philosophy of subject)เป็นตัวตนใหม่แบบ “ชีวิตและโลก”(life-world) ที่ไฮเดกเกอร์บอว่าเป็นตัวตนที่ประกอบไปด้วยความลำเอียงและชีวิตและโลกที่ก่อให้เกิดความรู้ต่อไปได้ เป็นความลำเอียงที่มีประโยชน์ ทำให้เกิดความหมายอย่างไม่มีที่สิ้นสุด กาดาเมอร์ต่อยอดแนวคิดของไฮเดกเกอร์ด้วยประโยคว่า “การเข้าใจคือการตีความ”(understanding was hermeneutical)โดยเขาสรุปหลักการตีความไว้ในหนังสือ ความจริงและวิธีการ(Truth and Method) ไว้ ๓ ประการ คือ
ประการแรก ความจริงที่ได้จากการตีความไม่ใช่อัตโนมติทั้งหมด เหมือนกับความงามในศิลปะไม่ได้เป็นอัตวิสัยล้วน กล่าวคือความเข้าใจที่ได้จากการอ่านตัวบทหรือคัมภีร์หรือตำราไม่ใช่เป็นเรื่องสรุปยอดความเข้าใจของตนเองฝ่ายเดียว ตรงกันข้ามตัวบทนั้นๆ มีอิทธิพลต่อความข้าใจของเรามากกว่า เรียกว่าหนังสืออ่านเราไม่ใช่เราอ่านหนังสือ หรือกีฬาเล่นเราไมใช่เราเล่นกีฬา เราเล่นไปตามกฎเกณฑ์ของกีฬานั้นๆ การชื่นชมศิลปะก็เหมือนกัน ความงามในศิลปะสะกดเราไม่ใช่เราหลงคิดเอาเองว่าศิลปะนั้นงาม ในข้อนี้กาดาเมอร์ สรุปว่า ความหมายของตัวบทสามารถตีความได้เกิดความตั้งใจของผู้แต่งตัวบทนั้น
ประการที่สอง ความเชื่อเดิมไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อความเข้าใจใหม่ ซึ่งไม่เห็นด้วยกับไฮเดกเกอร์ ซึ่งถือว่าความรู้ใหม่นั้นครึ่งหนึ่งเจอด้วยความเชื่อเดิม ความเชื่อเดิมในที่นี้หมายถึงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมทางความเชื่อหรือประเพณี (Tradition) ซึ่งเทียบได้กับเทวรูปของ ฟรานซิส เบคอน (Francis Bacon)[๒๒] ตัวอย่าง ชาวคริสต์โดยทั่วไปเมื่อเขาศึกษาหนังสือที่นักบุญออกัสตีน[๒๓]เป็นผู้แต่ สำหรับไฮเดกเกอร์ ความเข้าใจของชาวคริสต์นั้นครึ่งหนึ่งเป็นความเชื่อเดิมของเขา แต่ดากาเมอร์ถือว่า เขาสามารถเข้าใจหนังสือนั้นมากกว่าผู้แต่งเสียด้วยซ้ำ อีกตัวอย่างหนึ่ง ไฮเดกเกอร์ถือว่าถ้าชาวคริสต์ที่ศึกษาพุทธศาสนา ความเข้าใจพระพุทธศาสนาของเขาครึ่งหนึ่งจะผสมกับความเชื่อแบบคริสต์ แต่กาดาเมอร์ไม่เห็นด้วย เขาถือว่า ชาวคริสต์สามารถเข้าใจพระพุทธศาสนาได้เต็มที่เหมือนชาวพุทธตามทฤษฎีการหลอมละลายขอบฟ้าแห่งความรู้ (Fusion of Horizon) และทฤษฎีวิภาษวิธี (Dialectic)
ประการที่สาม กาดาเมอร์ กล่าวว่า “ความเป็นจริงที่เราสามารถเข้าใจได้คือภาษา”(Being that can be understood is language)ภาษาไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสื่อสารให้เราเข้าใจความเป็นจริงเท่านั้นแต่ภาษาคือความเป็นจริง คำว่าภาษาในที่นี้มีความหมายรวมไปถึงภาษาเขียนด้วย กาดาเมอร์จึงกล่าวว่า “การเข้าใจยึดโยงอยู่กับภาษาศาสตร์” กล่าวคือสรรพสิ่งมีโครงสร้างทางสภาวะที่เป็นประจำหรือมีเอกลักษณ์ของมันเอง เราต้องเข้าใจภาษาหรือเอกลักษณ์นั้นจึงจะถือว่าความเข้าใจของเราถูกต้องตรงกับธรรมชาติของสิ่งนั้น ประเด็นที่ว่าภาษาเป็นได้ทั้งความจริงและเครื่องมือให้เข้าถึงความจริงทำให้แนวคิดการตีความของกาดาเมอร์เป็นทฤษฎีที่ประสานการตีความในฐานะเป็นทั้งวิทยาศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์ จัดได้ว่าเป็นศาสตร์แห่งการตีความถึงความเป็นศาสตร์สากลในทฤษฎีของกาดาเมอร์นี้ เจฟฟ์ มาลพาส (Jeff Malpas) ซึ่งเป็นผู้รู้เกี่ยวกับประวัติและผลงานของกาดาเมอร์เป็นอย่างดีคนหนึ่ง ได้สรุปว่า “ฐานความคิดด้านการตีความ” (Hermeneutical Foundations) ของกาดาเมอร์นั้น มีองค์ประกอบสำคัญ ๓ ประการ ได้แก่
๑) การเสวนา (Dialogue) และปัญญาเชิงปฏิบัติ (Phronesis)
๒) ภววิทยา (Ontology) และศาสตร์แห่งการตีความ (Hermeneutics)
๓) สุนทรียศาสตร์ (Aesthetics) และ “อัตวิสัยนิยม” (Subjectivism)[๒๔]
ทฤษฎีการตีความ : การหลอมละลายขอบฟ้าแห่งความรู้ (Theory of Fusion of Horizon) กาดาเมอร์พยายามแก้ปัญหาเรื่องขอบฟ้าของการตีความที่ดิลเทย์ได้ทิ้งไว้ โดยเสนอทฤษฎีหลอมละลายของขอบฟ้า ซึ่งสาระสำคัญว่าเรามีของฟ้าของเรา ประวัติศาสตร์แต่ละยุคแต่ละสมัยก็มีขอบฟ้าของตน ก่อให้เกิดวงกลมหรือวัฎจักรแห่งการตีความ(Hermeneutic circle)ซึ่งกิน ๒ ขอบฟ้าเมื่อเราอ่านตัวบทเขียนใดก็ตาม ตัวบทนั้นมีขอบเขตของมัน ผู้อ่านก็มีอบเขตของตน ขอบเขตของผู้อ่านเป็นความเข้าใจล่วงหน้า(Pre understanding) คือความเข้าใจทุนเดิมที่มีอยู่แล้วก่อนอ่านตัวบทเขียน ครั้นอ่านตัวบทเขียนใด ขอบเขตขอตัวบทนี้ก็จะผสมผสานเข้ากับความเข้าใจล่วงหน้า พร้อมที่จะกระตุ้นให้เกิดความเข้าใจของผู้อ่าน
ขอบฟ้าคือกระบวนทัศน์อันเกิดจากความเข้าใจล่วงหน้าหรือศรัทาที่เป็นทุนเดิมของตนเองสี่ประการดังที่ปรากฏในปรัชญาของเบคอนนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นขอบฟ้าของผู้เขียนหรือของผู้อ่าน สำหรับคัมภีร์ไบเบิ้ลชาวคริสต์เมื่อต้องการตีความยังเพิ่มขอบน้ำพระหฤทัยของพระเป็นเจ้าเข้ามาอีกขอบหนึ่งด้วย ชาวพุทธก็เช่นเดียวกัน เมื่อต้องการตีความตามหลักขอบฟ้าต้องเพิ่มหลักขอบฟ้าแห่งพระธรรมเข้ามาด้วย
ขอบฟ้าเป็นสิ่งที่เราต้องยอมรับและต้องใช้ในการเข้าใจและตีความ วิธีปรากฏการณ์เสนอวิธีทำให้ขอบฟ้าเป็นขอบฟ้าที่ไม่ลำเอียง โดยชักชวนและแนะวิธีให้เจ้าของขอบฟ้าวางใจเป็นกลางให้ได้มากที่สุด ส่วนที่ว่าจะทำอย่างไรและได้ผลอย่างไร เป็นเรื่องพึงติดตามต่อไป
การเข้าใจตัวบทและตีความตัวบทเขียนก็ดีหรือสร้างสรรค์ศิลปกรรมก็ดี เหมือนการเล่นเกม คือเกิด “เหตุการณ์เชิงภววิทยา”(Ontological event) ขึ้น คือผู้ตีความจะถูกดูดเข้าไปสู่ขอบของตัวบทและกลายเป็นส่วนหนึ่งของขอบนั้น กล่าวคือ จะมีการเปลี่ยนแปลและปรับกรอบของผู้ตีความ โดยรับเอาส่วนหนึ่งของมันมาขยายขอบของตนออกไป ยิ่งเป็นตัวบทคัมภีร์ซึ่งผู้ตีความมีศรัทธาด้วยแล้ว การถูกดูดเข้าเช่นนี้จะเพิ่มทวีคูณ
กาดาเมอร์ สรุปต่อความคิดของไฮเดกเกอร์ว่า วิธีตีความของไฮเดกเกอร์ มิได้เป็นพียงวิธีตีความเท่านั้น แต่ยังเป็นวิธีเสวนาระหว่างอดีต (บริบทที่เขียนข้อความ) กับปัจจุบัน(บริบทที่ตีความหมายข้อความ) ระหว่างบทเขียนตำรา(Text) กับผู้ตีความโดยแต่ละฝ่ายก็มีบริบทของตน และการตีความทำให้เกิดการผสมผสาน(fusion) ระหว่างบริบทหรือกรอบฟ้าขึ้น สื่อที่ทำให้เกิดการเสวนาเช่นนี้ก็คือ ภาษา ภาษาจึงมิเพียงเป็นเครื่องมือระบายความรู้สึกนึกคิดเท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งเก็บวัฒนธรรมและอดีต ภาษายังเป็นตัวพูดถึงอดีตและวัฒนธรรม ทำให้ผู้ใช้ภาษาอยู่ในกระแสแห่งประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม อย่างเช่น คัมภีร์ไบเบิ้ลย่อมเป็นสื่อเสวนาระหว่างพระเจ้ากับผู้อ่านในปัจจุบัน โดยบริบทของผู้เขียนเป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะให้เข้าใจน้ำพระทัยได้ลึกซึ้ง
วิภาษวิธี(Dialectic)[๒๕]กาดาเมอร์ไดรับอิทธิพลแนวคิดเรื่องวิภาษวิธีมาจากเพลโต้ และ เฮเกล[๒๖]เขาถือว่าวิภาษวิธีของเพลโตเชื่อมโยงกับการเสวนาได้ดี เขาเริ่มวิภาษวิธีแห่งการตีความด้วยหลัก ๓ อย่างคือ (๑) การเข้าใจ (Understanding) (๒)การอธิบายความ(Explanation)หรือการตีความ(Interpretation)หรือการแปลความ(Translation) และ(๓) การประยุกต์ใช้(Explication)ข้อสังเกตคือในขั้นทีสองคือการอธิบายความกินความรวมถึงการตีความและการแปลความอยู่ในขั้นนี้เบ็ดเสร็จ ตัวอย่างวิภาษวิธีสำหรับการอ่านหนังสือหรือตัวบทใดใด อันดับแรกเรามีความเข้าซึ่งเกิดจากความรู้เดิมด้วย และขั้นที่สองเราสามารถอธิบายขยายความการเข้าใจหนังสือนั้นหรือแปลความหมายหนังสือนั้นให้ได้ความหมายยิ่งขึ้นไปและอันดับที่สามเราสามารถนำความรู้ที่ได้จากทั้งสองขั้นตอนนั้นไปประยุกต์ใช้ในชีวิตเรา โดยกาดาเมอร์เปรียบเทียบให้เห็นลักษณะของการตีความกฎหมาย เมื่อนักกฎหมายหรือผู้พิพากษาอ่านตัวบทกฎหมายเขาจะเข้าใจว่ามาตรานี้หมายถึงอะไร และสามารถอธิบายขยายความตัวบทนั้นได้และเมื่อตีความจนเป็นที่เข้าใจแล้วเขาก็จะนำตัวบทกฎหมายนั้นไปใช้ในการตัดสินความหรือวินิจฉัยคดีความนั้นๆ
การเสวนา (Dialogue) กาดาเมอร์ ถือว่าการเข้าใจนำไปสู่การเสวนา ในทำนองเดียวกัน การแสวนากันนำไปสู่การเข้าใจกัน เหมือนสำนวนไทยว่า “มีปัญหาอะไรก็พูดกันให้เข้าใจ” ในการพูดจากันนั้นเมื่อทั้งสองฝ่ายเข้าใจกันพวกเขาย่อมมีจุดยืนร่วมกัน จากเดิมทั้งสองฝ่ายอาจมีจุดยืนต่างกัน ดังนั้นทฤษฎีการตีความแบบหลอมละลายขอบฟ้าแห่งความรู้จึงนำไปสู่การเสวนาที่ก่อให้เกิดความรู้ใหม่ที่มากไปกว่าเดิมได้ โดยนัยนี้กาดาเมอร์จึงถือว่าผู้อ่านหนังสือย่อมมีความเข้าใจความหมายได้มากกว่าผู้แต่งหนังสือเสียด้วยซ้ำ
อิทธิพลแนวคิด
แนวคิดของกาดาเมอร์มีอิทธิพลต่อการทำศาสนาสัมพันธ์ในปัจจุบันอย่างมาก กาดาเมอร์เป็นนักตีความคนแรกที่นำเสนอทฤษฎีการตีความเชิงปรัชญาและการประยุกต์ในทฤษฎีการตีความทางปรัชญาเพื่อประโยชน์ของศาสนาสัมพันธ์ เพื่อแก้ปัญหาข้อขัดแย้งทางศาสนาซึ่ง ยอร์จ แมคลีนแห่งมหาวิทยาลัยคาทอลิกแห่งอเมริกานำไปประยุกต์ในการทำศาสนสัมพันธ์ระหว่างศาสนา
วันวิสาขบูชา วันประสูติ ตรัสรู้และปรินิพพาน
วันวิสาขบูชา หมายถึง การบูชาในวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้า ๓ ประการ คือ เป็นวันประสูติ ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า และปรินิพพาน
ความหมาย คำว่า "วิสาขบูชา" หมายถึงการบูชาในวันเพ็ญเดือน ๖ วิสาขบูชา ย่อมาจาก " วิสาขบุรณมีบูชา " แปลว่า " การบูชาในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ " ถ้าปีใดมีอธิกมาส คือ มีเดือน ๘ สองหน ก็เลื่อนไปเป็นกลางเดือน ๗ คำว่า วิสาขบูชาเป็นชื่อของพิธีบูชาและการทำบุญในพระพุทธศาสนาที่ปรารภ วันประสูติ ตรัสรู้และวันปรินิพพานของพระพุทธเจ้า[๒๗]
ความสำคัญ วันวิสาขบูชา เป็นวันสำคัญยิ่งทางพระพุทธศาสนา เพราะเป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ คือเกิด ได้ตรัสรู้ คือสำเร็จ ได้ปรินิพพาน คือ ดับ เกิดขึ้นตรงกันทั้ง ๓ คราวคือ
๑. เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะ ประสูติ ที่พระราชอุทยานลุมพินีวัน ระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์กับเทวทหะ เมื่อเช้าวันศุกร์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีจอ ก่อนพุทธศักราช ๘๐ ปี
๒. เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะตรัสรู้ เป็นพระพุทธเจ้าเมื่อพระชนมายุ ๓๕ พรรษา ณ ใต้ร่มไม้ศรีมหาโพธิ์ ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ในตอนเช้ามืดวันพุธ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีระกา ก่อนพุทธศักราช ๔๕ ปี หลังจากออกผนวชได้ ๖ ปี ปัจจุบันสถานที่ตรัสรู้แห่งนี้เรียกว่า พุทธคยา เป็นตำบลหนึ่งของเมืองคยา แห่งรัฐพิหารของอินเดีย
๓. หลังจากตรัสรู้แล้ว ได้ประกาศพระศาสนา และโปรดเวไนยสัตว์ ๔๕ ปี พระชนมายุได้ ๘๐ พรรษา ก็เสด็จดับขันธปรินิพพาน เมื่อวันอังคาร ขึ้น ๑๖ ค่ำ เดือน ๖ ปีมะเส็ง ณ สาลวโนทยาน ของมัลลกษัตริย์ เมืองกุสินารา แคว้นมัลละ (ปัจจุบันอยู่ในเมือง กุสีนคระ) แคว้นอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย[๒๘]
วันวิสาขบูชา หรือ วิศาขบูชา (บาลี: วิสาขปูชา; อังกฤษ: Vesak) เป็น "วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาสากล" ของชาวพุทธทุกนิกายทั่วโลก, วันหยุดราชการ ในหลายประเทศ และ วันสำคัญของโลก ตามมติเอกฉันท์ของที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ชาวพุทธจึงถือว่าเป็นวันที่รวมเกิดเหตุการณ์อัศจรรย์ยิ่ง จึงเรียกการบูชาในวันนี้ว่า "วิสาขบูชา" ย่อมาจาก"วิสาขปูรณมีบูชา" แปลว่า "การบูชาในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ" อันเป็นเดือนที่สองตามปฏิทินของอินเดีย ซึ่งตรงกับวันเพ็ญเดือน ๖ ตามปฏิทินจันทรคติของไทย ซึ่งมักจะตรงกับเดือนพฤษภาคม หรือมิถุนายน โดยในประเทศไทย ถ้าในปีใดมีเดือน ๘ สองหน ก็เลื่อนไปทำในวันเพ็ญเดือน ๗ หลัง ตามปฏิทินจันทรคติของไทย ซึ่งประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาเถรวาทอื่นที่ไม่ได้ถือคติตามปฏิทินจันทรคติของไทย จะจัดพิธีวิสาขบูชาในวันเพ็ญเดือน ๖ แม้ในปีนั้นจะมีเดือน ๘ สองหนตามปฏิทินจันทรคติไทยก็ตาม และในกลุ่มชาวพุทธมหายานบางนิกาย ที่นับถือว่าเหตุการณ์ทั้ง ๓ นั้น เกิดในวันต่างกันไป จะมีการจัดพิธีวิสาขบูชาต่างวันกันตามความเชื่อในนิกายของตน ๆ ซึ่งจะไม่ตรงกับวันวิสาขบูชาตามปฏิทินของชาวพุทธเถรวาท
วันวิสาขบูชานั้น ได้รับการยกย่องจากพุทธศาสนิกชนทั่วโลกให้เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาสากล เนื่องจากเป็นวันที่บังเกิดเหตุการณ์สำคัญ ๓ เหตุการณ์ ที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธเจ้าและจุดเริ่มต้นของศาสนาพุทธ ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดได้เกิดขึ้นเมื่อ ๒,๕๐๐ กว่าปีก่อน ณ ดินแดนที่เรียกว่าชมพูทวีปในสมัยพุทธกาล โดยเหตุการณ์แรก เมื่อ ๘๐ ปี ก่อนพุทธศักราช เป็น "วันประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ" ณ ใต้ร่มสาละพฤกษ์ ในพระราชอุทยานลุมพินีวัน (อยู่ในเขตประเทศเนปาลในปัจจุบัน) และเหตุการณ์ต่อมา เมื่อ ๔๕ ปี ก่อนพุทธศักราช เป็น "วันที่เจ้าชายสิทธัตถะได้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า" ณ ใต้ร่มโพธิ์พฤกษ์ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม (อยู่ในเขตประเทศอินเดียในปัจจุบัน) และเหตุการณ์สุดท้าย เมื่อ ๑ ปี ก่อนพุทธศักราช เป็น "วันเสด็จดับขันธปรินิพพานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า" ณ ใต้ร่มสาละพฤกษ์ ในสาลวโนทยาน พระราชอุทยานของเจ้ามัลละ เมืองกุสินารา (อยู่ในเขตประเทศอินเดียในปัจจุบัน) โดยเหตุการณ์ทั้งหมดล้วนเกิดตรงกับวันเพ็ญเดือน ๖ หรือเดือนวิสาขะนี้ทั้งสิ้น ชาวพุทธจึงนับถือว่าวันเพ็ญเดือน ๖ นี้ เป็นวันที่รวมวันคล้ายวันเกิดเหตุการณ์สำคัญ ๆ ของพระพุทธเจ้าไว้มากที่สุด และได้นิยมประกอบพิธีบำเพ็ญบุญกุศลและประกอบพิธีพุทธบูชาต่าง ๆ เพื่อเป็นการถวายสักการะรำลึกถึงแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสืบมาจนปัจจุบัน
วิสาขบูชา มีการนับถือปฏิบัติกันในหลายประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาทั้งมหายานและเถรวาททุกนิกายมาช้านานแล้ว ในบางประเทศเรียกพิธีนี้ว่า "พุทธชยันตี" (Buddha Jayanti) เช่นใน อินเดีย และศรีลังกา ในปัจจุบันมีหลายประเทศที่ยกย่องให้วันวิสาขบูชาเป็นวันหยุดราชการ เช่น ประเทศอินเดีย, ประเทศไทย, ประเทศพม่า, ประเทศศรีลังกา, สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย เป็นต้น (ส่วนใหญ่เป็นประเทศที่มีสัดส่วนประชากรที่นับถือพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทมากที่สุด) ในฝ่ายของประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาเถรวาทในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ได้รับคติการปฏิบัติบูชาในวันวิสาขบูชามาจากลังกา (ประเทศศรีลังกา) ในประเทศไทยปรากฏหลักฐานว่ามีการจัดพิธี วิสาขบูชา มาตั้งแต่สมัยสุโขทัย
วันวิสาขบูชา ถือได้ว่าเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาสากล เพราะชาวพุทธทุกนิกายจะพร้อมใจกันจัดพิธีพุทธบูชาในวันนี้พร้อมกันทั่วทั้งโลก[4] (ซึ่งไม่เหมือนวันมาฆบูชา และวันอาสาฬหบูชา ที่เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่นิยมนับถือกันเฉพาะในประเทศไทย, ลาว, และกัมพูชา) และด้วยเหตุนี้ ประชุมใหญ่สมัชชาสหประชาชาติจึงยกย่องให้วันวิสาขบูชาเป็น "วันสำคัญสากลนานาชาติ (International Day)" หรือ "วันสำคัญของโลก" ตามคำประกาศของที่ประชุมใหญ่สมัชชาสหประชาชาติ ครั้งที่ ๕๔ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๔๒
ปัจจุบัน ประเทศไทยได้ประกาศให้วันวิสาขบูชาเป็นวันหยุดราชการ โดยพุทธศาสนิกชนทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ พระสงฆ์ และประชาชน จะมีการประกอบพิธีต่าง ๆ เช่น การตักบาตร การฟังพระธรรมเทศนา การเวียนเทียน เป็นต้น เพื่อเป็นการบูชารำลึกถึงพระรัตนตรัยและเหตุการณ์สำคัญ 3 เหตุการณ์ดังกล่าว ที่ถือได้ว่าเป็นวันคล้ายวันที่ "ประสูติ" ของเจ้าชายสิทธัตถะ ผู้ซึ่งต่อมาได้ "ตรัสรู้" เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงกอปรไปด้วย "พระบริสุทธิคุณ", "พระปัญญาคุณ" ผู้ซึ่งได้ทรงสั่งสอนประกาศพระสัจธรรม คือความจริงของโลกแก่พหูชนทั้งปวงโดย "พระมหากรุณาธิคุณ" จวบจนทรง "เสด็จดับขันธปรินิพพาน" ในวาระสุดท้าย ซึ่งทั้งสามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสืบเนื่องในวันเพ็ญเดือน ๖ ทั้งสิ้นนี้ ทำให้พระพุทธศาสนาได้บังเกิดและสืบต่อมาอย่างมั่นคงจนถึงปัจจุบัน[๒๙]
ประวัติความเป็นมาของวันวิสาขบูชาในประเทศไทย
วันวิสาขบูชานี้ ปรากฏตามหลักฐานว่า ได้มีมาตั้งแต่ครั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ซึ่งสันนิษฐานว่า คงจะได้แบบอย่าง มาจากลังกา กล่าวคือ เมื่อประมาณ พ.ศ. ๔๒๐ พระเจ้าภาติกุราช กษัตริย์แห่งกรุงลังกา ได้ประกอบพิธีวิสาขบูชาอย่าง มโหฬาร เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา กษัตริย์ลังกาในรัชกาลต่อ ๆ มา ก็ทรงดำเนินรอยตาม แม้ปัจจุบันก็ยังถือปฏิบัติอยู่
สมัยสุโขทัยนั้น ประเทศไทยกับประเทศลังกามีความสัมพันธ์ด้านพระพุทธศาสนาใกล้ชิดกันมากเพราะพระสงฆ์ชาวลังกา ได้เดินทางเข้ามาเผยแพร่พระพุทธศาสนา และเชื่อว่าได้นำการประกอบพิธีวิสาขบูชามาปฏิบัติในประเทศไทยด้วย
ในหนังสือนางนพมาศได้กล่าวบรรยากาศการประกอบพิธีวิสาขบูชาสมัยสุโขทัยไว้ พอสรุปใจความได้ว่า " เมื่อถึงวันวิสาขบูชา พระเจ้าแผ่นดิน ข้าราชบริพาร ทั้งฝ่ายหน้า และฝ่ายใน ตลอดทั้งประชาชนชาวสุโขทัยทั่วทุก หมู่บ้านทุกตำบล ต่างช่วยกันทำความสะอาด ประดับตกแต่งพระนครสุโขทัยเป็นการพิเศษ ด้วยดอกไม้ของหอม จุดประทีปโคมไฟแลดูสว่างไสวไปทั่วพระนคร เป็นการอุทิศบูชาพระรัตนตรัย เป็นเวลา ๓ วัน ๓ คืน พระมหากษัตริย์ และบรมวงศานุวงศ์ ก็ทรงศีล และทรงบำเพ็ญพระราชกุศลต่างๆ ครั้นตกเวลาเย็น ก็เสด็จพระราช ดำเนิน พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ และนางสนองพระโอษฐ์ตลอดจนข้าราชการทั้งฝ่ายหน้า และฝ่ายใน ไปยังพระ อารามหลวง เพื่อทรงเวียนเทียนรอบพระประธาน
ส่วนชาวสุโขทัยชวนกันรักษาศีล ฟังธรรมเทศนา ถวายสลากภัต ถวายสังฆทาน ถวายอาหารบิณฑบาต แด่พระภิกษุ สามเณรบริจาคทรัพย์แจกเป็นทานแก่คนยากจน คนกำพร้า คนอนาถา คนแก่ คนพิการ บางพวกก็ชวนกันสละทรัพย์ ปล่อยสัตว์ ๔ เท้า ๒ เท้า และเต่า ปลา เพื่อชีวิตสัตว์ให้เป็นอิสระ โดยเชื่อว่าจะทำให้คนอายุ ยืนยาวต่อไป"
ในสมัยอยุธยา สมัยธนบุรี และสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ด้วยอำนาจอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์ เข้าครอบงำประชาชนคนไทย และมีอิทธิพลสูงกว่าอำนาจของพระพุทธศาสนา จึงไม่ปรากฏหลักฐานว่า ได้มีการประกอบพิธีบูชาในวันวิสาขบูชา จนมาถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยรัชกาลที่ ๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (พ.ศ. ๒๓๖๐) ทรงดำริกับ สมเด็จพระสังฆราช (มี) สำนักวัดราชบูรณะ มีพระราชประสงค์จะให้ฟื้นฟู การประกอบพระราชพิธีวันวิสาขบูชาขึ้นใหม่ โดย สมเด็จพระสังฆราช ถวายพระพรให้ทรงทำขึ้น เป็นครั้งแรกในวันขึ้น ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ และวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๖ พ.ศ. ๒๓๖๐ และให้จัดทำตามแบบอย่างประเพณีเดิมทุกประการ เพื่อมีพระประสงค์ให้ประชาชนประกอบการบุญการกุศล เป็นหนทางเจริญอายุ และอยู่เย็นเป็นสุขปราศจากทุกข์โศกโรคภัย และอุปัทวันตรายต่างๆ โดยทั่วหน้ากัน
ฉะนั้น การประกอบพิธีในวันวิสาขบูชาในประเทศไทย จึงได้รื้อฟื้นให้มีขึ้นอีกครั้งหนึ่งในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ และถือปฏิบัติมาจวบจนกระทั่งปัจจุบัน
การจัดงานเฉลิมฉลองในวันวิสาขบูชาที่ยิ่งใหญ่กว่าทุกยุคทุกสมัย คงได้แก่การจัดงานเฉลิมฉลอง วันวิสาขบูชา พ.ศ.๒๕๐๐ ซึ่งทางราชการเรียกว่างาน " ฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษ " ตั้งแต่วันที่ ๑๒ ถึง ๑๘ พฤษภาคม รวม ๗ วัน ได้จัดงานส่วนใหญ่ขึ้นที่ท้องสนามหลวง ส่วนสถานที่ราชการ และวัดอารามต่างๆ ประดับธงทิวและโคมไฟสว่างไสวไปทั่วพระ ราชอาณาจักร ประชาชนถือศีล ๕ หรือศีล ๘ ตามศรัทธาตลอดเวลา ๗ วัน มีการอุปสมบทพระภิกษุสงฆ์รวม ๒๕,๐๐๐ รูป ประชาชน งดการฆ่าสัตว์ และงดการดื่มสุรา ตั้งแต่วันที่ ๑๒ ถึง ๑๔ พฤษภาคม รวม ๓ วัน มีการก่อสร้าง พุทธมณฑล จัดภัตตาหาร เลี้ยงพระภิกษุสงฆ์วันละ ๒๕,๐๐๐ รูป ตั้งโรงทานเลี้ยงอาหารแก่ประชาชน วันละ ๒๐๐,๐๐๐ คน เป็นเวลา ๓ วัน ออกกฎหมาย สงวนสัตว์ป่าในบริเวณนั้น รวมถึงการฆ่าสัตว์ และจับสัตว์ในบริเวณวัด และหน้าวัดด้วย และได้มีการปฏิบัติธรรมอันยิ่งใหญ่ อย่างพร้อมเพรียงกัน เป็นกรณีพิเศษ ในวันวิสาขบูชาปีนั้นด้วย[๓๐]
กิจกรรมที่พุทธศาสนิกชนพึงปฏิบัติในวันวิสาขบูชา
ในวันวิสาขบูชานี้ ถือเป็นวันสำคัญยิ่งที่ชาวพุทธทั่วโลกจะมารวมกันจัดพิธีทำบุญใหญ่หรือจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อบำเพ็ญกุศลระลึกถึงพระพุทธเจ้า ซึ่งในฐานะที่วันวิสาขบูชาได้รับการยกย่องให้เป็นวันสำคัญสากลของโลก เมื่อถึงวันวิสาขบูชา องค์การสหประชาชาติจะมีการจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อรำลึกถึงพระพุทธเจ้าด้วย เช่น สำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติ มหานครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา จะมีการอัญเชิญพระเจดีย์วิสาขบูชานุสรณ์ สกลโลกประกาศบูชาวันวิสาขะ (ภายในประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ) ซึ่งประดิษฐานอยู่ ณ สำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติเป็นการถาวร มาประดิษฐานให้ประชาชนสักการบูชา เป็นต้น
สำหรับในประเทศไทย นอกจากพุทธศาสนิกชนจะเข้าวัดบำเพ็ญบุญกุศลถือศีลฟังธรรมแล้ว ยังนิยมปล่อยนกปล่อยปลา และเวียนเทียนรอบพระอุโบสถในตอนค่ำเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาด้วย
วันวิสาขบูชา พุทธศาสนิกชนชาวไทยนิยมทำบุญตักบาตรในตอนเช้า และตลอดวันจะมีการบำเพ็ญบุญกุศลความดีอื่น ๆ เช่น ตั้งใจรักษาศีล ๕ ศีล ๘ งดเว้นการทำบาปทั้งปวง ทำบุญถวายสังฆทาน ให้อิสระทาน (ปล่อยนกปล่อยปลา) ฟังพระธรรมเทศนา และไปเวียนเทียนรอบโบสถ์ในเวลาเย็น
โดยก่อนทำการเวียนเทียนพุทธศาสนิกชนควรร่วมกันกล่าวคำสวดมนต์และคำบูชาในวัน วิสาขบูชา โดยปกติตามวัดต่าง ๆ จะจัดให้มีการทำวัตรสวดมนต์ก่อนทำการเวียนเทียน ซึ่งส่วนใหญ่นิยมทำการเวียนเทียนอย่างเป็นทางการ (โดยมีพระภิกษุสงฆ์นำเวียนเทียน) ในเวลาประมาณ ๒๐นาฬิกา โดยบทสวดมนต์ที่พระสงฆ์นิยมสวดในวันวิสาขบูชา ก่อนทำการเวียนเทียนนิยมสวด (ทั้งบาลีและคำแปล) ตามลำดับดังนี้
๑.บทบูชาพระรัตนตรัย (บทสวดบาลีที่ขึ้นต้นด้วย:อรหัง สัมมา ฯลฯ)
๒.บทนมัสการนอบน้อมบูชาพระพุทธเจ้า (นะโม ฯลฯ ๓ จบ)
๓.บทสรรเสริญพระพุทธคุณ (บทสวดบาลีที่ขึ้นต้นด้วย:อิติปิโส ฯลฯ)
๔.บทสรรเสริญพระพุทธคุณ สวดทำนองสรภัญญะ (บทสวดสรภัญญะที่ขึ้นต้นด้วย:องค์ใดพระสัมพุทธ ฯลฯ)
๕.บทสรรเสริญพระธรรมคุณ (บทสวดบาลีที่ขึ้นต้นด้วย:สวากขาโต ฯลฯ)
๖.บทสรรเสริญพระธรรมคุณ สวดทำนองสรภัญญะ (บทสวดสรภัญญะที่ขึ้นต้นด้วย:ธรรมมะคือ คุณากร ฯลฯ)
๗.บทสรรเสริญพระสังฆคุณ (บทสวดบาลีที่ขึ้นต้นด้วย:สุปฏิปันโน ฯลฯ)
๘.บทสรรเสริญพระสังฆคุณ สวดทำนองสรภัญญะ (บทสวดสรภัญญะที่ขึ้นต้นด้วย:สงฆ์ใดสาวกศาสดา ฯลฯ)
๙.บทสวดบูชาเนื่องในวันวิสาขบูชา (บทสวดบาลีที่ขึ้นต้นด้วย:ยะมัมหะ โข ฯลฯ)
จากนั้นจุดธูปเทียนและถือดอกไม้เป็นเครื่องสักการะบูชาในมือ แล้วเดินเวียนรอบปูชนียสถาน ๓ รอบ โดยขณะที่เดินนั้นพึงตั้งจิตให้สงบ พร้อมสวดระลึกถึงพระพุทธคุณ ด้วยการสวดบท อิติปิโส (รอบที่หนึ่ง) ระลึกถึงพระธรรมคุณ ด้วยการสวดสวากขาโต (รอบที่สอง) และระลึกถึงพระสังฆคุณ ด้วยการสวดสุปะฏิปันโน (รอบที่สาม) จนกว่าจะเวียนจบ ๓ รอบ จากนั้นนำธูปเทียนดอกไม้ไปบูชาตามปูชนียสถานจึงเป็นอันเสร็จพิธี
การตีความวันวิสาขบูชา วันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน บทพิเคราะห์การเข้าถึงความจริงของคัมภีร์และเรื่องราว
วันวิสาขบูชาเป็นวันคล้ายวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธเจ้า บทพิสูจน์ความจริงที่ว่า ความจำเป็นอย่างไรกับการตีความตัวบทในวันสำคัญดังกล่าวนี้อย่างไร ผู้เขียนเห็นว่า วันประสูติ ตรัสรู้และปรินิพพาน ทั้ง ๓ ประการนี้ ไม่เว้นแม้แต่การเดิน ๗ ก้าวนั้นจะตีความอย่างไร หรือควรจะเชื่ออย่างไร ถ้าหากปราศจาก “ศรัทธา” ที่จะเชื่อล่วงหน้าไว้ก่อนแล้ว
ทฤษฎีการตีความ : การหลอมละลายขอบฟ้าแห่งความรู้ (Theory of Fusion of Horizon) ของกาดาเมอร์ที่ให้ความสำคัญว่า แต่ละคนมีขอบฟ้าของตัวเองแต่ละคนก็ตีความไปตามความรู้ ความเข้าใจของแต่ละคน ดากาเมอร์สะท้อนให้เห็นว่า ประวัติศาสตร์แต่ละยุคแต่ละสมัยก็มีขอบฟ้าของตน ที่เรียกว่า “วัฎจักรแห่งการตีความ (Hermeneutic circle)” ซึ่งบ้างครั้ง เกิน ๒ ขอบฟ้าเมื่อเราอ่านตัวบทเขียนใดก็ตาม ตัวบทนั้นมีขอบเขตของมัน ผู้อ่านก็มีขอบเขตของตน ขอบเขตของผู้อ่านเป็นความเข้าใจล่วงหน้า(Pre understanding) คือความเชื่อ ความเข้าใจทุนเดิมที่มีอยู่แล้วก่อนอ่านตัวบทเขียน ครั้นอ่านตัวบทเขียนใด ขอบเขตขอตัวบทนี้ก็จะผสมผสานเข้ากับความเข้าใจล่วงหน้า พร้อมที่จะกระตุ้นให้เกิดความเข้าใจของผู้อ่าน คือขอบฟ้าที่เป็นศรัทธาอยู่ก่อนแล้วในวันวิสาขบูชา ใครจะมากล่าวว่า “วันวิสาขบูชา” เหตุการณ์ทั้ง ๓ เหตุการณ์นั้นมิได้เกิดมีอยู่จริงเป็นเพียงการตบแต่ง แต่งเสริมมีขึ้นมาเพื่อเป็นการยกย่องศาสดาของตนว่าเป็นผู้วิเศษ กว่าผู้อื่นเท่านั้น มิได้มีลักษณะกายภาพ รูปลักษณ์ ให้สัมผัส ๕ ได้ เป็นเพียงผู้ที่มีขอบฟ้า คือความเข้าใจล่วงหน้า (Preunderstanding) ก็จะปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง ยิ่งกับผู้ที่ถูกดูดเข้าในสู่เกมของภาษาคือ ติดในข้อเท็จจริงของตัวบท อักษร หรือภาษาด้วยแล้วก็ก่อให้เกิดความศรัทธาอย่างแน่นเฟ้นได้ว่าเป็นจริงตามบริบทของอักษร
ลุดวิก วิตเกนสไตน์ (Ludwig Wittgenstien1889 – 19510 A.D.)[๓๑]ได้เปรียบเทียบกระบวนการการทำหน้าที่ของภาษาว่าเป็นเหมือนกับเกม หรือเรียกว่า “เกมภาษา” การใช้ภาษาเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการมีความเข้าใจร่วมกันในกฎเกณฑ์หนึ่งๆ ในการที่จะกำหนดว่าการทำหน้าที่ของคำในสถานการณ์นั้นๆ มีความหมายว่าอย่างไร การเข้าใจคำๆ หนึ่งร่วมกันจึงจะสามารถทำให้การติดต่อสื่อสารระหว่างกันเป็นไปได้ แต่กฎเกณฑ์ดังกล่าวนี้ไม่ได้เป็นสิ่งตายตัวซึ่งจะเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ กฎเกณฑ์ดังกล่าวเป็นเหมือนกับกติกาของการเล่นเกมต่างๆ คำทุกคำจึงมีความหมายเช่นเดียวกันภายใต้เกมที่มีความหลากหลายและมีความแตกต่างกัน คำๆเดียวกันหากอยู่ในเกมภาษาหรือบริบทแวดล้อมที่แตกต่างกันก็อาจจะมีความหมายที่ต่างกันได้ เช่น อาจจะขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนพูด มีน้ำเสียง, สีหน้า อย่างไร หรือเป็นการพูดในโอกาสอะไร เช่น ข้อความที่ นาย ก. ชม นาย ข. ว่า “นาย ข. เป็นคนดี” ในบางสถานการณ์ข้อความดังกล่าวอาจไม่ได้มีความหมายว่า นายก.ต้องการยกย่องว่า นาย ข. เป็นคนดีจริงๆ แต่อาจจะมีความหมายของการประชด หรือล้อเลียนการกระทำของ นาย ข. ก็ได้ การเข้าใจความหมายของภาษาจึงเป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับบริบทที่แวดล้อมการใช้คำๆ นั้นอย่างแยกไม่ออก เช่นเดียวกับสถานการณ์ในการใช้ภาษาที่มีอยู่อย่างหลากหลาย เกมภาษาก็เป็นสิ่งที่มีอยู่เป็นจำนวนมากเช่นกัน หรืออาจกล่าวได้ว่ามีความหลากหลายเป็นไปตามบริบทของชีวิต (Context of life) ของมนุษย์ หรือดังที่วิตเกนสไตน์เรียกว่าเป็น “แบบของชีวิต” (Form of life) ที่อาจจะมีความหมายถึงบริบทของวัฒนธรรม, การเมือง, การศึกษา ฯลฯ ทั้งหมดที่แวดล้อมชีวิตมนุษย์[๓๒]
ผู้เขียนเห็นว่า ความเข้าใจล่วงหน้า(Pre understanding ) ของกาดาเมอร์ที่เน้นศรัทธาว่าเป็นขอบฟ้าที่ทำให้เกิดการตีความเพื่อการรักษาข้อเท็จจริงในคัมภีร์ (Text) แต่จะอย่างไรก็ตาม ขอบฟ้าดังกล่าว เมื่อพิจารณาตามขอบฟ้าดังกล่าวแล้วก็ไม่สามารถชี้ให้เห็นว่าจะไม่เป็นเท็จได้อย่างไร ซึ่งคงไม่มีมาตรวัดใดวัดความเที่ยงตรงหรือถูกต้องได้มากน้อย เพราะแต่ละคนก็มีขอบฟ้าของตนล่วงหน้าอยู่ก่อนแล้ว การตีความว่าวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน เป็นวันเดียวกันได้นั้นก็เป็นสิ่งที่ถูกได้ แต่ในขณะเดียวกันก็ปรากฏว่าในบางประเทศ อย่างเช่น ศรีลังกา หรือพม่าก็มิได้ถือว่า วันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน เป็นวันเดียวกัน หรือการนับวันปีที่ต่างกันออกไปก่อนปรินิพพานบ้างหรือหลังพุทธปรินิพพาน ๑ ปีก็ตาม แต่เป็นการยืนยันว่า เป็นขึ้นวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๖ เหมือนกัน เพียงแต่การต่างช่วงระยะวันเวลาไปเท่านั้นบ้าง เป็นการชี้ให้เห็นว่าขอบฟ้าของแต่ละคนหรือนั้นอยู่ที่ว่า “ศรัทธา”หรือไม่ เป็นไปได้ว่า ความเข้าใจล่วงหน้า(Pre understanding ) ของกาดาเมอร์ มิได้คงความจริง (Trust) เป็นเพียงแต่การแปรเปลี่ยนหรือสัมพัทธ์(Relative) ไปกับบุคคล และบริบทอื่นไปด้วย หากเป็นเช่นนั้นที่กล่าวว่าความจริงแปรเปลี่ยนไปกับบุคคล สังคม ดากาเมอร์คงไม่เห็นด้วย ว่าเป็นเช่นนั้น ซึ่งวิตเกนสไตน์ ก็มีทัศนะไม่ได้แตกต่างกันว่า ภาษานั้นต้องการอาศัยบริบทแวดล้อมในการตีความเพราะภาษาย่อมมีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ดังที่วิตเกนสไตน์กล่าวว่า “ผมไม่ทราบว่าองค์ประกอบของความคิดมีรู้เพียงว่ามันต้องมีองค์ประกอบดังกล่าวซึ่งสอดคล้องกับคำพูดของภาษาอีกประเภทของความสัมพันธ์ขององค์ประกอบของความคิดและภาพของข้อเท็จจริงที่ไม่เกี่ยวข้องกัน มันจะเป็นเรื่องของจิตวิทยาในการค้นหา อย่างคำว่า Gedanke ประกอบด้วยอะไร แต่เกี่ยวกับจิตใจขององค์ประกอบที่มีการจัดเรียงเดียวกันเกี่ยวกับความเป็นจริงตามคำองค์ประกอบอะไรเหล่านั้นไม่ทราบ”[๓๓]
ดังนั้นการตีความจึงต้องพิจารณาดูถึงบริบทแวดล้อมต่างๆ ในส่วนนี้ดากาเมอร์ได้ชี้ให้เห็นว่า ความจริงและวิธีการ (Truth and Method) นั้นมิแปรเปลี่ยนไปตามผู้ตีความอย่างเลื่อนลอย คือ ประการแรก ความจริงที่ได้จากการตีความไม่ใช่อัตโนมติทั้งหมด คือความเข้าใจที่ได้จากการอ่านตัวบทหรือคัมภีร์หรือตำรา ไม่ใช่เป็นเรื่องสรุปยอดความเข้าใจของตนเองฝ่ายเดียว ตรงกันข้ามตัวบทนั้นๆ มีอิทธิพลต่อความข้าใจของเรามากกว่า คือตัวบททำให้เราเข้าเจ้าความจริง ประการที่สอง ความเชื่อเดิมไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อความเข้าใจใหม่ คือความเชื่อเดิมที่ปรากฏในคัมภีร์ยังคงเป็นสิ่งใหม่และให้ความจริงไม่แปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นหรือทำให้เป็นอย่างอื่นไปได้และประการที่สาม กาดาเมอร์ กล่าวว่า “ความเป็นจริงที่เราสามารถเข้าใจได้คือภาษาๆ ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสื่อสารให้เราเข้าใจความเป็นจริงเท่านั้น แต่ภาษาคือความเป็นจริง คือ “การเข้าใจยึดโยงอยู่กับภาษาศาสตร์”
จากแนวคิดของกาดาเมอร์ “ความจริงและวิธีการ (Truth and Method)” ผู้เขียนยังเห็นว่าแนวคิดเรื่องการตีความของพระพรหมคุณาภรณ์ นั้นมีความสอดคล้องกันมาก โดยท่านได้กล่าวไว้ว่าการตีความต้องมีแนวทาง ๒ ประการ คือ “๑) การตีความคือการเข้าใจความหมายของคำหรือภาษาที่ผู้พูดหรือผู้เขียนใช้และเข้าใจ ซึ่งประกอบด้วย ก) การเข้าใจศัพท์และไวยากรณ์ของภาษาที่ใช้ และ ข) ความหมายที่ได้จากการตีความจะต้องตรงกับความหมายของผู้พูดหรือผู้เขียน และ ๒) การตีความจะต้องไม่ขัดกับหลักการพื้นฐานของพระธรรมวินัย”
แนวคิดทั้งของกาดาเมอร์ และทั้งของพระพรหมคุณาภรณ์ การตีความต้องประกอบไปด้วยตัวผู้ตีความที่ต้องมีความเข้าใจดีในเรื่องของภาษาอย่างถ่องแท้ พร้อมทั้งการเข้าใจถึงเจตนารมณ์ของผู้บันทึกคัมภีร์หรือผู้เขียน บนพื้นฐานที่ยึดความถูกต้อง แต่ผู้เขียนยังไม่แน่ชัดว่าสุดท้ายแล้วจะเชื่ออย่างไรได้ว่าความแม่นยำที่จะกล่าวได้ว่าสิ่งนั้นถูกต้องหรือเป็นบรรทัดฐานได้อย่างแนบสนิทว่าเป็นกลลวง (Bad faith) หรืออย่างที่กล่าวได้ว่าไม่เป็นการหลอกตนเอง เมื่อพิจารณาในกรอบของกาดาเมอร์แล้วเห็นได้ว่าจะต้องทำการเสวนา (Dialogue) และปัญญาเชิงปฏิบัติ (Phronesis) เพื่อให้เห็นถึงมุมมองทัศนะในการวินิจฉัย ผู้เขียนเห็นว่าเจตนารมณ์ของกาดาเมอร์มุ่งมรรควิธีการแสวงหาจุดร่วม คือการพูดคุย แม้ว่าแต่ละคนจะมีขอบฟ้าของตนอยู่แล้วก็ตามมากน้อยเพียงใด แต่เมื่อมีการพูดคุย พบปะแม้แต่ละคนไม่สามารถหลอมละลายขอบฟ้าเป็นแผ่นเดียวกันได้ แต่ยังมีปรากฏการณ์ร่วมกันคือการแสวงหาและการไตร่ตรองถึงขอบฟ้าของผู้อื่นว่า เป็นอย่างไร กล่าวคือ ในเมื่อแต่ละคนมีขอบฟ้าของตนเองก็ไม่ควรที่จะไม่รับฟังหรืออยู่ร่วมกันไม่ได้เลย ในพระพุทธศาสนาจึงกล่าวไว้ว่า “วิสาสา ปรมา ญาตี”[๓๔] คือความคุ้นเคยอันเกิดจากการไปมาหาสู่ พบปะพูดคุย หรือการสัมมนา เป็นต้น ย่อมทำให้เกิดการอยู่ร่วมกันได้ ความปรองดองอาจจะเกิดขึ้นแม้ขอบฟ้าของแต่ละคนต่างกันออกไป มากหรือน้อยก็ตาม
ในทัศนะของ กีรติ บุญเจือ อาจเห็นว่า การจะเข้าใจการตีความคัมภีร์ได้อย่างถ่องแท้นั้นสามารวินิจฉัยได้หลายแง่ คือการเข้าใจคัมภีร์ขึ้นอยู่กับการตีความคัมภีร์ของศาสนา มีวิธีที่นิยมกันอยู่ ๕ วิธีคือ “๑. ตีความโดยพยัญชนะ(Literary interpretation) ๒.ตีความโดยสัญลักษณ์(Symbolicalinterpretation) ๓. ตีความโดยอรรถ (Idiomatic interpretation) ๔.ตีความตามเหตุผล(Rationalinterpretation) ๕.ตีความตามประเภทวรรณกรรม(Literary-form interpretation)” แต่ผู้เขียนก็ยังเห็นว่ายังไม่ได้ชี้ชัดว่าการจะตีความนั้นน่าจะมีอย่างชัดเจนคือไม่เป็นสอง สาม หรือสี่ หลากหลายวิธีการ หรือองค์ประกอบ อาจเป็นได้ว่า การตีความก็ยังไม่พ้น ที่ดากาเมอร์กล่าวสุนทรียศาสตร์ (Aesthetics) และ “อัตวิสัยนิยม” (Subjectivism) เป็นของบุคคลแต่ละคน
พุทธทาสภิกขุได้กล่าวไว้ว่า “คำพูดคำหนึ่งมีความหมายหลายชั้นและถือเอาความไม่ตรงกันทุกคนไปทั้งนี้แล้วแต่ภูมิชั้นแห่งปัญญาหรือการศึกษาของเขา”[๓๕]ทัศนะของพุทธทาสภิกขุเป็นการสะท้อนให้เห็นเป็นอย่างเดียวได้ว่า การตีความหรือการเข้าถึงความจริงที่ถ่องแท้ก็ต้องขึ้นอยู่กับปัญญาของแต่ละคน แสดงว่าหากการตีความไม่ตรงหรือ ไม่เป็นจริง ก็ย่อมไม่ผิด เพราะปัญญา หรือภูมิรู้ภูมิธรรมของผู้ตีความมีมากน้อยแค่นั้น ความถูกผิดก็ไม่มี พุทธทาสภิกขุได้กล่าวอีกว่า “สิ่งที่เรียกว่าความจริงนั้นคือ สิ่งที่ปรากฏอยู่แก่ใจ เท่าที่เรารู้หรือสัมผัสได้ พร้อมทั้งส่วนที่เป็นเหตุ และส่วนที่เป็นผล”[๓๖] ในทัศนะของพุทธทาสภิกขุ การวัดความจริงที่สอดคล้องกับความจริง (Truth) ไม่ใช้ข้อเท็จจริง (Fact) ด้วยผัสสะ (Sensations)[๓๗] หรือเป็นจริง (Reality) ด้วยอารมณ์ที่เป็นไปตามสัญชาตญาณ แต่ต้องวัดกันด้วยความรู้สึกที่เรียกว่า ความสูงขึ้นด้วยจิตใจหรือจิตวิญญาณ(ปัญญา)เท่านั้น สิ่งที่สามารถวัดหรือแยกแยะความถูกต้องได้ จึงต้องอาศัยการทำลายกำแพงความไม่รู้นั้นก็คือการทำลายอวิชชา โดยการฝึกฝนอบรม ที่เรียกว่า “อานาปานสติ คือการฝึกสติ”[๓๘] เพื่อการอยู่เหนืออารมณ์ความรู้สึกทั้งปวง สลัดเสียซึ่งความยึดมั่น ว่าเป็น “เรา” เป็น “ของเรา” จึงจะสามารถรับรู้สิ่งต่างๆ ได้ตามความเป็นจริง หรือธรรมดาตามที่มัน(สิ่งนั้น)เป็น หรือเป็นอยู่ของมันโดยปราศจากการไปผูกพันยึด อันก่อให้เกิดความหลงผิด ที่ไม่สอดคล้องกับความจริงในทัศนะของพุทธศาสนาซึ่งอาจสรุปได้ คือ (ก) เป็นความจริงที่เกี่ยวกับโลกของการรับรู้ของมนุษย์โลกของประสบการณ์ ไม่ใช่ความจริงสัมบูรณ์ (Absolute)[๓๙] เกี่ยวกับโลกภายนอกที่มีอยู่เป็นอิสระจากมนุษย์ ไม่ใช่ความจริงในลักกษณะของ “สิ่งที่มีอยู่ในตัวเอง”(Noumena)[๔๐] ของค้าน (Kant)[๔๑] หรือ “โลกแห่งมโนคติ” (World of Ideas)[๔๒] ของเพลโต้ (ข) เป็นความจริงที่แสดงถึงโครงสร้างพื้นฐานของการรบรู้ของมนุษย์ที่สัมพันธ์กับการเกิดทุกข์ และการดับทุกข์ (ค) เป็นความเป็นจริงที่มีอยู่ชั่วขณะ เกิด-ดับ และมีอยู่สืบต่อกันไปเป็นกระแสไม่ขาดสาย ยกเว้นนิพพาน (ง) เป็นความจริงที่มี “สภาวะ” หรือธรรมชาติของตัวเองในความหมายว่าเปลี่ยนแปลงไปตามแนวโน้มที่เป็นธรรมชาติในตัวเอง ยกเว้นนิพพาน (จ)เป็นความจริงที่มีอยู่เองตามธรรมชาติที่ยังไม่ถูกปรุงแต่งด้วยบัญญัติหรือไม่ขึ้นกับสมมติสัจจะ (ฉ)เป็นความจริงที่ไม่แยกจากกันได้ และสัมพันธ์กันภายใต้กฎของความเป็นสาเหตุ (ช) เป็นเนื้อแท้หรือสาระของสมมติสัจจะ แต่ไม่ใช่ในความหมายว่าเป็นตัวตนคงที่ (ฌ) เป็นความจริงที่ไม่ได้มีอยู่แบบตัวตนที่มีอยู่คงที่ ไม่เปลี่ยนแปลงในขณะที่สิ่งอื่นเปลี่ยน หรือเป็นเจ้าของคุณสมบัติหรือคุณสมบัติทั้งหลายมีอยู่ได้[๔๓]
พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส[๔๔]ได้กล่าวว่า “พระอรหันนั้นโดยสภาวธรรม พระอรหันต์ไม่มีความขัดแย้ง..เป็น.. “กิริยา” หรือ “การกระทำ” “คิด หรือมีมุมมองที่แตกต่างกันได้” “เป็นไปได้หรือไม่ว่าผู้ที่เข้าใจโลกแห่งปรมัตถ์ จะสามารถเข้าใจโลกแห่งสมมติได้ทั้งหมด” คัมภีร์มิลินทปัญหาว่า “การรู้สิ่งทั้งปวงนั้น ไม่ใช่วิสัยของพระอรหันต์ทั่วไป สิ่งที่พระอรหันต์ไม่รู้ก็มี เช่น นาม และโคตรแห่งสตรีบุรุษ เป็นต้น พระอรหันต์รู้ได้เฉพาะวิมุตติก็มี พระอรหันต์ชั้นอภิญญา ๖ ก็รู้เฉพาะในวิสัยของตน พระสัพพัญญูเท่านั้นจึงจะรู้หมด” โดยท่านวิเคราะห์ไว้ว่า จากคำพูดของพระนาคเสนพบว่า พระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นสัพพัญญูบุคคลเท่านั้นที่ทรงทราบ และเข้าใจโลกแห่งปรมัตถ์และโลกแห่งสมมติได้อย่างตลอดสาย ส่วนสาวกท่านอื่น ๆ ที่บรรลุพระอรหันต์มิได้หมายความว่าสามารถรู้ทั้งสองโลก ความจริงข้อนี้ทำให้พบคำตอบว่า “พระอรหันต์ไม่สามารถรับรู้เรื่องราวต่างในโลกนี้ได้ทั้งหมด” หรือจะกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ “พระอรหันต์มีข้อจำกัดในการรับรู้” ฉะนั้น “พระอรหันต์ก็ย่อมคิด หรือมีมุมมองที่แตกต่างกันได้” หลักฐานชิ้นสำคัญที่สามารถยืนยันความจริงข้อนี้ก็คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคราวทำสังคายนาครั้งที่ ๑” ในทัศนะของพระมหาหรรษา ธมฺมหาโส เห็นสอดคล้องกับพุทธทาสภิกขุที่มองว่า “เมื่อถึงที่สุดแล้ว เรียกว่าเป็นพระอรหันต์นั้นเสมอกันทั้งหมด ...แต่ไม่แตกต่างในระหว่างคุณสมบัติ...คือความพ้นทุกข์หรือวิมุตติสุข”[๔๕]ในอุปปาทาสูตร ว่าด้วยความเกิดขึ้นแห่งพระตถาคต[๔๖] พระพุทธองค์ตรัสไว้อย่างชัดเจนว่า
“ภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเกิดขึ้นก็ตาม ไม่เกิดขึ้นก็ตาม ธาตุนั้นคือความตั้งอยู่ตามธรรมดา ความเป็นไปตามธรรมดาก็คงตั้งอยู่อย่างนั้น ตถาคตรู้ บรรลุธาตุนั้นว่า “สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง”ครั้นรู้ บรรลุแล้วจึงบอก แสดง บัญญัติ กำหนดเปิดเผย จำแนก ทำให้ง่ายว่า “สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง” ตถาคตเกิดขึ้นก็ตาม ไม่เกิดขึ้นก็ตาม ธาตุนั้นคือความตั้งอยู่ตามธรรมดา ความเป็นไปตามธรรมดา ก็คงตั้งอยู่อย่างนั้น ตถาคตรู้ บรรลุธาตุนั้นว่า “สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์” ครั้นรู้ บรรลุแล้วจึงบอก แสดง บัญญัติ กำหนด เปิดเผย จำแนก ทำให้ง่ายว่า “สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์” ตถาคตเกิดขึ้นก็ตาม ไม่เกิดขึ้นก็ตาม ธาตุนั้นคือความตั้งอยู่ตามธรรมดาความเป็นไปตามธรรมดาก็คงตั้งอยู่อย่างนั้น ตถาคตรู้ บรรลุธาตุนั้นว่า “ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา” ครั้นรู้ บรรลุแล้วจึงบอก แสดง บัญญัติ กำหนด เปิดเผยจำแนก ทำให้ง่ายว่า “ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา”
จากข้อความในอุปปาทาสูตร ชี้ให้เห็นว่าความจริง หรือปรมัตถธรรมนั้นปรากฏมีอยู่ก่อนแล้วเพียงแต่ยังไม่ปรากฏผู้เข้าถึงธรรมเท่านั้น จึงไม่สามารถอธิบาย หรือประกาศให้เป็นที่ทราบทั่วกันได้เว้นเสียแต่องค์สมเด็จพระบรมศาสดา วิธีการของการเข้าถึงปรมัตถธรรมหรือความจริงนั้นกล่าว คือ[๔๗]
“มัชฌิมาปฏิปทาที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้ว อันเป็นปฏิปทาก่อให้เกิดจักษุ ก่อให้เกิดญาณ เป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อพระนิพพานนั้น... ๑.สัมมาทิฏฐิ (เห็นชอบ) ๒.สัมมาสังกัปปะ (ดำริชอบ)๓.สัมมาวาจา (เจรจาชอบ) ๔.สัมมากัมมันตะ(กระทำชอบ) ๕. สัมมาอาชีวะ (เลี้ยงชีพชอบ) ๖. สัมมาวายามะ(พยายามชอบ) ๗. สัมมาสติ (ระลึกชอบ) ๘. สัมมาสมาธิ (ตั้งจิตมั่นชอบ)[๔๘]...ภิกษุทั้งหลาย ญาณทัสสนะ[๔๙]ตามเป็นจริงของเราในอริยสัจ ๔เหล่านี้ ๓ รอบ ๑๒ อาการ[๕๐]อย่างนี้ ยังไม่หมดจดดีตราบใด เราก็ยังไม่ยืนยันว่า เป็นผู้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณอันยอดเยี่ยมในโลก กับทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลกในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ตราบนั้น...เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสเวยยากรณ์นี้[๕๑]อยู่ ธรรมจักษุ[๕๒]อันปราศจากธุลีปราศจากมลทินได้เกิดแก่ท่านพระโกณฑัญญะว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาสิ่งนั้นทั้งปวง มีความดับไปเป็นธรรมดา”[๕๓]...ท่านพระอัญญาโกณฑัญญะได้เห็นธรรมแล้ว บรรลุธรรมแล้วรู้แจ้งธรรมแล้วหยั่งลงสู่ธรรมแล้ว ข้ามความสงสัยแล้ว ปราศจากความแคลงใจถึงความเป็นผู้แกล้วกล้า ไม่ต้องเชื่อผู้อื่น[๕๔] ในคำสอนของพระศาสดา ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์พึงได้การบรรพชา พึงได้การอุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาค”[๕๕]
จากพุทธพจน์ แสดงให้เห็นว่า ปรมัตถธรรมหรือความจริงเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง การเข้าใจหรือการเข้าถึงของบุคคลผู้มีความเข้าใจสิ่งเดียวกันนั้นก็มีอยู่เช่นเดียวกัน เพียงแต่ในสมัยพุทธกาลมิได้มีการถ่ายทอดที่ผ่านตำราหรือคัมภีร์ (Texts) แต่ผู้เขียนเห็นว่าจะอย่างไรก็ตามจุดประสงค์น่าจะอยู่ที่การเข้าถึงความจริงนั้น หากข่าวสารที่ส่งไปเป็นอย่างไร ความจริงของผู้ประสงค์(Messenger) ต้องการให้รับ (Message) นั้นตรงกันหรือไม่ หากต้องตรงกันแปลเป็นอย่างเดียวกัน ก็ไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ผิดพลาด หรือแตกต่างอย่างไรหรือเสียหายได้ พระธรรมกิตติวงศ์(ทองดี สุรเดโช)[๕๖] ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ ของการตีความพุทธพจน์ ไว้ว่า “การตีความเป็นการ คือ มุ่งให้เกิดปัญญา มุ่งแก้ข้อกังขา มุ่งรักษาพุทธพจน์ มุ่งถ่ายทอดพุทธพจน์ มุ่งเสริมศรัทธา และมุ่งบรรลุธรรม” ศาสตร์และศิลป์ การตีความจึงสามารถจำแนกได้เป็น ๖ ประในส่วนของกาดาเมอร์เองผู้เขียนเห็นว่าเป็นสิ่งที่เขาประสงค์ให้การตีความให้ผ่านไปถึงอักษร ข้ามผ่านเสียซึ่งอคติ เป็นการละลายขอบฟ้าแห่งความรู้ของตนในกาลต่อไป มิจำเป็นเลยว่าจะต้อง “ศรัทธา” หรืออาจเป็นว่า “ศรัทธา”นั้นแปรเปลี่ยนไปกับบริบทอย่างที่เคยเป็น เพราะบทพิสูจน์ของท่านโกณฑัญญะได้ชี้ให้เห็นว่าท่านมิได้มี “ศรัทธา”ไว้ล่วงหน้าแต่อย่างใดไม่ ดังที่สมฤดี วิศทเวทย์[๕๗] ได้สรุปการศึกษาวิจัยเรื่อง “ภาษากับความจริงในพุทธศาสนาเถรวาท”โดยชี้ให้เห็นว่า “ปรัชญาของพระพุทธเจ้าเป็นปรัชญาแห่งทางสายกลางอย่างแท้จริงคือ ไม่ทรงเลือกข้างใดข้างหนึ่งระหว่างภาษาและความจริง”
[๑] เอดเวร์ด คอนซ์, พระพุทธศาสนา สาระและพัฒนาการ,นิธิ เอียวศรีวงศ์ (แปล),พิมพ์ครั้งที่ ๓,(กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน, ๒๕๕๒), หน้า ๓.
[๒]มหานิทเทสเป็นคัมภีร์ว่าด้วยศาสตร์แห่งการอธิบายขยายความพุทธธรรมเพื่อการหยั่งรู้สัจจะผ่านกระบวนการภาษาในเชิงปริยัติศาสนา และเป็นแม่แบบในการอธิบายธรรมของพระอรรถาจารย์ในยุคต่อมา.,ดูเพิ่มเติมใน ดร.ประพันธ์ ศุภษร, ''มหานิทเทส : คัมภีร์ว่าด้วยศาสตร์แห่งการขยายความพุทธธรรมยุคต้น''http://www.mcu.ac.th/site/articlecontent_desc.php?article_id=716&articlegroup_id=154(๙ กรกฎาคม ๒๕๕๓).
[๓] ปัญหาเรื่องนิพพานเป็นอัตตาหรืออนัตตา,การบัญญัติครุธรรม ๘ ประการ,เป็นต้น
[๔] ศาสตร์แห่งการตีความแนวพุทธ, โดนัลด์ เอส. โลเปส, แปลโดย พระมหาสมบูรณ์ วุฑฺฒิกโร (พรรณา).,ดูเพิ่มเติมใน, http://www.mcu.ac.th/site/articlecontent_desc.php?article_id=449&articlegroup_id=102.,และในBuddhist Hermeneutics: A Conference Report,Donald S. Lopez, Jr. Philosophy East & WestV. 37 No. 1 (January 1987),pp. 71-83, (University of Hawaii Press,1987)., http://ccbs.ntu.edu.tw/FULLTEXT/JR-PHIL/ew26554.htm (๙ กรกฎาคม ๒๕๕๓).
[๕] ๑.อย่าปลงใจเชื่อด้วยการฟังตามกันมา ๒.อย่าปลงใจเชื่อด้วยการถือสืบๆ กันมา ๓.อย่าปลงใจเชื่อด้วยการเล่าลือ ๔.อย่าปลงใจเชื่อด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์ ๕.อย่าปลงใจเชื่อเพราะตรรกะ ๖.อย่าปลงใจเชื่อเพราะการอนุมาน ๗.อย่าปลงใจเชื่อด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล ๘.อย่าปลงใจเชื่อเพราะเข้าได้กับทฤษฎีที่พินิจไว้แล้ว ๙.อย่าปลงใจเชื่อเพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าจะเป็นไปได้ ๑๐.อย่าปลงใจเชื่อเพราะนับถือว่า ท่านสมณะนี้เป็นครูของเรา, องฺ.ทุก.(ไทย).๒๐/๖๖/๒๕๕-๒๖๓.
[๖] วิ.ม.(ไทย).๔/๙/๑๔.,นอกจากบัวจมอยู่ในน้ำ บัวอยู่เสมอน้ำ บัวพ้นน้ำ ๓ เหล่านี้ อรรถกถาได้กล่าวถึงบัวเหล่าที่ ๔ คือ บัวที่มีโรคยังไม่พ้นน้ำเป็นภักษาของปลาและเต่า ซึ่งมิได้ยกขึ้นสู่บาลี แล้วแบ่งบุคคลเป็น ๔ เหล่า (ตามที่ปรากฏใน องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๑๓๓/๒๐๒, อภิ.ปุ. (แปล) ๓๖/๑๐/๑๔๒,๑๔๘-๑๕๑/๑๘๖-๑๘๗)คือ (๑) อุคฆฏิตัญญู (๒) วิปจิตัญญู (๓) เนยยะ (๔) ปทปรมะ แล้วเปรียบอุคฆฏิตัญญู เป็นเหมือนบัวพ้นน้ำ ที่พอต้องแสงอาทิตย์แล้วก็บานในวันนี้ เปรียบวิปจิตัญญู เป็นเหมือนบัวอยู่เสมอน้ำที่จะบานในวันรุ่งขึ้น เปรียบเนยยะ เป็นเหมือนบัวจมอยู่ในน้ำที่จะขึ้นมาบานในวันที่ ๓ ส่วนปทปรมะ เปรียบเหมือนบัวที่มีโรค ยังไม่พ้นน้ำ ไม่มีโอกาสขึ้นมาบาน เป็นภักษาของปลาและเต่า พระผู้มีพระภาคทรงตรวจดูหมื่นโลกธาตุอันเป็นเหมือนกออุบลเป็นต้น ได้ทรงเห็นโดยอาการทั้งปวงว่าหมู่ประชาผู้มีธุลีในตาน้อยมีประมาณเท่านี้ หมู่ประชาผู้มีธุลีในตามากมีประมาณเท่านี้ และในหมู่ประชา ทั้ง ๒ นั้น อุคฆฏิตัญญูบุคคลมีประมาณเท่านี้ (ที.ม.อ. ๖๖/๖๔-๖๕, สารตฺถ.ฏีกา ๓/๙/๑๙๒-๑๙๓)
[๗] กีรติ บุญเจือ, ปรัชญาและศาสนาเพื่อสันติภาพ. ชุดรวมบทความเล่มที่ 6 มนุษย์กับสันติภาพ, พิมพ์ครั้งที่ ๓, (กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, ๒๕๔๖), หน้า ๖๘-๖๙.
[๘]ดร.ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์, ปรัชญาศาสนาคริสต์กับปรัชญาคริสต์ ทำไมจึงต้องมีสมณสาสน์ศรัทธากับเหตุผล, http://sites.google.com/site/sinchaisite/sinchai/khristeiynkabprachya/kh-rist-sasna-kab-payya-laea-hetuphl(๙ กรกฎาคม ๒๕๕๓).
[๙] Aquinas, Saint Thomas, ๑๒๒๕-๗๔.นักปรัชญาและนักเทววิทยาชาวอิตาเลียนซึ่งคริสตจักรนิกายโรมันแคเฑอลิคยกย่องว่าเป็นนักปรัชญาและนักเทววิทยาตะวันตกที่ยิ่งใหญ่ที่สุด อ้างใน เจษฎา รุ่งเรืองโรจน์, พจนานุกรมปรัชญาอังกฤษ-ไทย, (กรุงเทพฯ: โบแดง, ๒๕๔๗), หน้า ๑๔.
[๑๐] Aristotle ๓๘๔-๓๒๒. ก่อนค.ศ. นักปรัชญาชาวกรีก ลูกศิษย์ของเพลโต้ และพระอาจารย์ของพระเจ้าอาเลกซานเดอร์มหาราช เป็นเจ้าสำนักปรัชญาลีเคอุม(ป เลืองลือจากงานของเขาที่ครอบคลุมหลายสาขา อาทิ ตรรกศาสตร์, อภิปรัชญา ,จริยศาสตร์, การเมือง, วาทศาสตร์, เป็นต้น อ้างใน เจษฎา รุ่งเรืองโรจน์, พจนานุกรมปรัชญาอังกฤษ-ไทย, หน้า ๑๕.
[๑๑] ไมเคิล ไรท์, ตะวันตกวิกฤต คริสต์ศาสนา, (กรุงเทพฯ: มติชน, ๒๕๔๒), หน้า ๒๕.
[๑๒] กีรติ บุญเจือ,ชุดปรัชญาและศาสนาเซนต์จอห์น เล่มต้น เริ่มรู้จักปรัชญา, (กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น, ๒๕๔๕), หน้า ๑๔-๒๓.
[๑๓] กีรติ บุญเจือ, ประสาชาวบ้าน, (กรุงเทพฯ: รัชดาออฟเซ็ท, ๒๕๔๓), หน้า ๒๐๕.
[๑๔] H.G. Gadamer. ‘Problem of Historical Consciousness’, ‘In interpretive Social Science: A Reader,(Berkeley : U.of California Press,1979),p. 110.อ้างใน กีรติ บุญเจือ,ชุดปรัชญาและศาสนาเซนต์จอห์น เล่มหก ปรัชญาอรรถปริวรรตของมนุษยชาติ(ช่วงพหุนิยม), (กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น,๒๕๔๕), หน้า ๑๑๒.
[๑๕] กีรติ บุญเจือ,ชุดปรัชญาและศาสนาเซนต์จอห์น เล่มหก ปรัชญาอรรถปริวรรตของมนุษยชาติ(ช่วงพหุนิยม),หน้า ๒๗-๒๘.
[๑๖] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๖.
[๑๗]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๓๗.
[๑๘]ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี, รูปแบบการตีความคัมภีร์ในพระพุทธศาสนาเถรวาท, http://www.sriprawat.net/2.22e.htm (๑๐ กรกฎาคม ๒๕๕๓).
[๑๙] ที.ม. (บาลี) ๑๐/๑๐๗/๑๔๑, ที.ม. (ไทย) ๑๐/๑๐๗/๑๑๙. อ้างใน ปรุตม์ บุญศรีตัน, “รูปแบบการตีความคัมภีร์ในพระพุทธศาสนาเถรวาท”,(วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,๒๕๔๐), หน้า ๑๒๗-๑๒๘.
[๒๐] พระธรรมปิฏก(ป.อ.ปยุตฺโต),เพื่อความเข้าใจปัญหาโพธิรักษ์,(กรุงเทพฯ: มูลนิธิพุทธธรรม,๒๕๒๓), หน้า ๔๘-๕๑.อ้างใน นวชัย เกียรติก่อเกื้อ,การตีความตัวบทในพุทธศาสนาเถรวาท,ชุดรวมบทความเล่ม 21 ความเรียงใหม่รื้อสร้างปรัชญาตะวันออกหน้า, สุวรรณา สถาอนันต์ บรรณาธิการ,(กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, ๒๕๔๗), หน้า ๘๓.
[๒๑] ดร.วีระชาติ นิ่มอนงค์, รายงานการวิจัย การศึกษาวิเคราะห์ทฤษฎีอรรถปริวรรตศาสตร์ในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท, ทุนอุดหนุนการวิจัย จากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ และสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มีนาคม ๒๕๕๒, เอกสารอัดสำเนา,หน้า ๘๐-๘๔.
[๒๒] เบคอน แบ่งประเภทของที่มาแห่งอคติหรือเทวรูปไว้เป็น ๔ อย่าง คือ ๑.เทวรูปแห่งตระกูล (Idols of the Tribe) ๒.เทวรูปแห่งถ้ำ (Idols of the Den) ๓.เทวรูปแห่งตลาดนัด (Idols of the Market-Place) ๔.เทว รูปแห่งโรงละคร (Idols of the Theater) ดูเพิ่มเติมใน กีรติ บุญเจือ, ปรัชญาสำหรับผู้เริ่มเรียน, พิมพ์ครั้งที่ ๕,(กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช, ๒๕๒๙), หน้า ๕๖-๕๗.
[๒๓] Augustine, นักบุญ (Saint) ค.ศ.๓๕๔-๔๓๐, พระในคริสตจักรยุคแรก ดูเพิ่มเติมใน เจษฎา รุ่งเรืองโรจน์, พจนานุกรมปรัชญาอังกฤษ-ไทย, หน้า ๑๘.
[๒๔] Jeff Malpas, “Hans-Georg Gadamer” <http://plato.standford.edu/entries /gadamer>
[๒๕] นายโรแลนด์ ฮอลล์(Roland Hall) ผู้เขียนบทความเรื่อง “Dialectics” ให้แก่สารานุกรมปรัชญา ได้สรุปความหมายออกมาเป็น ๘ อย่าง คือ ๑)กรรมวิธีปฏิเสธหรือหักล้างคำกล่าวของคู่สนทนาโดยชี้ให้เห็นถึงความหมายที่จะตามมาในเชิงตรรกศาสตร์ ๒)การหาเหตุผลแบบตบตา(Sophistical) ๓) กรรมวิธีวิเคราะห์หรือจำแนกเชิงตรรก จากลักษณะทั่วไปสู่ชนิดหรือประเภท(Species) ๔)การตรวจสอบบทสรุปสุดท้าย โดยการใช้เหตุผลพิจารณาลำดับจากสมมุติฐานหรือกรณีเฉพาะอย่าง ๕) การหาเหตุผลเชิงตรรก หรือ การถกเถียงโดยใช้ญัตติ(ประพจน์) ที่มีลักษณะเป็นความอาจจะเป็นหรือที่ยอมรับกันแล้ว ๖) การวิจารณ์เหตุผลลวง โดยชี้ให้เห็นถึงความขัดแย้งของเหตุผลที่ไม่สามารถก้าวไปถึงสิ่งที่เป็นอุตรวิสัย(transcendental objects) ๗) ตรรกศาสตร์ ๘)การพัฒนาความคิดหรือความจริงตามหลักของเหตุผลโดยวาทะ (thesis) ปฎิวาทะ (antithesis) และสัมวาทะ(synthesis) อ้างใน จินดา จันทร์แก้ว, พุทธวิภาษวิธี, (กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,๒๕๓๒), หน้า ๑-๒.
[๒๖]๑.Thesis สภาวะพื้นฐาน ๒. Antithesis สภาวะขัดแย้ง ๓. Synthesis สภาวะสังเคราะห์
[๒๗] พระธรรมปิฏก(ป.อ.ปยุตฺโต), มองวิสาขาบูชา หยั่งถึงอารยธรรมโลก,(กรุงเทพฯ: สหธรรมิก,๒๕๔๓),หน้า ๑.
[๒๘]พูนศักดิ์ สักกทัตติยกุล,วันวิสาขบูชา,http://www.thaigoodview.com/library/teachershow/
poonsak/budda/theme_2.html(๒๙ กรกฎาคม ๒๕๕๓).
[๒๙]http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%82%E0%B8%9A%E0%B8%B9%E0%B8%8A%E0%B8%B2#cite_note-2(๒๐ กรกฎาคม ๒๕๕๓).
[๓๐]พูนศักดิ์ สักกทัตติยกุล,วันวิสาขบูชา,http://www.thaigoodview.com/library/teachershow/
poonsak/budda/theme_2.html(๒๙ กรกฎาคม ๒๕๕๓).
[๓๑] Ludwig Wittgenstien ผู้เริ่มปรัชญาภาษาชาวอ๊อสเตรีย เกิดที่กรุงเวียนนา เรียนวิศวกรรมเครื่องบินที่เบอร์ลิน และไปต่อที่แมนเชตเตอร์ประเทศอังกฤษ ได้รู้จักกับมัวร์ และรัสเซ็ลส์ จึงสนใจปัญหาปรัชญาในตรรกวิทยาและคณิตศาสตร์..เป็นต้น ดูเพิ่มเติมใน กีรติ บุญเจือ, สารานุกรมปรัชญา, (กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช, ๒๕๒๒), หน้า ๒๓๐.
[๓๒]dreamingbutterfly, ปรัชญา: ทฤษฎีความหมายในปรัชญาภาษาของลุดวิก วิตเกนสไตน์ http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=easywandering&month=06-12-2007&group=1&gblog=21(๑๘ สิงหาคม๒๕๕๓).
[๓๓] . . . I don't know what the constituents of a thought are but I know that it must have such constituents which correspond to the words of Language. Again the kind of relation of the consti-tuents of thought and of the pictured fact is irrelevant. It would be a matter of psychology to find it out. . . . Does a Gedanke consist of words? No! But of psychical constituents that have the same sort of relation to reality as words. What those constituents are I don't know. อ้างจาก Duncan Richter, Wittgenstein‘s Tractatus: A Student‘s Edition,2009, p.45. http://www7.vmi.edu/uploadedFiles/FacultyWebs/
PSPH/RichterDJ/Tractatus%20Logico-Philosophicus%20in%20book%20form.pdf
[๓๔] ขุ,ธ.(ไทย),๒๕/๒๐๔/๔๖.
[๓๕] พุทธทาสภิกขุ, ภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรม, (กรุงเทพฯ: สุขภาพใจ, ๒๕๔๙), หน้า ๑๐.
[๓๖] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๑.
[๓๗]การรับรู้ทางประสาทสัมผัส ได้แก่ การเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การรู้รส การสัมผัสอ้างอิงใน ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมศัพท์ปรัชญา อังกฤษ-ไทย, หน้า ๘๙.
[๓๘] พุทธทาสภิกขุ, วิถีแห่งการเข้าถึงพุทธธรรม, (กรุงเทพฯ: สุขภาพใจ, ๒๕๔๙), หน้า ๗๐.
[๓๙]ที่มีอยู่เอง ทีเป็นอยู่เอง ที่มีอยู่ด้วยตนเอง เป็นอิสระไม่ขึ้นกับเหตุปัจจัยอื่นใด ตรงกันข้ามกับ สัมพัทธ์ (Relative) อ้างอิงใน ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมศัพท์ปรัชญา อังกฤษ-ไทย, หน้า ๑.
[๔๐] ในปรัชญาของค้าน หมายถึง ความเป็นจริงที่อยู่เหนือประสบการณ์และเหตุผลสามัญ ซึ่งเรารู้ได้แต่เพียงว่ามี แต่ไม่อาจจะอธิบายได้ว่ามีสภาพเป็นอย่างไร ตรงกันข้ามกับ ปรากฏการณ์ (Phenomenon) อ้างอิงใน ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมศัพท์ปรัชญา อังกฤษ-ไทย, หน้า ๗๒.
[๔๑] ค้าน (Kant, Immanuel,เกิด ค.ศ. ๑๗๒๔,(พ.ศ. ๒๒๖๗) ตาย ค.ศ.๑๘๐๔ (พ.ศ.๒๓๔๗), เป็นนักปรัชญาและนักอภิปรัชญา ชาวเยอรมัน งานที่มีเนื้อหาครอบคลุมและเป็นระบบของเขาในทฤษฎีเกี่ยวกับความรู้,จริยศาสตร์และสุนทรียศาสตร์ มีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อ ปรัชญายุคหลังโดยเฉพาะต่อสำนักลัทธิค้านท์ และจิตนิยม ผู้ในกำเนิดปรัชญาวิพากษ์ (Critical philosophy), อ้างใน ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมศัพท์ปรัชญา อังกฤษ-ไทย, หน้า ๑๖๔, เจษฎา รุ่งเรืองโรจน์, พจนานุกรมปรัชญาอังกฤษ-ไทย, หน้า ๑๐๔.
[๔๒] ศัพท์ของเพลโต้ หมายถึงโลกที่บรรจุมโนคติหรือแบบ อันเป็นมาตรการความจริงของหน่วยเฉพาะในโลกแห่งผัสสะ ดูเพิ่มเติมใน กีรติ บุญเจือ, สารานุกรมปรัชญา,หน้า ๒๒๔.
[๔๓] สมฤดี วิศทเทย์, “ภาษากับความจริงในพุทธศาสนาเถรวาท”. วารสารพุทธศาสน์ศึกษา, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปีที่ ๑๐ ฉบับที่ ๑ มกราคม-เมษายน ๒๕๔๖.หน้า ๔๙-๕๐.
[๔๔]พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส, พระอรหันต์ขัดแย้งกันหรือไม่?,http://gotoknow.org/blog/buddhist-conflict-management/321843 (๒๔ กรกฎาคม ๒๕๕๓).
[๔๕] พุทธทาสภิกขุ, วิถีแห่งการเข้าถึงพุทธธรรม, หน้า ๕๗.
[๔๖] องฺ.ทุก.(ไทย).๒๐/๑๓๗/๓๘๕.
[๔๗] องค์มรรคแต่ละข้อมีนัยพิสดาร ดังนี้ ๑.สัมมาทิฏฐิ หมายถึงเห็นอริยสัจ ๔ เห็นไตรลักษณ์ หรือเห็นปฏิจจสมุปบาท ๒. สัมมาสังกัปปะ หมายถึงความนึกคิดในทางสละปลอดจากกาม ความนึกคิดปลอดจากพยาบาท และความนึกคิดปลอดจากการเบียดเบียน ๓.สัมมาวาจา หมายถึงพูดคำสัตย์ พูดไม่ส่อเสียด พูดคำอ่อนหวาน พูดสิ่งมีสาระ ๔. สัมมากัมมันตะ หมายถึงไม่เบียดเบียนชีวิตสัตว์ทั้งหลาย ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม ๕. สัมมาอาชีวะ หมายถึงเว้นมิจฉาชีพ ประกอบสัมมาอาชีพ ๖.สัมมาวายามะ หมายถึงเพียรระวังความชั่วไม่ให้เกิดขึ้น เพียรกำจัดความชั่วที่เกิดขึ้นแล้ว เพียรทำความดีให้เกิด เพียรรักษาความดีไว้ ๗. สัมมาสติ หมายถึงพิจารณาเห็นกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรม ๘. สัมมาสมาธิ หมายถึงฌาน ๔., (ที.ม. ๑๐/๓๒๙/๒๑๔,๔๐๒/๒๖๖, ม.อุ. ๑๔/๓๒๕/๒๙๗,๓๗๕/๓๑๙, อภิ.วิ. (แปล)๓๕/๒๐๕/๑๗๑,๔๘๖/๓๗๑,๔๘๘-๔๙๒/๓๗๓-๓๗๕,๔๙๘-๔๙๙/๓๗๗-๓๗๘,๕๐๔/๓๘๐)
[๔๘] วิ.ม.(ไทย).๔/๑๓/๒๐-๒๑.
[๔๙] ญาณทัสสนะ หมายถึงสัจจญาณ กิจจญาณ กตญาณ ,สํ.ม.อ. ๓/๑๐๘๑/๓๘๐, สารตฺถ.ฏีกา ๓/๑๖/๒๑๙
[๕๐] ๓ รอบ ๑๒ อาการ หมายถึงสัจจญาณ กิจจญาณ กตญาณ เกิดขึ้นเวียนไปในอริยสัจ ๔ ข้อ ข้อละ๓ รอบ(๔ x ๓ = ๑๒) รวมเป็น ๑๒ รอบ ดังนี้ ก. (๑) นี้ทุกข์ (๒) ทุกข์นี้ควรกำหนดรู้ (๓) ทุกข์นี้กำหนดรู้แล้ว ข. (๑) นี้สมุทัย (๒) สมุทัยนี้ควรละ (๓) สมุทัยนี้ละแล้ว ค. (๑) นี้นิโรธ (๒) นิโรธนี้ควรทำให้แจ้ง (๓) นิโรธนี้ทำให้แจ้งแล้ว ง. (๑) นี้มรรค (๒) มรรคนี้ควรทำให้เจริญ (๓) มรรคนี้ทำให้เจริญแล้ว (สํ.ม.อ. ๓/๑๐๘๑/๓๘๐, สารตฺถ. ฏีกา ๓/๑๖/๒๑๙)
[๕๑] เวยยากรณ์ ในที่นี้หมายถึงพระสูตรที่ไม่มีคาถา ประกอบด้วยคำถามคำตอบ (สารตฺถ.ฏีกา ๓/๑๖/๒๒๐) เป็นองค์อันหนึ่งในนวังคสัตถุศาสน์ (วิ.อ. ๑/๒๖)
[๕๒] ธรรมจักษุ แปลว่า ดวงตาเห็นธรรม คือ โสดาปัตติมรรคญาณ (วิ.อ. ๓/๕๖/๒๗)
[๕๓] วิ.ม.(ไทย).๔/๑๖/๒๓-๒๔.
[๕๔] ไม่ต้องเชื่อผู้อื่น หมายถึงไม่ต้องอาศัยผู้อื่นคอยแนะนำพร่ำสอนในคำสอนของพระศาสดา ไม่ได้หมายถึงว่า ไม่ต้องเชื่อใครเลย (อปรปฺปจฺจโย-ไม่มีใครอื่นอีกเป็นปัจจัย) (สารตฺถ.ฏีกา ๓/๑๘/๒๒๖)
[๕๕] วิ.ม.(ไทย).๔/๑๘/๒๕.
[๕๖] พระธรรมกิตติวงศ์(ทองดี สุรเดโช),การตีความพุทธศาสนสุภาษิต, (กรุงเทพฯ: เลี่ยงเซี่ยง, ๒๕๕๐), หน้า ๗๕-๗๖, อ้างใน วีระชาติ นิ่มอนงค์, รายงานการวิจัย การศึกษาวิเคราะห์ทฤษฎีอรรถปริวรรตศาสตร์ในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท, หน้า ๒๙๘.
[๕๗] สมฤดี วิศทเทย์, “ภาษากับความจริงในพุทธศาสนาเถรวาท, หน้า ๙.