วิเคราะห์เรื่องภวังคจิตของพุทธปรัชญาเถรวาท

บทคัดย่อ

การศึกษาภวังคจิตของพุทธปรัชญาเถรวาทนั้น มีความหมายแบบกว้างขวางกว่าของจิตใต้สำนึกที่เป็นองค์แห่งภพเพราะภวังคจิตเป็นนามธรรมไม่มีรูปร่าง มีการเกิดดับอยู่ในกระแสวิถีจิตตลอดเวลาและสามารถสืบต่อไปสู่ภพใหม่ได้ ส่วนจิตใต้สำนึกมีความหมายที่เป็นเพียงพลังงานทางจิต ที่มีลักษณะเป็นรูปธรรม ที่เป็นบ่อเกิดจากกระแสจิตซึ่งโดยธรรมชาติ ในกระแสจิตมีธรรมชาติอยู่ ๒ ประการ คือ (๑) วิถีจิต (๒) ภวังคจิต โดยภาวะของภวังคจิตมีลักษณะที่เกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไป เป็นนามธรรมและไม่มีรูปร่าง มีอยู่ ๓ ประเภท คือ (๑) อดีตภวังค์ (๒) ภวังคจลนะ (๓) ภวังคุปัจเฉทะ มีอยู่ ๓ ระบบคือ ระบบอิด (Id) ระบบอีโก (Ego) และระบบซูเปอร์อีโก้ (Super-Ego) ที่มีอิทธิพลในการผลักดันให้เกิดพฤติกรรมในบุคคล ที่รับรู้อารมณ์ของภวังคจิต จากกระแสวิถีจิตที่เกิดดับอยู่ตลอดเวลาของอารมณ์มีอยู่ ๒ ทางคือ (๑) ประสาทสัมผัสภายนอก (๒) อารมณ์ต่าง ๆที่เป็นนามธรรม  เมื่อรับอารมณ์จากกระแสวิถีจิตแล้วก็จะเข้าสู่กระบวนการเก็บสั่งสมอารมณ์โดยผ่านภวังคจิต ๓ ดวงคือ (๑) อดีตภวังค์ (๒) ภวังคจลนะ (๓) ภวังคุปัจเฉทะ ที่มีลักษณะและหน้าที่สัมพันธ์กันในกระบวนการเก็บสั่งสม และมีการเปลี่ยนแปลงสู่พฤติกรรมของภวังคจิต จากการเก็บสั่งสมอารมณ์ในกระแสวิถีจิต  เพื่อจะแสดงพฤติกรรมต่างๆในกระแสวิถีจิต โดยขึ้นอยู่ว่าอารมณ์ตามเจตนามากหรือเจตนาน้อยที่แสดงทางพฤติกรรมได้อย่างชัดเจน เช่น พฤติกรรมของภวังคจิต  ที่เห็นกันทั่วไปในตอนที่บุคคลใกล้จะหมดอายุขัย (ตาย) คือ (๑) กรรมอารมณ์ (๒) กรรมนิมิตอารมณ์ (๓) คตินิมิตอารมณ์ เป็นต้น จะเห็นว่าภวังคจิตในพุทธปรัชญาเถรวาทมีความสำคัญที่ลึกซึ้งกว้างขวางกว่าของจิตใต้สำนึก  ซึ่งอาจจะพิสูจน์ได้จากตนเองและประสบการณ์ต่างๆ ที่พบเห็นในชีวิตประจำวัน โดยที่ภวังคจิตในกระแสวิถีจิตนี้ สามารถทำให้บุคคลนำไปพัฒนาและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อยกระดับจิตให้สูงได้ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา และรวมถึงจิตใต้สำนึกที่เป็นพลังงานทางจิต เพื่อการดำรงชีวิตประจำวันเพื่อให้เกิดมีความสุขได้

บทนำ

การเข้าใจเรื่องภวังคจิตของพุทธปรัชญาเถรวาทจะต้องมีความรู้พื้นฐานเรื่องจิตในพุทธปรัชญาเถรวาท เพราะภวังคจิตก็อยู่ในกระแสจิตที่มีกระบวนการเกิดดับอยู่ ๑๗ ขณะจิต หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือภวังคจิตอยู่ในกระแสจิตที่มีการเกิดดับๆ โดยหนึ่งกระแสจิตจะมีองค์ประกอบการทำงานที่แตกต่างกันตามลักษณะหมายถึง จิตหนึ่งกระแสจะมีองค์ประกอบการทำงานอยู่ ๔ อย่างคือ ๑) ปฏิสนธิจิต ๒) ภวังคจิต ๓) จุติจิต ๔) วิถีจิต เรียกกระบวนการทั้งหมดนี้ว่าจิต ดังมีคำกล่าวไว้ว่า “ปฏิสนธิจิต ภวังคจิต และจุติจิต ก็เป็นอย่างเดียวกันนั่นเองและมีอารมณ์อย่างเดียวกัน (เอกวิสยํ) ในชาติหนึ่งเหมือนอย่างนั้นแล”[1] ในทางอภิธรรมของพุทธปรัชญาเถรวาทได้มีการแบ่งจิตออกไว้ ๘๙ ดวง (โดยพิสดาร ๑๒๑ ดวง) คำว่าจิตในพุทธปรัชญาเถรวาทนั้นจะประกอบไปด้วยเจตสิกอยู่ด้วยเสมอ จิตและเจตสิกเป็นนามธรรมโดยที่จิตจะเป็นประธานในการรับรู้อารมณ์ ส่วนเจตสิกมีหน้าที่ในการเกิดร่วมกับจิตโดยการปรุงแต่งจิตให้มีอารมณ์เป็นไปต่างๆ ซึ่งจะมีอาการของเจตสิกหรือลักษณะของเจตสิกอยู่ ๔ประการคือ ๑) เกิดพร้อมกับจิต ๒) ดับพร้อมกับจิต  ๓) มีอารมณ์เดียวกับจิต ๔) อาศัยอยู่ในสถานที่เดียวกับจิต[2] ดังนั้น ธรรมชาติของจิตที่มีเจตสิกเข้ามาประกอบร่วมด้วยเสมอๆ ที่จะทำให้จิตมีความสามารถจะรับรู้อารมณ์ได้อย่างละเอียดประณีต หรือสามารถที่จะแบ่งแยกอารมณ์ต่างๆออกได้ โดยปกติจิตจะสามารถบังคับควบคุมเจตสิกได้ซึ่งเป็นสภาวะที่ไม่มีรูปร่างไม่มีตัวตน และมีส่วนสัมพันธ์อยู่กับการทำงานของร่างกาย[3]

. ความหมายของภวังคจิต

คำว่า “ภวังคจิต” มีองค์ประกอบของคำคือ ภวังคะ (Bhavaṅga) กับจิต (Citta = Mind) คำว่าภวังคะหรือภวังค์ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง ส่วนที่สืบต่อระหว่างปฏิสนธิจิตกับจุติจิตที่มิได้เสวยอารมณ์ในทวารทั้ง ๖ คือ จักขุทวาร โสตทวาร ฆาน ทวาร ชิวหาทวาร กายทวาร และมโนทวาร หรือ หมายถึง ความเป็นอยู่โดยไม่รู้สึกตัว[4] ภวังคะ คือ จิตที่เป็นองค์แห่งภพ ตามหลักอภิธรรมกล่าวว่าภวังคจิตเป็นพื้นอยู่ระหว่างปฏิสนธิจิต และจุติจิตคือตั้งแต่เกิดจนถึงตายในเวลาที่มิได้เสวยอารมณ์ทางทวารทั้ง ๖ คือจักขุทวาร โสตทวาร ฆานทวาร ชิวหาทวาร กายทวาร และมโนทวาร แต่เมื่อมีการรับรู้อารมณ์ เช่น การเห็น การได้ยิน เป็นต้น ก็จะเกิดเป็นวิถีจิตขึ้นแทน ภวังคจิตนี้เมื่อวิถีจิตดับไปก็เกิดเป็นภวังคจิตอย่างเดิม ภวังคจิตก็คือ มโนที่เป็นอายตนะที่ ๖ หรือ มโนทวารอันเป็นวบาก เป็นอัพยากฤต (ไม่สุขไม่ทุกข์) ซึ่งเป็นจิตตามสภาพหรือตามปกติของภวังคจิตที่ยังไม่ขึ้นสู่วิถีจิตรับรู้อารมณ์ (เป็นเพียงมโนยังไม่เป็นมโนวิญญาณ) ดังพุทธพจน์ว่า “จิตนี้เป็นประภัสสร(ผุดผ่อง ผ่องใส บริสุทธิ์) แต่เศร้าหมองเพราะอุปกิเลศที่จรมา” ซึ่งมีความหมายว่า จิตนี้โดยธรรมชาติของมันเอง มิใช่เป็นสภาวะที่แปดเปื้อนสกปรกหรือมีสิ่งเศร้าหมองเจือปนอยู่ แต่สภาพเศร้าหมองนั้นเป็นของแปลกปลอมเข้ามา ฉะนั้นการชำระจิตให้สะอาดหมดจดจึงเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ จิตที่เป็นประภัสสรนี้ มีพระอรรถกถาที่อธิบายนี้คือ ภวังคจิต [5]

ภวังคจิต คือ จิตขณะหนึ่งในจำนวน ๑๗ ขณะที่จัดเป็นปกติจิตหรือปกติมโน ธรรมชาติเป็นอัพยากฤต คือไม่เป็นบุญไม่เป็นบาป หรือไม่เป็นผลของอะไร แต่มีบทบาทสำคัญในฐานะเป็นองค์ของธรรมชาติหรือเป็นที่เก็บสั่งสมนิสัยสันดาน เพราะว่า ภวังคจิตแม้จะเกิดติดต่อนับไม่ถ้วน แต่ขณะที่จิตรับอารมณ์มีภวังคจิตเกิดขึ้นเพียง ๒ ขณะ (ดวง) เท่านั้น หมายความว่าภวังคจิตมีเพียง ๒ ขณะ คือ ๑) ขณะก่อนรับอารมณ์ ๒) ขณะที่รับอารมณ์เสร็จแล้ว และมีอีกนัยหนึ่งคือคัมภีร์หัญจสูทนีของเถรวาทกล่าวว่า ภวังคจิต คือ มนะ (ใจ) ภายในมโนทวาร[6]

ภวังคจิต คือ จิตที่ทำหน้าที่รักษาองค์แห่งภพ หมายถึง รักษากรรมวิบากของรูปนามสืบต่อจากปฏิสนธิวิบากจิต และ ปฏิสนธิกรรมรูปให้ดำรงอยู่ในภพนั้นๆ ตราบเท่าอำนาจของชนกกรรม (กรรมให้เกิด) จะส่งผลให้เป็นไปเท่าอายุสังขารที่ดำรงอยู่ได้ ภวังคจิตนี้เป็นหน้าที่ประจำของจิตที่ต้องทำกิจ (หน้าที่) อยู่เสมอ คือ ภวังคจิตนี้ย่อมทำหน้าที่รักษาการเกิดเป็นบุคคลนั้นๆ เอาไว้ เช่น เกิดเป็นนกก็รักษาความเป็นนกไว้ เกิดเป็นมนุษย์ก็รักษาความเป็นมนุษย์ไว้ สืบต่อกันตั้งแต่เกิดแล้วจนกระทั้งตายภวังคจิตจะหยุดทำหน้าที่ก็ต่อเมื่อมีอารมณ์ใหม่ในปัจจุบันมาคั่นตอนให้จิตนี้ขึ้นรับอารมณ์ใหม่ในปัจจุบันเสียเท่านั้น เมื่อพ้นจากการขึ้นสู่วิถีจิตรับอารมณ์ใหม่แล้ว ภวังคจิตก็จะต้องทำหน้าที่รักษาองค์แห่งภพนี้อยู่ตลอดเวลา[7]

ภวังคจิต คือจิตดำรงภพชาติ หมายถึง วิบากจิต (ผลของกรรม) ประเภทได้ทำปฏิสนธิจิตที่ดับไปแล้วภวังคจิตก็จะเกิดสืบต่อทุกครั้งจนจะจุติจิต[8] คือจิ ตที่เป็นองค์ของภพ หมายความว่า เป็นจิตที่เกิดสืบต่อเนื่องกำหนดพื้นฐานของความเป็นอยู่ในภพ (ความมีอยู่) นั้นๆ นอกวิถีจิต[9] จะเห็นว่า ภวังคจิตเป็นจิตที่ทำหน้าที่รักษาองค์แห่งภพหรือจิตที่ทำหน้าที่รักษาวิบากกรรมอันกรรมนี้จะมีทั้งกุศลกรรม (สุข) และอกุศลกรรม (ทุกข์) ที่เป็นเจตนาให้ก่อตัวขึ้นในช่วงชวนจิต (จิตที่เสวยอารมณ์) ใน ๑๗ ขณะจิตที่เกิดดับ แล้วส่งอารมณ์ดังกล่าวให้กับภวังคจิตซึ่งมีความหมาย ดังนี้       ๑) ภวังคจิตที่เกิดดับเพื่อหล่อเลี้ยงภาวะแห่งชีวิตในชาติปัจจุบันแต่จะไม่มีการรับอารมณ์              ๒) ภวังคจิตเป็นรากฐานของชีวิตดำรงอยู่ตั้งแต่ปฏิสนธิจิต แล้วก็จุติจิต

ดังนั้นถ้าจะสรุปความหมายของภวังคจิตก็สามารถรวมความหมายของภวังคจิตได้ ๔ ประเด็น คือ  ๑) ภวังคจิตเป็นจิตที่ไม่รับอารมณ์จากอายาตนะภายนอก แต่ภวังคจิตจะทำหน้าที่เก็บสั่งสมผลการกระทำในช่วงต่อวิถีจิต ๒) ภวังคจิตในจิตพื้นฐานในกระบวนการทำงานของจิต หมายถึงวิถีในจิตที่รับอารมณ์แล้วดับไปในขณะเดียวกันภวังคจิตที่ไม่รับอารมณ์แต่จะทำหน้าที่เก็บสั่งสมอารมณ์จากวิถีจิตแล้วดับไป จากนั้นก็พร้อมที่จะขึ้นสู่วิถีจิตเข้าแทนที่ซึ่งจะหมุนเวียนอย่างนี้ตลอดไป ๓) ภวังคจิตทำหน้าที่การมีชีวิตอยู่หรือหล่อเลี้ยงชีวิต หมายถึง ในขณะหลับสนิท หรือหมดสติภวังคจิตจะยังคงเกิดดับอยู่อย่างต่อเนื่องไม่มีหยุด ซึ่งเป็นการรักษาภาวะของชีวิตของบุคคลไว้  ๔) ภวังคจิตทำหน้าที่รักษาองค์แห่งภพและกรรมที่ทำไว้ ไปสู่การปฏิสนธิจิต[10]

ภวังคจิตตามความหมายทางจิตวิทยาคือภวังคจิต หมายถึงจิตที่เป็นองค์แห่งภพมีหน้าที่ทำให้ชีวิตดำรงอยู่ซึ่งเป็นจิตที่ควบคุมระบบประสาททุกส่วนทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบประสาทอิสระ (Autonomic Nervous System) ที่ทำงานตามอวัยวะภายในต่างๆ โดยที่เราไม่รู้สึกตัว ภวังคจิตเป็นจิตที่มีอยู่ในทุกเซลล์และควบคุมการทำงานภายในระบบเซลล์ต่างๆ ด้วย ภวังคจิตเป็นจิตที่สืบเนื่องมาจากปฏิสนธิจิต เมื่อปฏิสนธิจิตเกิดขึ้นเพียงชั่วขณะจิตเดียวต่อจากนั้นก็เป็นภวังคจิตเรื่อยไปจนกว่าจะมีอายตนะเกิดขึ้น (วิถีจิต) คือ ตา ห จมูก ลิ้น กาย และใจ ความจริงวิถีจิตนี้ คือส่วนหนึ่งของภวังคจิตที่ติดต่อกับโลกภายนอกนั้นเอง[11]

จากความหมายของภวังคจิตในพุทธปรัชญาเถรวาทที่ได้กล่าวมาแล้วจะพบว่าภวังคจิตเป็นนามธรรมที่มีการเกิดดับและเป็นพลังงานทางจิตที่มีอยู่ในกระแสวิถีจิตอย่างหนึ่งรวมถึงมีความสามารถนำข้อมูลไปภพใหม่ได้

. บ่อเกิดของภวังคจิต

ดังที่กล่าวมาแล้วว่าภวังคจิตอยู่ในกระแสจิตใน ๑๗ ขณะ หรือทางอภิธรรมของพุทธปรัชญาเถรวาทแบ่งจิตไว้ ๘๙ ดวง (โดยพิสดารมี ๑๒๑ ดวง) และธรรมชาติของจิตจะเกิดดับเป็นไปใน ๒ ลักษณะ คือ ๑) วิถีจิต เป็นวิถีที่รับอารมณ์ หรือเสวยอารมณ์ในภพปัจจุบันที่เกิดขึ้นในวิถีประจำวัน โดยจิตแต่ละดวงในวิถีจิตจะเกิดดับต่อๆ กันไปโดยลำดับและช่วงสุดท้ายจะเป็นตทาลัมพนจิต (จิตที่ยึดหน่วงอารมณ์) ที่รับอารมณ์แล้วจึงจุติจิต (ดับ) และทำให้จิตเคลื่อนจากภพปัจจุบันเข้าสู่ภวังคจิต (พ้นวิถีจิต) ๒) จิตที่พ้นวิถีจิต (ภวังคจิต) เป็นจิตที่ไม่อยู่ในฐานะรับอารมณ์หรือไม่รับรู้โลกภายนอก เช่น ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ตัวอย่างคือ เวลานอนหลับจะเรียกจิตในขณะนี้ว่าตกอยู่ในภวังค์ จิตที่พ้นวิถีนี้เรียกอีกอย่างว่า “วิถีมุตตจิต”[12] มีอยู่ ๓ ชนิด คือ ๑) ปฏิสนธิจิต                ๒) ภวังคจิต ๓) จุติจิต เพราะว่า  เป็นจิตที่พ้นวิถีจิตแต่จะเสวยอารมณ์ที่สืบเนื่องมาจากอดีตภพและวิถีจิต รวมทั้งเป็นพื้นฐานของชีวิตที่คนทั่วไปไม่อาจรู้ได้ในขณะตื่น[13]

. ภาวะทั่วไปของภวังคจิต

ในธรรมชาติของภวังคจิตโดยภาวะทั่วไปแล้วจะมีการเกิดขึ้น (อุปาทขณะ) ตั้งอยู่ (ฐิติขณะ) และดับไป (ภังคขณะ) ที่มีอยู่ในกระแสจิต ดังนั้นถ้าจะแบ่งในเรื่องของภาวะทั่วไปของภวังคจิตแล้วก็สามารถแบ่งได้ ๓ ประการ ดังนี้

) ลักษณะของภวังคจิต  คือ ลักษณะของจิตที่มีการเกิดขึ้น เรียกว่า อุปาทขณะ ตั้งอยู่ เรียกว่า ฐิติขณะ และดับสลายไป เรียกว่า ภังคขณะ ลักษณะเช่นนี้จะเป็นสันตติแต่อยู่ในช่วงของวิถีมุตตจิต (พ้นวิถีจิต) หรืออยู่ในภวังคจิต จะเห็นได้ว่าจิตแต่ละดวงที่อยู่ภายในกระแสจิต คือวิถีจิตและภวังคจิตนี้ก็มีการเกิดอยู่ภายในอีก ๓ ขณะเช่นกันคือ อุปาทขณะ (เกิด) ฐิติขณะ (ตั้งอยู่) ภังคขณะ (ดับ) ซึ่งจะเป็นแบบสันตติ  และภวังคจิตนี้เป็นจิตที่ไม่รับอารมณ์ภายนอกเพื่อให้เห็นชัด

ดังนั้น ลักษณะของภวังคจิตมีการเก็บสั่งสมอารมณ์อยู่ภายในต่อจากวิถีจิตและจะเกิดดับสืบต่อเนื่องกันตลอดเวลาในกระแสจิตเพื่อกำหนดพื้นฐานของความเป็นอยู่ของกระแสจิตในภพปัจจุบัน และภพเก่าที่มีอยู่ในภวังคจิต ลักษณะของภวังคจิตในลักษณะนี้จะไม่รับอารมณ์ภายนอกแต่จะนำอารมณ์ที่ได้สืบต่อเนื่องมาจากภพเก่าและภพปัจจุบันนั้นๆ เพราะว่าภวังคจิตที่พ้นวิถีจิตแล้ว จะมีลักษณะเปรียบเสมือนพลังงานกระแสไฟฟ้าที่อยู่ในสายไฟที่ไม่สามารถมองเห็นได้แต่กระแสไฟมีอยู่ ลักษณะของภวังคจิตจะเป็นอย่างนี้ เป็นต้น

) ประเภทของภวังคจิต  คือ ประเภทของภวังคจิตมีอยู่ ๓ ประเภท คือ ๑) อตีตภวังค์ เป็นจิตดวงแรกที่รับอารมณ์ที่สืบต่อจากวิถีจิตแล้วเข้าสู่การเกิดยึดหน่วงอารมณ์ที่ได้อารมณ์เข้าสู่อตีตภวังค์เกิดปฏิสนธิจิต ๒) ภวังคจลนะ เป็นจิตดวงที่ ๒ ที่เกิดต่อจากอตีตภวังค์ที่คลายอารมณ์เก่าให้กับภวังคจลนะโดยที่มีอารมณ์เก่าในภวังคจลนะอยู่แล้ว และพร้อมกับรับอารมณ์ใหม่จากอดีตภวังค์เข้ามาทำให้เกิดการสั่นหวั่นไหวอยู่ภายใน ๓) ภวังคุปัจเฉทะ เป็นจิตดวงที่ ๓ ที่รับอารมณ์ต่อจากภวงคจลนะอย่างเต็มที่ซึ่งพร้อมที่จะตัดขาดอารมณ์เก่าและสิ้นสุดลง (จุติจิต) ก่อนที่วิถีจิตจะเกิดขึ้นต่อไป[14] ภวังคจิตทั้ง ๓ นี้จะมีกาเกิดปฏิสนธิจิตและจุติจิตอยู่ภายในที่มีการทำงานสืบต่อกันอยู่ตลอดเวลาแบบสันตติ และเก็บสั่งสมข้อมูลต่างๆ ที่บุคคลหรือสัตว์ไปในภพภูมิตามแห่งจิตที่ได้กระทำกรรมเอาไว้แล้วเก็บสั่งสมไปยังภพภูมิต่างๆ เสมือนกับว่าภวังคจิตเป็นแหล่งความจำในกระแสจิต

) หน้าที่ของภวังคจิตคือ ภวังคจิตทำหน้าที่สืบต่อจากวิถีจิตแต่เป็นจิตที่ไม่รับอารมณ์หรือเสวยอารมณ์ภายนอก และเป็นองค์ประกอบของกระบวนการทำงานของจิต รวมถึงมีศักยภาพในการเก็บสั่งสมการกระทำต่างๆ จากวิถีจิตไปสู่พฤติกรรมต่างๆในชีวิตประจำวัน เช่น การฝันโดยที่ในระหว่างการฝันนั้นจะไม่รู้สึกตัว และยังทำหน้าที่สืบต่อไปสู่อีกภพหนึ่งซึ่งเป็นการนำข้อมูลที่ได้จากการกระทำ (กรรม) ต่างๆ ของบุคคลหรือสัตว์ซึ่งภวังคจิตจะนำอารมณ์เก่าหรืออดีตอารมณ์ เช่น กรรมอารมณ์ กรรมนิมิตอารมณ์ และ คตินิมิตอารมณ์ ซึ่งอารมณ์เหล่านี้จะเกิดกับบุคคลหรือสัตว์ที่กำลังจะจุติจิต (ดับหรือใกล้ตาย) เรียกอารมณ์ทั้งหมดนี้ว่า กรรม ภวังคจิตจะทำหน้าที่นำกรรมเหล่านี้ไปอีกภพหนึ่ง ซึ่งมีกระบวนการที่จะทำหน้าที่นำข้อมูลต่างๆ มีอยู่ ๕ ประการ[15] ดังนี้ คือ ๑) ภวังคจิตทำหน้าที่เป็นปฏิสนธิวิญญาณ หมายถึง ภวังคจิตดวงแรก (อตีตภวังค์) ที่ทำหน้าที่ในการเกิดใหม่ โดยการปฏิสนธิวิญญาณเหมือนกับการเกิดภพใหม่ที่นำพาผลกรรมต่างๆ มาด้วย เช่น บุคคลที่เกิดมาในโลกมนุษย์ก็จะนำผลกรรมต่างๆ มาเก็บไว้ในภวังคจิต ถ้าผลกรรมดีก็จะนำไปสู่ความสุขในชีวิต และถ้าผลกรรมชั่วก็จะนำไปสู่ความทุกข์ยาก เป็นต้น และเมื่อกระทำกรรมในภพใหม่ วิถีจิตก็จะทำหน้าที่รับอารมณ์เหล่านี้แล้วส่งไปเก็บสั่งสมที่ภวังคจิตอีก เป็นอย่างนี้สืบเนื่องกันไปเรื่อยๆ จนพบความจริงในชีวิต ๒) ภวังคจิตมีหน้าที่เป็นจุติวิญญาณ หมายถึง การดับของจิต หรือการเคลื่อนของจิต ซึ่งเป็นภวังคจิตดวงสุดท้าย (ภวังคุปัจเฉทะ) ที่อยู่ในอาการที่ไม่รู้สึกตัวเรียกว่า ตกภวังค์ นั่นคือภวังคจิตจะทำหน้าที่รักษาองค์ภพชาติในปัจจุบันต่อไปภพใหม่ เช่น กรณีที่บุคคลใกล้ตาย เป็นต้น ๓) ภวังคจิตทำหน้าที่สืบต่อเป็นสันตติหล่อเลี้ยงชีวิต หมายถึง ภวังคจิตไม่รับอารมณ์ภายนอกหรือเสวยอารมณ์ เช่น เวลานอนหลับสนิทหรือสลบหมดสติ ภวังคจิตจะทำหน้าที่สืบต่อของจิตอย่างต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลาจนกว่าจะตื่นหรือรู้ตัวในการหมดสติ  ๔) ภวังคจิตทำหน้าที่เป็นวิบากวิญญาณ หมายถึง ผลกรรมที่บุคคลได้ทำไว้ภวังคจิตจะทำหน้าที่เก็บสั่งสมผลกรรมหรือวิบากกรรมที่บุคคลหรือสัตว์กระทำเอาไว้ติดตามไปด้วยเสมอ เช่น กุศล อกุศล อุปนิสัย และสันดาน จากอดีตชาติมาด้วย ๕) ภวังคจิตทำหน้าที่เป็นปัจจัยให้เกิดวิถีจิต หมายความว่าผลกรรมที่ทำในอดีตภพหรือปัจจุบันก็ตาม ภวังคจิตจะเก็บสั่งสมเอาไว้ และถ้ามีจังหวะเหมาะสมหรือ ภาวะที่เอื้ออำนวยให้เกิดภวังคจิตจะทำหน้าที่ขึ้นสู่วิถีจิตทันท

. กระบวนการรับรู้อารมณ์ของภวังคจิต

โดยธรรมชาติแล้วภวังคจิตจะมีกระบวนการรับรู้อารมณ์อยู่ ๒ ลักษณะ คือ

) ลักษณะการรับรู้อารมณ์ของภวังคจิต  

คำว่า “อารมณ์” ที่ใช้ในพุทธปรัชญาเถรวาท หมายถึง สิ่งที่รับรู้โดยทางอายตนะภายในคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทำให้เกิดรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ (สิ่งที่กระทบทางกาย) และธรรมมารมณ์ (สิ่งที่รับรู้ทางใจ) ที่เรียกรวมกันว่าอายตนะภายนอก [16] ส่วนคำว่า “อารมณ์” ใน              พระอภิธรรม เรียกว่า อาลัมพนะ หมายถึง สิ่งที่จิตรับรู้และสิ่งที่ “ถูกจิตรู้” จิตเป็นผู้รู้ (Subject) ส่วนอารมณ์เป็นตัวถูกรู้ (Object) [17] เพราะฉะนั้น คำว่า “อารมณ์” หมายถึงสิ่งที่เป็นที่ยึดหน่วงของจิตและเจตสิกหรือเป็นสิ่งที่ยินดีของจิตและเจตสิก คือ อารมณ์ ๖ อย่าง ดังนี้ ๑) รูปารมณ์ได้แก่สีต่างๆจิตรับรู้โดยอาศัยจักขุทวาร (ตา) ๒) สัททารมณ์ ได้แก่ เสียงต่างๆ จิตรับรู้โดยอาศัยโสตทวาร (หู)  ๓) คันธารมณ์ ได้แก่ กลิ่นต่างๆ จิตรับรู้โดยอาศัยฆานทวาร (จมูก) ๔) รสารมณ์ ได้แก่ จิตรับรู้โดยอาศัยชิวหาทวาร (ลิ้น) ๕) โผฏฐัพพารมณ์ ได้แก่ เย็นร้อน อ่อนแข็ง หย่อนตึงจิตรับรู้โดยอาศัยสัมผัสทางกาย ๖) ธรรมมารมณ์ ได้แก่ จิตรับรู้โดยอาศัยมโนทวาร (ใจ)[18] ฉะนั้น ลักษณะการรับรู้อารมณ์ของภวังคจิตจะทำหน้าที่ต่อจากกระบวนการของการรับรู้อารมณ์ของวิถีจิต  ดังที่ท่าน              พระมหาประยูร ธมฺมจิตโต กล่าวว่า  “เมื่อแรกจิตปฏิสนธิในครรภ์มารดา จิตอยู่ในภวังค์จึงเรียกว่าภวังคจิต จิตที่ไม่ออกมารับรู้อารมณ์ทางทวาร คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เป็นจิตปกติ (ปกติ มโนภวงฺคจิตฺตํ นาม) ที่คิดอารมณ์อยู่ภายในลึกๆ โดยไม่รู้สำนึกตัว และ เมื่อ เด็กทารกคลอดออกมาจากครรภ์มารดาแล้ว ภวังคจิตยังคงทำหน้าที่ต่อไป รวมทั้งเมื่อมนุษย์หลับสนิทโดยไม่ฝันหรือเข้านิโรธสมาบัติ จิตจะตกภวังค์ เมื่อ ใดอารมณ์มากระทบประสาทสัมผัส ภวังคจิตก็จะไหวตัวออกมารับรู้อารมณ์ทาง ทวารทั้ง ๖ เรียกว่า การขึ้นสู่วิถีจิตเมื่อจิตรับรู้และกระทำทุกอย่างได้วิถีจิตจะไม่ เคยถูกลืมและสิ่งเหล่านี้จะถูกเก็บสั่งสมไว้ในภวังค์ กรรมทั้งหลายถูกสั่งสมไว้ใน ภวังคจิตนี้แหละที่จุติจิตจากภพหรือชาติหนึ่งไปปฏิสนธิในอีกภพหนึ่ง”[19] จะเห็นได้ว่าภวังคจิตมีลักษณะรับรู้อารมณ์จากกระแสวิถีจิตและเป็นฐานรองรับของชีวิตในขณะหลับนอนอย่างต่อเนื่องกันเป็นระบบตลอดเวลาและเก็บสั่งสมอารมณ์จากกระแสวิถีจิต รวมทั้งนำผลการกระทำต่างๆขึ้นสู่วิถีจิตและภพต่อๆไปได้

) ภาวการณ์รับรู้อารมณ์ของภวังคจิต

ในพุทธปรัชญาเถรวาทกล่าวถึงจิตไว้ ๘๙ ดวงหรือ ๑๒๑ ดวง (โดยพิสดาร) ถ้าแบ่งเป็นหมวดได้ ๖หมวด คือ ๑) อกุสลจิต ๑๒ ดวง ๒) อเหตุกจิต ๑๘ ดวง ๓) กามาวจรโสภณจิต ๒๔ ดวง ๔) รูปจรจิต ๑๕ ดวง ๕) อรูปปาวจรจิต ๑๒ ดวง ๖) โลกุตตรจิต ๘ ดวง จิตเหล่านี้ทำหน้าที่ในการปฏิสนธิจิต ภวังคจิต และจุติจิต เนื่องจากจิตมีองค์ประกอบของเจตสิกอยู่ด้วยเพื่อการรับรู้ภาวะต่างๆ หรือมีการปรุงแต่งให้เกิดอารมณ์ต่างๆ จากภายนอกเข้าสู่จิต เจตสิกนี้มีอยู่ ๕๒ ดวงและมีเจตสิกอยู่ ๗ ดวงที่เรียกว่า สสัพพจิตตสาธารณเจตสิก ซึ่งจะเกิดกับจิตทุกดวง ดังนี้ ๑) ผัสสะทำหน้าที่กระทบอารมณ์ เช่น ตากระทบรูป เป็นต้น ๒) เวทนาเป็นสภาพเสวยรสอารมณ์ เช่น อารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ๓) สัญญาทำหน้าที่จำอารมณ์ หรือหน่วยความจำ ๔) เจตนาทำหน้าที่ขวนขวายให้สำเร็จ ๕) เอกัคคตาซึ่งมีอารมณ์เป็นหนึ่งเดียวทำให้เกิดร่วมกันหรือพร้อมกันในอารมณ์นั้น ๖) ชีวิตินทรีย์ เป็นสภาพอนุบาลเข้าร่วมกันให้เป็นไปหรือการหล่อเลี้ยงชีวิตให้เป็นไปในหน้าที่ของตน และ ๗) มนสิการ คือ การทำอารมณ์ไว้ในใจหรือพิจารณาไว้ในใจ [20]

จากเจตสิกทั้ง ๗ ดวงนี้จะมีคุณสมบัติ ๔ ประการคือ ๑) เกิดพร้อมกับจิต ๒) ดับพร้อมกับจิต๓) รับอารมณ์อย่างเดียวกับจิต๔) อาศัยอยู่ที่เดียวกับจิต และเจตสิกทั้ง ๗ ดวงสามารถย่อลงได้ ๓ กองคือ ๑) เวทนาขันธ์ คือกองเวทนา เป็นส่วนที่เจตสิกรับความรู้สึกมาจากเสวยอารมณ์แบ่งออกเป็น ๓ อย่างคือ (๑) สุขเวทนา คือความรู้สึกเป็นสุข (๒) ทุกขเวทนา คือความรู้สึกทุกข์ (๓) อุเบกขาเวทนา คือความรู้สึกเฉยๆ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ ๒) สัญญาขันธ์ คือการสัญญาเป็นเจตสิกที่กำหนดรู้และจำได้หมายรู้ คือ หมายรู้อารมณ์ทั้ง ๖ คือการเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การลิ้มรส การสัมผัส และการนึกคิดหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งในทางอภิธรรมมีสัญญา ๖ อย่างเช่นกันคือ (๑) จำรูป (๒) จำเสียง (๓) จำกลิ่น (๔) จำรส (๕) สัมผัสทางกาย (๖) ใจนึกคิด  ๓) สังขารขันธ์ คือกองสังขารเป็นส่วนที่เจตสิกปรุงแต่งหรือสภาพที่ปรุงแต่งคุณภาพของจิตให้เป็นกุศล (สุข) อกุศล (ทุกข์) และอุเบกขา สังขารยังหมายถึง ความดี (กุศล) ความชั่ว (อกุศล) หรือเรียกว่า บุญและบาปได้เช่นกัน

เจตสิกที่ปรุงแต่งจิตให้เป็นกุศล อกุศล และอัพยากฤต เมื่อวิเคราะห์ให้ลึกลงไปจะพบว่าเป็นความทะยานอยากหรือตัณหาของบุคคลและสัตว์ที่มีจิตรับรู้อารมณ์เข้ามาแล้วทำให้เกิดความหลงในความเพลิดเพลินในตัณหาซึ่งแบ่งได้ ๓ อย่าง  ได้แก่ ๑ ) กามตัณหา คือความทะยานอยากในกามคุณ ๕ ได้แก่ อยากในรูป เสียง กลิ่น รส และสิ่งสัมผัสทางร่างกายที่พอใจ เช่น อยากเห็นรูปสวย เสียงไพเราะ อาหารอร่อย เป็นต้น ๒) ภวตัณหา ความทะยานอยากในภพ ความทะยานอยากในความดีหรือความเป็น ความอยากเป็นเจ้าของ เช่น อยากในลาภ ยศ สรรเสริญ สุข อยากเกิดเป็นเทวดา อยากเกิดเป็นพรหม ไม่อยากสูญสลาย ฯลฯ  ๓) วิภวตัณหา คือ ความทะยานในความไม่มีหรือ ความไม่เป็นอยากดับสูญ อยากทำลาย เช่น ไม่อยากสูญสิ้นวาสนา เป็นต้น จะเห็นได้ว่าจิตนี้มีทั้งกุศล อกุศล และอุเบกขา เมื่อวิถีจิตรับรู้อารมณ์ต่างๆ จากภายนอกและจะถูกเก็บสั่งสมไว้ในภวังคจิตของบุคคลไว้หลังจากวิถีจิตเสวยอารมณ์เรียกว่า อนุสัย[21]

ดังนั้นภาวะการรับรู้อารมณ์ของภวังคจิตจะเกิดจากอำนาจของเจตสิกที่ปรุงแต่งเกิดขึ้นกับกระแสของวิถีจิตในการรับรู้อารมณ์ของดกุศล อกุศล และอุเบกขา ซึ่งทางพุทธปรัชญาเถรวาท ได้กล่าวถึงกุศล (สุข) อกุศล (ทุกข์) และอุเบกขา ไว้ ๒ ประเภท คือ

) ทางปัญจทวาร (ทวารทั้ง ๕)  กล่าวคือ  เกิดจากวิถีจิตในปัญจทวาร คือ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ และกายวิญญาณ การที่จะเกิดอารมณ์ทางทวารทั้ง ๕ นี้ จะขึ้นอยู่กับเจตนาแรงหรือไม่แรงของอำนาจอารมณ์ที่ปรากฏชัดของกุศล (สุข) อกุศล (ทุกข์) และอัพยากฤต (ไม่สุขไม่ทุกข์) ยกตัวอย่างเช่น มีชายคนหนึ่งเกิดมาด้วยอำนาจกุศลกรรม (กรรมดี) วันหนึ่งได้มองเห็นสตรีผู้หนึ่งรูปร่างหน้าตาสวยงาม ทำให้ชายคนนั้นเกิดความพอใจและคิดว่า สตรีคนนี้น่ารักอยากได้มาเป็นภรรยา เพียงคิดเท่านี้ก็จัดว่าเป็นอกุศลเกิดขึ้นในจิตของชายคนนั้น วิถีจิตจะเกิดเป็นลำดับตามหน้าที่ของจิต จากนั้นวิถีจิตดับลงก็จะเกิดภวังคจิตต่อเนื่องกันเรียกว่าภวังคจิตนี้ว่าอดีตภวังค์ดับลงไปมีแต่รูปารมณ์ (สตรีสวย) แต่ยังไม่ดับลง (อารมณ์ยังคงอยู่ภายใน) หลังจากนั้นไปกระทบกับจักขุทวาร (การมองเห็น) ทำให้เกิดการสั่นสะเทือนในภวังคจลนะเกิดขึ้นเพราะทำให้อารมณ์เก่าไม่มั่นคง เรียกว่าภวังคจลนะ จากนั้นดับลงภวังค์อีกดวงหนึ่งเกิดขึ้นมารับอารมณ์เก่าเป็นครั้งสุดท้ายเรียกว่า ภวังคุปัจเฉทะ แล้วดับลงและพร้อมที่จะขึ้นสู่วิถีจิต จากที่กล่าวมานี้หมายความว่าชายคนนั้นมีเจตนาที่เป็นอกุศล คือมีโลภะและโมหะอยู่ในจิตโดยมีเจตสิกเกิดร่วมอยู่ด้วย เมื่อวิถีจิตเสวยอารมณ์อกุศลกรรมเหล่านี้จะเกิดขึ้นจากวิถีจิตแล้วจะถูกเก็บสั่งสมไว้ในภวังคจิตจนกระทั่งถึงเวลาอันเหมาะสมหรือจังหวะเหมาะที่จะทำให้ภวังคจิตแสดงพฤติกรรมออกมากับสตรีที่ชายคนนั้นต้องการเป็นภรรยาทันที แต่ทางตรงกันข้ามถ้าชายคนนั้นเกิดการเปลี่ยนใจเห็นสตรีผู้นั้นเกิดความไม่พอใจหรือรังเกียจขึ้นมาก็จะทำให้ชายคนนั้นเห็นสตรีคนนั้นก็จะเกิดขึ้นในวิถีจิตของชายคนนั้นแล้วเสวยอารมณ์ไม่พอใจ (โทสะ) ทำให้อารมณ์ที่ไม่พอใจของชายคนนั้นในวิถีจิตจะถูกเก็บสั่งสมไว้ในภวังคจิต เช่นเดียวกัน อย่างนี้เป็นต้น

๒) ทางมโนทวาร (ทางใจ) กล่าวคือ วิถีจิตที่เกิดทางมโนทวารมีมากมายเพื่อให้เกิดความชัดเจนจึงขอยกตัวอย่าง ดังนี้ เมื่อชายคนหนึ่งที่กระทำกรรมบางอย่างไว้ คือ การฆ่าสุกรเพื่อนำไปขายขณะที่ชายคนนั้นมองดูสุกรที่จะฆ่าก็เกิดความโลภอยากจะกินเนื้อสุกร โดยขณะนั้นปัญจทวาร คือ ตา หู  จมูก ลิ้น และกาย ทำให้เกิดวิถีจิตเกิดขึ้นดำเนินไปตามลำดับของจิตจนกระทั่งถึงชวนจิต (เสวยอารมณ์) ที่เป็นอกุศลจิต (กรรมไม่ดี) ต่อไปยังตทาสัมพนจิต (ยึดหน่วงอารมณ์) ก็จะมารับอารมณ์จากนั้นตทาลัมพนจิตดับลงก็เข้าสู่กระแสภวังคจิต ทำให้เกิดการเก็บสั่งสมอารมณ์ของชายคนนั้นที่กระทำการฆ่าสุกรด้วยเจตนาทางมโนทวาร และเมื่อภวังคจิตได้เก็บสั่งสมอารมณ์เหล่านี้ไว้แล้วก็พร้อมที่ให้ผลทุกขณะเมื่อมีโอกาสหรือจังหวะที่เหมาะเป็นต้น[22] จะเห็นว่าภาวะการรับรู้อารมณ์ของภวังคจิตจะเกี่ยวข้องกับวิถีจิตและเจตจิต จากนั้นภวังคจิตจะเป็นจิตที่เก็บสั่งสมเอาไว้เพื่อรอจังหวะที่แสดงพฤติกรรมออกมาทั้งในทางกุศล (สุข) อกุศล (ทุกข์) และอุเบกขา ซึ่งจะเกิดอย่างนี้สืบต่อเลยๆไปจนกว่าอายุขัยหมดหรือเข้าสูภพใหม

.  กระบวนการเก็บสั่งสมของภวังคจิต

กระบวนการเก็บสั่งสมของภวังคจิตก็จะเป็นช่วงต่อจากภาวะการรับรู้อารมณ์ของภวังคจิต ซึ่งเป็นการเก็บสั่งสมภายในของภวังคจิตจากวิถีจิตอีกทอดหนึ่งคือ

๑)  ภวังคจิตเก่า (อตีตภวังค์) มีกระบวนการที่เก็บสั่งสมอารมณ์ภายอยู่ในกระแสของภวังคจิตโดยมีอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งและสืบต่อไปยังปฏิสนธิจิต ซึ่งอารมณ์ปฏิสนธิจิตนี้มีอยู่ ๓ อารมณ์ คือ(๑) กรรมอารมณ์ หมายถึง อารมณ์การกระทำที่บุคคลหรือสัตว์ ที่กำลังจะหมดอายุขัย (ตาย) ได้กระทำไว้ในชีวิตที่ผ่านมาทั้งกุศล (สุข) อกุศล (ทุกข์) และอุเบกขา จะทำให้กรรมอารมณ์เก็บสั่งสมนั้นๆ นำไปสู่อีกภพหนึ่ง  (๒) กรรมนิมิตอารมณ์ หมายถึง ความคิดนึกที่ปรากฏแก่จิตของบุคคลหรือสัตว์นั้นๆ ที่กำลังจะหมดอายุขัยที่จะเกิดการคิดนึกถึงอุปกรณ์หรือสิ่งของที่ใช้กระทำกรรมเอาไว้โดยเป็นไปตามอัตโนมัติ ตัวอย่างเช่น นึกถึงกรรม คือการฆ่าสัตว์ก็จะต้องนึกถึงสิ่งที่ใช้ฆ่าพร้อมกันไปด้วย เช่น มีด ปืน ไม้ เป็นต้น ถ้าเป็นกุศลกรรม (กรรมดี) เช่นการใส่บาตรพระ อุปกรณ์ที่ใช้ทำกรรมดีนี้ ได้แก่ ข้าวปลาอาหารที่ใช้ใส่บาตร เป็นต้น อุปกรณ์ที่ใช้กระทำเหล่านั้นเรียกว่า กรรมนิมิตที่จะปรากฏแก่จิตของผู้จะกำลังจะหมดอายุขัย พร้อมๆ กับกรรม (การกระทำ) ที่ทำด้วย (๓) คตินิมิตอารมณ์ หมายถึง ภาพหรือสัญลักษณ์ของภพหน้าที่จิตจะไปเกิดหรือภาพนิมิตให้บุคคลนั้นเห็นก่อนหมดอายุขัย เช่น เห็นภาพวิมาน (สวรรค์) วัว (สัตว์เดรัจฉาน) หรือเปลวเพลิง (นรก) เป็นต้น  จากอารมณ์ทั้ง ๓ ที่กล่าวข้างต้นนี้จะทำให้เกิดการยึดหน่วงอารมณ์ (ตทาลัมพนจิต) ดังกล่าวเข้าสู่ภวังคจิตอยู่ภายใน

๒) ภวังคจลนะหรือภวังคจิตไหว  หมายถึง  มีหน้าที่ภายในของภวังคจิตที่ทำต่อจากอดีตภวังค์คลายอารมณ์เก่าให้กับภวังคจลนะทำให้ภวังคจลนะรับอารมณ์ใหม่อย่างใดอย่างหนึ่ง            จากอตีตภวังค์กับอารมณ์เก่าที่มีอยู่แล้ว จึงเกิดแรงสั่นสะเทือนจึงทำให้เกิดการไหวขึ้นทำให้การสืบต่ออารมณ์เก่า และอารมณ์ใหม่ของอตีตภวังค์ที่เข้ามาเก็บสั่งสมไว้มีพลังมากขึ้นและพร้อมที่รักษาอารมณ์ให้อยู่ในสภาพที่สมดุลจึงส่งต่อไปยังขณะจิตที่๓

๓) ภวังคุปัจเฉทะหรือภวังค์ตัด หมายถึง มีกระบวนการเก็บสั่งสมภายในของภวังคจิตที่ทำให้การรับอารมณ์เก่าอย่างใดอย่างหนึ่งจากภวังคจลนะอย่างเต็มที่แล้วเก็บสั่งสมอารมณ์ไว้ซึ่งเป็นการเก็บสั่งสมไว้ต่อกันเป็นครั้งสุดท้าย (ดวงสุดท้าย) แล้วดับไป (จุติจิต) จากนั้นก็พร้อมที่จะขึ้นสู่วิถีจิต (เสวยอารมณ์) หรือเก็บสั่งสมข้อมูลส่งต่อไปสู่ภพหน้าได้

จากขณะจิตของภวังคจิตทั้ง ๓ ขณะจิต จะเป็นกระบวนการเก็บสั่งสมอยู่ภายในทั้งที่เป็นกุศล อกุศล และอัพยากฤต อย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นกรรมหรือประสบการณ์ ในอดีตกาล ก็ยังคงถูกเก็บสั่งสมอยู่ในภวังคจิตอยู่ตลอดเวลาไป (ตราบใดที่ยังไม่ดับวิถีจิต) ในกระบวนการเก็บสั่งสมภายในของภวังคจิตที่กล่าวมาจะมีอยู่ ๒ ช่วง ในการรับอารมณ์ คือ๑) ก่อนรับอารมณ์ (ปฏิสนธิจิต) ๒) รับอารมณ์แล้ว (จุติจิต) ซึ่งกระบวนการภายในของภวังคจิตในการเกิดภพใหม่มีขั้นตอนรายละเอียด  ดังนี้  คือ

ขั้นตอนที่ ๑ เมื่อเวลาบุคคลหรือสัตว์ใกล้จะหมดอายุขัยนั้นจะมีอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งในอารมณ์ ๓ ประการคือ กรรมอารมณ์ กรรมนิมิตอารมณ์ และคตินิมิตอารมณ์ โดยที่อารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งก็จะเข้าปรากฏแก่ชวนจิต (เสวยอารมณ์) ก่อนใกล้หมดอายุขัยซึ่งเป็นขั้นตอนของวิถีจิตรับอารมณ์

ขั้นตอนที่ ๒ เมื่อวิถีจิตของบุคคลหรือสัตว์นั้นๆ จะจุติจิต (ดับลง) ที่นำไปสู่การปฏิสนธิจิตซึ่งมีอารมณ์อย่างเดียวกับชวนจิต (ตอนเสวยอารมณ์จะนำไปสู่ขั้นตอนของการจุติจิตและปฏิสนธิจิต)

ขั้นตอนที่ ๓ จากปฏิสนธิจิตสืบต่อมายังภวังคจิตที่จะทำการเก็บสั่งสมอารมณ์ที่เกิดขึ้นในกระแสจิตติดต่อกัน ๑๖ ขณะ โดยมีภวังคจิตทำงานร่วมกันอยู่ ๓ ดวงคือ อดีตภวังค์ ภวังคจลนะและภวังคุปัจเฉทะ ซึ่งมีอารมณ์เดียวกับปฏิสนธิจิตและชวนจิต (เป็นขั้นตอนของการทำงานของภวังคจิต) ที่รับอารมณ์แล้วเก็บเก็บสั่งสมไว้

ขั้นตอนที่ ๔ มโนทวาราวัชชะเกิดขึ้นเพื่อพิจารณาอารมณ์ใหม่แล้วดับลงไปต่อจากนั้นชวนจิตเกิดขึ้น ๕ ขณะเพื่อเสวยอารมณ์ หมายถึง ยินดีในอารมณ์ในภพที่บุคคลหรือสัตว์นั้นเกิดภพภูมิใหม่จากนั้นจิตก็ตกภวังค์ซึ่งเป็นไปตามกุศลกรรม อกุศลกรรมที่ได้กระทำเอาไว้ของบุคคลและสัตว์นั้นๆ ต่อไป (เป็นขั้นตอนของการเกิดวิถีจิตในปัจจุบันหรือเกิดภพใหม่)

ฉะนั้น กระบวนการภายในของภวังคจิตที่มีการเก็บสั่งสมโดยที่ภวังคจิตจะมีกระบวนการอยู่ ๒ ขณะจิต คือ ปฏิสนธิจิต และจุติจิต ซึ่งจะนำผลกรรมของภพชาติปัจจุบันบวกกลับอดีตชาติก่อนๆ ไปสู่อีกภพหนึ่งๆ ทำให้บุคคลหรือสัตว์นั้นๆ มีอุปนิสัยหรือพฤติกรรมต่างๆ ตามแต่ที่จะเก็บสั่งสมมามากน้อยแค่ไหน ดังพระพุทธดำรัสที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า

ภิกษุทั้งหลาย นามและรูปเป็นอย่างไร ? ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา และ มนสิการเหล่านี้ เรียกว่า “นาม” ส่วนมหาภูตรูป ๔ และอุปทานรูปเหล่านี้เรียกว่า รูป ภิกษุทั้งหลายวิญญาณเป็นไฉน? วิญญาณ ๖ คือจักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณและมโนวิญญาณ[23]

จากพุทธดำรัสนี้ เมื่อพิจารณาให้ลึกลงจากที่ได้กล่าวว่าการเกิดขึ้นของวิญญาณหรือจิตก่อให้เกิดมหาภูตรูป และอุปทายรูปก่อให้เกิดพฤติกรรมต่างๆ ที่มาจากมหาภูตรูป แต่พุทธดำรัสมิได้หมายถึง วิญญาณหรือจิตในวิถีจิตแต่หมายถึง ภวังคจิต การเกิดมหาภูตรูป และอุปทานรูปที่ก่อกำเนิดชีวิตนั้น ถ้าหากปราศจากภวังคจิตเป็นตัวนำปฏิสนธิจิตแล้วนามและรูปใหม่ก็เกิดขึ้นไม่ได้เพราะขาดวิบากกรรมมาปรุงแต่ง แต่ในทรรศนะของพุทธปรัชญาเถรวาทถือว่ากรรมจะต้องประกอบด้วยเจตนาทุกครั้งย่อมสำเร็จผลเป็นวิบากอยู่ในภวังคจิต และวิบากกรรมนี้จะเป็นแรงผลักดันก่อให้ปฏิสนธิจิตอยู่ในภวังคจิต เมื่อปฏิสนธิจิตดับลงแล้วภวังคจิตจะทำหน้าที่ต่อไปอีก คือ เป็นรากฐานให้นามและรูปเจริญเติบโต ในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่ควบคุมและตกแต่งกัน ถ้าภวังคจิตเก็บสั่งสมทางกุศลก็จะนำไปทางที่ดี และถ้าภวังคจิตเก็บสั่งสมในทางอกุศลก็จะไปทางที่มีแต่ความทุกข์ เป็นต้น ดังตัวอย่างนายเขียวเป็นคนไม่กลัวบาปเขาประกอบอาชีพสุจริตบังหน้าแต่เบื้องหลังเต็มไปด้วยการทรยศคดโกงฉ้อฉล แต่เนื่องจากเขาเป็นคนฉลาดมีอิทธิพลและมีเงินมากเขาจึงรอดพ้นจากเงื้อมมือของกฎหมายได้ทุกครั้ง ชาวนาบางคนต้องกลายเป็นผู้เช่านาตนเองทำ สาเหตุเพราะกู้ยืมเงินนายเขียวจำนวนหนึ่งโดยเอาที่นาเป็นประกันแล้วถูกนายเขียวใช้เล่ห์เหลี่ยมเพิ่มจำนวนเงินในสัญญากู้ จนเจ้าของนาไม่สามารถหาเงินมาชดใช้ได้จึงถูกนายเขียวยึดที่นาไป วันหนึ่งนายเขียวถูกลอบยิงบาดเจ็บสาหัสญาตินำส่งโรงพยาบาลในที่สุดอาการของนายเขียวเข้าขั้นโคม่า ทำให้ประสาทสัมผัสของเขาไม่สามารถรับรู้โลกภายนอก แต่ภายในจิตของนายเขียวเห็นเปลวเพลิงนรกประหนึ่งเขาได้ยืนดูอยู่อย่างใกล้ชิด สุดท้ายเขาก็หมดลมหายใจ ดับจิตไปเกิดอยู่ในนรกที่นายเขียวเห็น เป็นต้น จากตัวอย่างในกรณีนี้อธิบายได้ว่าในมรณสมัย (เวลาใกล้ตาย) ทุคตินิมิตมีวรรณรูป (ลักษณะของไฟ) แห่งเปลวเพลิงซึ่งไปในทางทุคติ (เกิดไม่ดี)ทั้งหลายมีนรกเป็นต้น ย่อมมาสู่อารมณ์ในมโนทวารของบุคคลผู้มีบาปกรรม กล่าวอีกนัยหนึ่งคือด้วยอำนาจแห่งกรรม (การกระทำ) ภวังคจิตจะทำการเก็บข้อมูลสั่งสมไว้จากวิถีจิตที่ได้กระทำกรรมเอาไว้เมื่อใกล้หมดอายุขัย (ตาย) ก็จะปรากฏอารมณ์ที่ได้กระทำกรรมไว้กับบุคคลนั้นๆ ต่อจากนั้นจุติจิตจะเกิดอารมณ์ของภวังค์ที่เก็บสั่งสมไว้เกิดเป็นอารมณ์ขึ้นตามลำดับ ปฏิสนธิจิตเกิดขึ้นแก่บุคคลนั้นในอารมณ์นั้นต่อไป นี่คือเป็นปฏิสนธิจิตในอารมณ์เป็นปัจจุบัน (เกิด)ในลาดับแห่งจุติจิตซึ่งมีอารมณ์เป็นอดีต (จากภพเก่า) จากตัวอย่างนี้จะพบว่าอารมณ์ของจิตของนายเขียวผู้กำลังหมดอายุขัย คือคตินิมิตเพียงอย่างเดียว เรียกว่า ทุคตินิมิต (เห็นทางไปเกิดที่ไม่ดี) เพราะเป็นนิมิตหรือสัญลักษณ์ของทุคติที่มีพลังกรรมชั่วที่เก็บสั่งสมในภวังคจิตจะนำนายเขียวไปเกิดภพใหม่ที่ไม่ดีต่อไป[24]

๖.  การเปลี่ยนแปลงสู่พฤติกรรมที่แสดงออกของภวังคจิต

จากภวังคจิตที่เก็บสั่งสมมาจากวิถีจิตในปัจจุบันหรืออดีตภพเป็นเหตุให้เกิดพฤติกรรมแสดงออกมา มีทั้งกุศล (สุข) อกุศล (ทุกข์) และอุเบกขา ซึ่งทำให้เกิดการกระทำต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับตัณหาหรือไม่ใช่ตัณหาก็ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของภวังคจิตที่เก็บสั่งสมมาในอดีตหรือประสบการณ์ที่ผ่านมาที่คิดนึกว่าถูกต้องและเมื่อมีความพอใจในพฤติกรรมนั้นๆ ก็จะมีเจตนาในวิถีจิตนั้นแรง เช่น ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความกังวล และหวาดระแวง เป็นต้น   

จากภายนอกซึ่งมีทั้งกุศล อกุศล และอุเบกขา ทำให้จิตมีทั้งสุขและทุกข์ตามไปด้วย ส่วนภวังคจิตจะเก็บสั่งสมอารมณ์ความสุข ทุกข์ และรู้สึกเฉยๆเหล่านั้นมาไว้เสมือนกิเลสอนุสัยนอนนิ่งอยู่ภายในลึกๆในภวังคจิต และพร้อมที่จะแสดงพฤติกรรมออกมาเมื่อถึงโอกาสและเวลาอันเหมาะสมโดยที่อารมณ์สั่งสมไว้ในภวังคจิตก็จะแสดงพฤติกรรมออกมาสู่วิถีจิตและถ้าเป็นอกุศล (ทุกข์) พฤติกรรมที่ออกมาก็จะทำให้เกิดความทุกข์กับตัวเอง และจะทำให้เดือดร้อนสังคมของผู้อื่นด้วย นำไปสู่ความไม่เหมาะสมในพฤติกรรมในการแสดงออกของบุคคลนั้นๆโดยภวังคจิตที่เก็บสั่งสมอารมณ์กิเลสไว้เช่น กิเลส ๓ ชนิด ดังนี้ คือ ๑) อนุสัยกิเลส คือ กิเลสอย่างละเอียดที่ตกตะกอนอยู่หรือเก็บสั่งสมอยู่ในภวังคจิตเบื้องลึกของกระแสจิต เปรียบเสมือนสันดานที่เป็นตะกอนนอนสงบอยู่ในภวังคจิตมีอยู่ ๓ ชนิดคือ (๑) ราคะนุสัย เช่น อยากได้ (โลภะ)(๒) ปฏิฆานุสัย เช่น ความเครียด (โทสะ) (๓) อวิชชานุสัย เช่น ความหลง (โมหะ) ๒) ปริยุฏฐานกิเลส คือกิเลสอย่างกลางที่ถูกสั่งสมไว้เมื่อถูกกระตุ้นความรู้สึกในอนุสัยจะทำให้ฟุ้งขึ้นมารับวิถีจิตทำให้บุคคลนั้นมีความรู้สึกตามกิเลสที่ถูกกระตุ้นหรือกระทบ เช่น ราคะ โทสะ และโมหะเป็นต้น ๓) วีติกมกิเลส คือ กิเลสอย่างหยาบที่เห็นได้ชัดในปัจจุบันหรือเห็นได้เป็นประจำวัน ที่ไม่สามารถควบคุมได้ ถึงขั้นแสดงพฤติกรรมแสดงออกมาทางกาย ทางวาจา และทางใจ ตัวอย่างเช่น (๑) ราคะมีกำลังแรงถึงขั้นเปิดเว็บในอินเทอร์เน็ตดูภาพโป๊ (๒) โทสะมีกำลังแรงขึ้นก็โต้เถียงไม่ยอมฟังเหตุผลเมื่อบิดาห้ามปราม (๓) โมหะที่กำลังแรงมากก็จะกลายเป็นบุคคลมิจฉาทิฐิคือความเห็นผิดเป็นชอบ ปักใจเชื่อว่าบิดาเป็นผู้ใหญ่ประเภทไดโนเสาร์ หรือเห็นว่าการดูเว็บโป๊ช่วยผ่อนคลาย ทำให้จิตแจ่มใสเบิกบาน ช่วยให้ไม่ต้องเป็นคนเก็บกด เป็นต้น จากอกุศลทั้ง ๓ ข้อนี้จะแสดงพฤติกรรมออกมาเมื่อมีเหตุปัจจัยในภวังคจิตถูกกระตุ้น ส่วนทางด้านกุศลก็จะตรงกันข้ามกับอกุศล คือ จะมีพฤติกรรมออกมาทางกาย ทางวาจา และทางใจ ในรูปของ อโลภะ และอโมหะ เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิด การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความเมตตา และเกิดปัญญา[25]

ที่กล่าวมาจะพบว่าภวังคจิตจะเก็บสั่งสมอารมณ์ต่างๆสุขและทุกข์แล้วจะแสดงพฤติกรรมออกมาทางวิถีจิตโดยไม่ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมรอบๆที่ดำรงชีวิตอยู่ แต่พฤติกรรมแสดงออกต่างๆนี้จะเกิดขึ้นเนื่องจากความรุนแรงของเจตนาที่ถูกเก็บสั่งสมในภวังคจิต ว่าจะมีเจตนามาก (แรง) หรือน้อย (เบาบาง) แต่ถ้าอารมณ์ที่มีเจตนาในการกระทำต่างๆไม่ถูกแก้ไขให้ดีขึ้นก็จะถูกเก็บสั่งสมในภวังคจิตไว้ตามเดิม หรือมีการกระทำกรรมซ้ำๆกันบ่อยๆ เมื่อหมดอายุขัย ภวังคจิตก็จะทำหน้าที่นำข้อมูลเหล่านี้ไปอีกภพหนึ่ง จะมีลักษณะอย่างนี้คือเป็นวัฏจักรของกระแสจิตในชีวิต ดังตัวอย่างของการกระทำที่เก็บสั่งสมไว้ในภวังคจิตไปสู่ภพใหม่ ดังต่อไปนี้ที่เป็นการพฤติกรรมที่แสดงออกของเด็กชายทะนงที่มักมีอารมณ์โกรธ เพราะถูกบิดาของเขาเลี้ยงดูที่มีนิสัยโกรธเป็นประจำเหมือนกัน เมื่อเด็กชายทะนงเข้าโรงเรียนก็แสดงพฤติกรรมโกรธกับเพื่อนๆในชั้นเรียน และชกต่อยกับเพื่อนโดยที่เพื่อนๆในโรงเรียนยอมรับเขาให้เป็นหัวหน้า ต่อมาทะนงได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยก็ยังมีอารมณ์โกรธเหมือนดิม จนกระทั้งเรียนจบจากมหาวิทยาลัย แล้วได้ทำงานด้วยการที่ทะนงยังคงมีอารมณ์โกรธเก็บสั่งสมอยู่ในภวังคจิตที่เป็นต้นเหตุให้การทำงานไม่ค่อยราบรื่นโดยไม่รู้ตัวเอง จนกระทั่งวันหนึ่งทะนงระเบิดอารมณ์โกรธอย่างรุนแรงกับหัวหน้างาน ด้วยเหตุที่เก็บสั่งสมอารมณ์โกรธไว้ในภวังคจิตดังกล่าว ทะนงจึงถูกไล่ออกจากงาน รวมทั้งคู่หมั้นของทะนงได้ยื่นคำขาดให้ทะนงควบคุมอารมณ์โกรธ มิฉะนั้นจะถอนมั่น [26]

จากตัวอย่างนี้จะเห็นว่าพฤติกรรมของทะนงตั้งแต่เด็กจนกระทั่งโตมีงานทำ อารมณ์โกรธที่สั่งสมมาเป็นเวลานานของทะนงก็ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง ด้วยเหตุผลนี้ทางพระพุทธศาสนาถือว่ามีเหตุและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กันเรียกว่ากฎแห่งกรรม เนื่องจากภาวะจิตที่ภวังคจิตได้เก็บสั่งสมอารมณ์โกรธจากวิถีจิต (รับอารมณ์จากภายนอก) ที่ได้รับจากบิดามารดา และเมื่ออยู่โรงเรียนพฤติกรรมอารมณ์โกรธก็เป็นที่ยอมรับของเพื่อนๆ ให้เป็นหัวหน้าชั้น ทำให้ทะนงมีความพอใจในอารมณ์โกรธ (ตัณหา) แล้วถูกภวังคจิตเก็บสั่งสมอารมณ์ดังกล่าวไว้ จนกระทั่งเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้วเข้าทำงาน อารมณ์นี้ก็ยังเก็บสั่งสมอยู่ไม่เปลี่ยนแปลงด้วยเจตนาที่แรงความโกรธที่มากพอแล้วจนกระทั่งวันหนึ่งได้ระเบิดอารมณ์โกรธกับหัวหน้างานทำให้ทะนงถูกไล่ออกจากงาน รวมทั้งคู่หมั้นได้ยื่นคำขาดให้ควบคุมอารมณ์ความโกรธ มิฉะนั้นจะถูกถอนหมั้น สาเหตุในครั้งนี้เพราะว่าภวงคจิตได้เก็บสั่งสมอารมณ์โกรธไว้ตั้งแต่เด็กจนโต เมื่อถูกกระตุ้นจากอารมณ์ภายนอก อารมณ์โกรธที่ถูกเก็บสั่งสมไว้ในภวังคจิตจึงจะแสดงพฤติกรรมต่างๆ ที่เก็บสั่งสมไว้ออกมาโดยไม่รู้ตัว หรือจากภวังคจิตสู่วิถีจิตถ้าทะนงยังไม่สามารถกำจัดหรือควบคุมอารมณ์โกรธในการดำรงชีวิตของตนเองได้ที่อยู่ในภวังคจิตก็จะนำผลกรรม (อารมณ์โกรธ) ที่มีอยู่ไปสู่ภพใหม่ต่อไปเมื่อทะนงหมดอายุขัย(ตาย) จะเป็นลักษณะนี้เรื่อยๆจนกว่าจะเห็นความจริง จากตัวอย่างนี้มีพุทธพจน์กล่าวไว้ดังนี้

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย : กุมาร (เด็กแรกเกิด) นั้นอาศัยความเจริญและความ เติบโตแห่งอินทรีย์ (ร่างกาย) ทั้งหลายแล้ว เป็นผู้เอิบอิ่มเพียบพร้อมด้วยกามคุณ ๕ ให้เขาบำเรออยู่ทางตาด้วยรูปทั้งหลาย ทางหูด้วยเสียงทั้งหลาย ทางจมูกด้วย กลิ่นทั้งหลาย ทางลิ้นด้วยรสทั้งหลายและทางกายด้วยสัมผัสทางผิวหนังทั้งหลาย ล้วนแต่น่าปรารถนาน่ารักใคร่ น่าพอใจ มีภาวะเป็นที่ตั้งแห่งความรัก เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยอยู่แห่งความใคร่ เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด นำมาซึ่งความรักกุมาร นั้นครั้งเห็นรูปด้วยตาแล้ว ได้ยินด้วยเสียงแล้ว รู้สึกกลิ่นด้วยจมูกแล้วลิ้มรสด้วย ลิ้นแล้ว ถูกต้องสัมผัสทางหนังด้วยผิวกายแล้ว รู้แจ้งธรรมมารมณ์ด้วยใจย่อมกำหนัดยินดีในรูปและเสียง เป็นต้น อันมีลักษณะเป็นที่ตั้งแห่งความรักย่อมขัดเคืองในรูปและเสียง เป็นต้น อันมีลักษณะเป็นที่ตั้งแห่งความชังกุมารนั้นย่อม ไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันเป็นที่ดับโดยไม่เหลือ แห่งธรรมอันเป็นบาปอกุศลทั้งหลายด้วย กุมารนั้นเมื่อประกอบความยินดี และความยินร้ายอยู่เช่นนี้ เสวยอยู่ซึ่งเวทนาใดๆเป็นสุขก็ตามเป็นทุกข์ก็ตาม ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขก็ตาม เขาย่อมเพลิดเพลิน พร่ำสรรเสริญ เมาหมกอยู่ซึ่ง เวทนานั้นๆ เมื่อเป็นผู้เพลิดเพลิน พร่ำสรรเสริญ เมาหมกอยู่ซึ่งเวทนานั้นๆ ความ หนัดยินดีที่ได้ตามอยากย่อมบังเกิดขึ้น ความกำหนัดยินดีที่ได้เป็นไปในเวทนา ทั้งหลาย ความกำหนัดยินดีในความยากนั้นก็คืออุปทาน เพราะอุปทาน ของกุมาร นั้นเป็นปัจจัยจึงมีภพเพราะมีภพเป็นปัจจัยจึงมีชาติเพราะมีชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะ โสกะปริเทวะ ทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลายจึงเกิดขึ้นครบถ้วนซึ้งเกิดขึ้นพร้อม แห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ย่อมมีอาการอย่างนี้ แล[27]

พอสรุปได้ว่า  การเวียนว่ายตายเกิดของมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายมีได้เพราะกิเลสตัณหาเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดภพต่างๆ ดังนั้นการที่จะไม่ให้เกิดภพต่างๆอีกก็ต้องดับกิเลสให้หมดจากจิตใจ มิฉะนั้นก็จะเป็นผู้สร้างภพใหม่ของตนเองอยู่ร่ำไป ดังพระพุทธเจ้าทรงเปรียบตัณหาเหมือนนายช่างผู้สร้างเรือน ดังนี้

เราแสวงหาตัวนายช่างผู้สร้างเรือนอยู่ เมื่อไม่พบจึงได้เร่ร่อนไปใน สังสารวัฏนับชาติไม่ได้ การเวียนว่ายตายเกิดเป็นทุกข์ นายช่างผู้สร้างเรือน เอ๋ย (บัดนี้) เราพบเจ้าแล้ว เจ้าจักสร้างเรือนไม่ได้อีกแล้ว จิตของเราถึงสภาพ เป็นวิสังขาร (อันอะไรปรุงแต่งไม่ได้อีกต่อไป) เราได้บรรลุถึงความสิ้นตัณหาแล้ว [28]

เมื่อเกิดใหม่ภวังคจิตที่เก็บสั่งสมไว้ในอดีตภพบวกกับภวังคจิตที่เก็บสั่งสมใหม่ในปัจจุบัน จะก่อให้เกิดการผสมพอกพูนด้วยความแรงตามความปรารถนา (เจตนา) เกิดไปตามเหตุปัจจัย เปรียบเหมือนน้ำที่เสีย (อกุศล) หรือน้ำดี (กุศล) ถ้าเติมลงไป (เก็บสั่งสม) ก็ทำให้น้ำนั้นเสียมากขึ้นหรือเสียน้อยลงก็ย่อมเกิดขึ้นได้ตามเหตุปัจจัยเช่นเดียวกับพฤติกรรมที่แสดงออกมาก็ฉันนั้น

๗. สรุปวิเคราะห์

การศึกษาภวังคจิตของพุทธปรัชญาเถรวาท  โดยผู้วิจัยได้แบ่งประเด็นในการศึกษาออกเป็น ๖ ประการ คือ

๑) ความหมายของภวังคจิตมีความหมายที่กว้างขวางกว่าจิตใต้สำนึกที่ว่าเป็นองค์แห่งภพเพราะภวังคจิตเป็นนามธรรมไม่มีรูปร่าง มีการเกิดดับอยู่ในกระแสวิถีจิตตลอดเวลาและสามารถสืบต่อไปสู่ภพใหม่ได้ ส่วนจิตใต้สำนึกมีความหมายที่เป็นเพียงพลังงานทางจิต ที่มีลักษณะเป็นรูปธรรมไม่สามารถสืบต่อไปยังภพใหม่ได้

๒) บ่อเกิดของภวังคจิตมีบ่อเกิดจากกระแสจิตซึ่งโดยธรรมชาติในกระแสจิตมีธรรมชาติอยู่ ๒ ประการคือ (๑) วิถีจิต (๒) ภวังคจิต ดังนั้น ภวังคจิตเปนส่วนหนึ่งของกระแสจิตหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ภวังคจิตเป็นกระแสเดียวกับกระแสจิตก็ได้ แต่จิตใต้สำนึกมีบ่อเกิดมาจากประสาทสัมผัสหรือประสบการณ์แล้วนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเป็นพลังงานทางจิตหรือแรงขับอยู่ภายในบุคคล

๓) ภาวะทั่วไปของภวังคจิตมีภาวะทั่วไปคือมีลักษณะที่เกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไป เป็นนามธรรมและไม่มีรูปร่าง มีอยู่ ๓ ประเภท คือ (๑) อดีตภวังค์ (๒) ภวังคจลนะ (๓) ภวังคุปัจเฉทะ ภวังคจิตทั้ง ๓ ประเภทมีหน้าที่ในการปฏิสนธิจิตและจุติจิตที่จะสืบต่อไปยังภพใหม่ ส่วนจิตใต้สำนึกเป็นพลังงานทางจิตมีอยู่ ๓ ระบบคือ ระบบอิด (Id) ระบบอีโอ (Ego) และระบบซูเปอร์อีโก้ (Super-Ego) ที่มีอิทธิพลในการผลักดันให้เกิดพฤติกรรมในบุคคล

๔) กระบวนการรับรู้อารมณ์ของภวังคจิตมีกระบวนการรับรู้อารมณ์ จากกระแสวิถีจิตที่เกิดดับอยู่ตลอดเวลาโดยที่กระแสวิถีจิตจะรับอารมณ์อยู่ ๒ ทางคือ (๑) ประสาทสัมผัสภายนอก (๒) อารมณ์ต่างๆที่เป็นนามธรรม จากนั้น ภวังคจิตก็จะรับอารมณ์ต่อจากกระแสวิถีจิตแล้วส่งต่อไปยังกระแสวิถีจิตซ้ำอีกเป็นอย่างนี้แบบสันตติ ส่วนจิตใต้สำนึกจะมีกระบวนการรับอารมณ์จากประสาทสัมผัสภายนอกเท่านั้นแล้วเปลี่ยนแปลงมาอยู่ในรูปของพลังงานทางจิต เป็นพลังงานที่คงที่อยู่ภายใน

๕) กระบวนการเก็บสั่งสมอารมณ์ของภวังคจิตเมื่อรับอารมณ์จากกระแสวิถีจิตแล้วก็จะเข้าสู่กระบวนการเก็บสั่งสมอารมณ์โดยผ่านภวังคจิต ๓ ดวงคือ (๑) อดีตภวังค์ (๒) ภวังคจลนะ (๓) ภวังคุปัจเฉทะ ที่มีลักษณะและหน้าที่สัมพันธ์กันในกระบวนการเก็บสั่งสมภายใน ส่วนจิตใต้สำนึกรับอารมณ์จากประสาทสัมผัสภายนอกเข้าสู่กระบวนการเก็บสั่งสมอารมณ์โดยผ่านรูปของพลังงานทางจิตมีอยู่ ๓ ระบบคือ ระบบอิด ระบบอีโก้และระบบซูเปอร์อีโก้ จะเก็บกดสั่งสมภายในจิตใต้สำนึก

๖) การเปลี่ยนแปลงสู่พฤติกรรมของภวังคจิตมีการเปลี่ยนแปลงสู่พฤติกรรมจากการเก็บสั่งสมอารมณ์ในกระแสวิถีจิตเพื่อจะแสดงพฤติกรรมต่างๆในกระแสวิถีจิต โดยขึ้นอยู่ว่าอารมณ์ที่เก็บสั่งสมมีเจตนามากหรือน้อยเพียงใด หากสิ่งที่เก็บสั่งสมมีเจตนามากก็จะแสดงพฤติกรรมออกมาให้เห็นได้อย่างชัดเจน เช่น พฤติกรรมของภวังคจิตที่เห็นกันทั่วไปในตอนที่บุคคลใกล้จะหมดอายุขัย (ตาย) คือ (๑) กรรมอารมณ์ (๒) กรรมนิมิตอารมณ์ (๓) คตินิมิตอารมณ์ เป็นต้น ส่วนจิตใต้สำนึกจะมีการแสดงพฤติกรรมออกมาจากพลังงานทางจิตที่เก็บกดสั่งสมไว้ในจิตใต้สำนึก แต่จะขึ้นอยู่กับว่าอารมณ์ที่เก็บสั่งสมมีเจตนามากหรือน้อยเพียงใด ถ้ามีเจตนามากก็จะมีแรงผลักดันให้เกิดพฤติกรรมออกมาให้เห็นชัดเช่นเดียวกับภวังคจิต

ดังนั้น จะเห็นว่าภวังคจิตในพุทธปรัชญาเถรวาทมีความสำคัญที่ลึกซึ้งกว้างขวางกว่าจิตใต้สำนึกซึ่งอาจจะพิสูจน์ได้จากตนเองและประสบการณ์ต่างๆ ที่พบเห็นในชีวิตประจำวันโดยที่ภวังคจิตในกระแสวิถีจิตนี้ สามารถทำให้บุคคลนำไปพัฒนาและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อยกระดับจิตให้สูงไปในทางที่พ้นโลกเป็นอยู่ในปัจจุบันได้ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา และรวมถึงจิตใต้สำนึกที่เป็นพลังงานทางจิต ในบุคคลเพื่อการดำรงชีวิตประจำวันเพื่อให้เกิดมีความสุขได้

 

[1] พระมหาประยูร ธมฺมจิตโต,  จุฬาฯ: วิชาการ : ปรัชญาบูรพทิศ, (กรุงเทพฯ: มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๒), หน้า ๒๑.

[2] บรรจบ บรรณรุจิ, จิตวิเคราะห์เปรียบเทียบพระพุทธเจ้ากับซิกมันด์ ฟรอยค์, (กรุงเทพฯ: ธรรมสภา; ๒๕๒๐), หน้า ๒๕.

[3] นางสมถวิล ธนวิทยาพล, “การศึกษาเชิงวิเคราะห์ความคิดเรื่องจิตในพระสุตตันตปิฎก”, วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต, (สหวิทยาลัย), ๒๕๒๘, หน้า ๑๓๒.

[4] สำนักราชบัญฑิตยสถาน, พจนานุกรมฉบับราชบัญฑิตยสถาน, (กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน์ ,๒๕๒๕), หน้า ๖๑๘.

[5] พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์ฉบับประมวลศัพท์, (กรุงเทพฯ : เอสอาร์พริ้นติ้ง แมสโปรดักส์, ๒๕๔๖), หน้า ๑๖๗.  

[6] พระมหาสมจินต์ สมฺมาปฺญฺโญ, พุทธปรัชญาสาระและพัฒนาการ, หน้า ๒๒๓.

[7] พระราชวิสุทธิกวี, จิตวิทยาในพระอภิธรรม, (กรุงเทพฯ : มหามกุฎราชวิทยาลัย, ๒๔๓๓),                 หน้า ๕๐.

[8] สุจินต์ บริหารวนเขตต์, ปรมัตถธรรมจิตสังเขปและภาคผนวก, (กรุงเทพฯ : ชวนพิมพ์; ๒๕๓๖), หน้า ๑๕๐.

[9] ระวี ภาวิไล, อภิธรรมสำหรับคนรุ่นใหม่, (กรุงเทพฯ : ดอกหญ้า ๒๕๓๖), หน้า ๑๒๘. 

[10] พระมหาวิโรจน์ วิโรจโน (ผาทา), “การศึกษาเปรียบเทียบแนวความคิดเรื่องภวังคจิตในพุทธปรัชญากับอาลยาวิญญาณในพุทธปรัชญาโยคาจาร”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตร ดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา, (บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหา จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๕), หน้า ๘.

[11] นายแพทย์จำลอง ดิษยาณิช, จิตวิทยาของความดับทุกข์, (เชียงใหม่ : กลางเวียงการพิมพ์, ๒๕๔๕), หน้า ๘๗. 

[12] สุนทร ณ รังษี., พุทธปรัชญาจากพระไตรปิฎก, (กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๑), หน้า ๒๒.

[13] ระวี ภาวิใล, อภิธรรมสำหรับคนรุ่นใหม่, หน้า ๑๕๘.

[14] พระมหาวิโรจน์ วิโรจริน, “การศึกษาเปรียบเทียบแนวคิดเรื่องภวังคจิตในพุทธปรัชญาเถรวาทกับอาลยวิญญาณในพุทธปรัชญาโยคาวาร”, หน้า ๑๘.

[15] บรรจบ บรรณรุจิ, จิต มโน วิญญาณ, (กรุงเทพฯ : ธรรมสภา, ๒๕๓๗), หน้า ๒๗-๓๕. 

[16] สุนทร ณ รังษี, พุทธปรัชญาจากพระไตรปิฎก, หน้า ๒๖๑.

[17] แสง จันทร์งาม, ปรากฏการณ์ทางจิต, (กรุงเทพฯ : สร้างสรรค์บุ๊คส์, ๒๕๒๔) หน้า ๗.

[18] สมพร ศรีวราทิตย์, พระอภิธัมมัตถสังคหะ ปริเฉทที่ ๓-๔, (กรุงเทพฯ : สุทธิสารการพิมพ์, ๒๕๓๖), หน้า ๔๖-๔๗.

[19] พระมหาประยูร ธมฺมจิตโต, มหาจุฬาฯ วิชาการ:ปรัชญาบูรพทิศ, หน้า ๒๑.

[20] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๙.

[21] นายแพทย์จำลอง ดิษยาณิช, จิตวิทยาของความดับทุกข์, หน้า ๒๕-๒๖.

[22] พระมหาไพฑูรย์ สุทฺธวิสุโธ (น้อยจัน), “การวิเคราะห์เชิงปรัชญาเรื่องบาป ในพระพุทธศาสนา”, วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๓๗), หน้า ๒๙.

[23] บรรจบ บรรณรุจิ, จิต มโน วิญญาณ, หน้า ๑๗.

[24] สุนทร ณ รังษี, พุทธปรัชญาจากพระไตรปิฎก, หน้า ๒๗๕.

[25] ดวงมณี จงรักษ์, ทฤษฎีการให้การปรึกษาและจิตบำบัดเบื้องต้น, (กรุงเทพฯ : ส.ส.ท,๒๕๔๙),               หน้า ๓๒๘.

[26] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๓๒๘.

[27] พุทธทาส อินทปญโญ, ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์, (สำนักพิมพ์ ธรรมทานมูลนิธิไชยา, ๒๕๔๑), หน้า ๑๔๙- ๑๕๑.

[28] บรรจบ บรรรุจิ, จิตวิเคราะห์เปรียบเทียบพระพุทธเจ้ากับซิกมันด์ ฟรอยด์, (กรุงเทพฯ : ธรรมสภา, ๒๕๒๐),  หน้า ๓๔.