สิทธิมนุษยชน หมายถึง สิทธิที่ทุกคนมีอยู่ในฐานะเป็นมนุษย์ ทั้งสิทธิในการดำรงชีวิตอยู่ในส่วนบุคคลและสิทธิในการอยู่ร่วมกันในสังคม สิทธิในความเป็นมนุษย์นั้น มีทั้งสิทธิตามกฎหมายและสิทธิที่มีอยู่โดยไม่ขึ้นอยู่กับบทบัญญัติของกฎหมาย แต่เป็นสิทธิที่เกิดจากมาตรฐานเพื่อความถูกต้อง ความเป็นธรรม หรือความยุติธรรม แต่เดิมสิทธิมนุษยชนจะกล่าวถึงในชื่ออื่น เช่น สิทธิในธรรม สิทธิในธรรมชาติ เป็นต้น
โดยประเทศไทยได้เข้าร่วมรับรอง "ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน" ของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศ ดังนั้นบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 จึงได้กำหนดเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้ทุกคนตระหนักในความสำคัญของสิทธิมนุษยชน และเป็นแนวทางปฏิบัติต่อกันในฐานะเพื่อนมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน โดยตระหนักว่าทุกคนมีสิทธิในชีวิต มีสิทธิในการยอมรับนับถือ และมีสิทธิในการดำรงชีวิตและพัฒนาตนเองตามแนวทางที่ถูกต้องนั้นเอง
เมื่อพิจารณาถึงสิทธิมนุษยชนตามรัฐธรรมนูญพ.ศ. 2550 ในส่วนที่เกี่ยวกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่เป็นการใช้อำนาจรัฐเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและเอาผู้กระทำความผิดมาลงโทษอันอาจมีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของบุคคลโดยตรง เนื่องจากในสังคมปัจจุบันปัญหาอาชญากรรมมีแนวโน้มการก่อเหตุในลักษณะทวีความรุนแรงขึ้น ดังจะเห็นได้จากสถิติการก่ออาชญากรรมและวิธีการประกอบอาชญากรรมของผู้กระทำความผิด จำนวนของผู้ถูกคุมขังในเรือนจำเพิ่มสูงขึ้นตามจำนวนคดีที่เข้าสู่กระบวนยุติธรรมส่งผลให้เกิดปัญหาต่างๆตามมามากมาย เช่น ปัญหาคดีล้นศาล คนล้นคุก เป็นต้น
โดยปัญหาอาชญากรรมเป็นสิ่งที่ทำลายความสงบสุขของประชาชนและสังคมโดยรวม รัฐจึงจำเป็นที่จะต้องมีมาตรการป้องกันสังคมให้สงบสุข โดยมีการตรากฎหมายกำหนดบทลงโทษแก่ผู้กระทำความผิด โดยโทษหนักหรือเบานั้นขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการก่อเหตุและสภาพความผิดที่หนักหรือเบาโดยเชื่อว่าการลงโทษผู้กระทำความผิดนั้นจะก่อให้เกิดผลดีต่อความสงบของสังคมอันจะทำให้อาชญากรรมลดลง
การลงโทษผู้กระทำความผิดนั้นมีอยู่ด้วย 5 ประเภท คือ ประหารชีวิต จำคุก กักขัง ปรับ ริบทรัพย์สิน ตามมาตรา 18 แห่งประมวลกฎหมายอาญา แต่การลงโทษที่ถือว่าเป็นการกำจัดผู้กระทำความผิดออกไปจากสังคมที่รุนแรงที่สุด คือ “โทษประหารชีวิต”
โทษประหารชีวิต เป็นการลงโทษที่มีความรุนแรงที่สุดที่ใช้ต่อผู้กระทำความผิดและถือได้ว่าเป็นการลงโทษที่เก่าแก่ที่สุดซึ่งมีมาแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน เป็นไปตามวัตถุประสงค์ในการลงโทษเพื่อเป็นการแก้แค้นตามหลักตาต่อตาฟันต่อฟัน เพื่อแก้แค้นทดแทนความผิดที่ได้กระทำลงไป ลงโทษเพื่อเป็นการข่มขู่ยับยั้ง ลงโทษเพื่อการปรับปรุงแก้ไขและที่สำคัญที่สุด คือ การตัดโอกาสการกระทำผิดซ้ำอันเป็นการกำจัดผู้กระทำผิดออกไปจากสังคมอย่างเด็ดขาด สำหรับการประหารชีวิตในประเทศไทยนั้นการประหารชีวิตด้วยปืนได้มีการยกเลิกเมื่อวันที่ 18 กันยายน พ.ศ.2546 กล่าวคือ รัฐบาลได้มีการเสนอแก้พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 16) พ.ศ.2546 โดยแก้ไขมาตรา 19 ว่า “ผู้ใดต้องโทษประหารชีวิตให้ดำเนินการด้วยวิธีฉีดยาหรือสารพิษให้ตาย” ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 19 กันยายน 2546 และได้มีการประหารชีวิตด้วยวิธีฉีดยาเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2546 [1]
ข้อดีของโทษประหารชีวิต คือ การลงโทษประหารชีวิตเป็นวิธีเดียวเท่านั้นที่จะกำจัดอาชญากรผู้เป็นภัยออกจากสังคมเด็ดขาด โดยอาชญากรผู้นั้นจะไม่สามารถกลับไปก่อเหตุร่ายได้อีก และทำให้ผู้คนในสังคมส่วนใหญ่มีความเกรงกลัวต่อโทษประหารชีวิตและไม่กล้ากระทำความผิดที่มีลักษณะรุนแรง แต่ข้อเสียของโทษประหารชีวิตที่เห็นได้ชัด คือ หากเกิดข้อผิดพลาดในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาและดำเนินการตัดสินลงโทษประหารชีวิตผู้บริสุทธิ์ไปย่อมไม่สามารถแก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าวได้ ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่บางฝ่ายเห็นควรยกเลิกโทษประหารชีวิต[1]
ในส่วนของประเทศไทยนั้นเป็นประเทศหนึ่งที่ยังคงมีการลงโทษประหารชีวิตแม้ว่าการลงโทษประหารชีวิตจะมีข้อเสียดังกล่าวและขัดต่อศีลธรรมหลักศาสนาก็ตาม แต่ในขณะเดียวกันโทษนี้ก็มีข้อดีอยู่หลายประการการลงโทษประหารชีวิตนั้นเป็นหน้าที่ของรัฐในการปกป้องและคุ้มครองประชาชนและยังมีอำนาจบังคับทรงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย
แต่ในส่วนของสังคมโลกปัจจุบันนั้นเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เป็นหลักการสูงสุด แม้ว่าอาชญากรสมควรต้องได้รับโทษเมื่อประพฤติละเมิดต่อกฎหมาย แต่การลงโทษด้วยวิธีการประหารชีวิตนั้นเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ อีกทั้งยังขัดต่อแนวคิดอาชญาวิทยาสมัยใหม่ที่ว่าอาชญากรสามารถกลับตัวเป็นคนดีมีชีวิตใหม่ได้อีกครั้ง เมื่อได้รับการบำบัดฟื้นฟูอย่างถูกต้องเหมาะสมและให้โอกาสกลับคืนสู่สังคม นอกจากนี้ประเทศต่างๆในสังคมโลกปัจจุบันไม่ว่าประเทศที่มีระบบกฎหมายที่ดีและทันสมัยและมีกระบวนการยุติธรรมที่สามารถปกป้องคุ้มครองประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใดก็ยังมีความผิดพลาดของบุคคลในกระบวนการยุติธรรมเกิดขึ้นอยู่เสมอๆประกอบกับสถานการณ์การลงโทษประหารชีวิตในชีวิตต่างประเทศก็ต่างมีแนวโน้มในการทยอยเลิกโทษประหารชีวิตมากขึ้น
ในความคิดเห็นของข้าพเจ้านั้นข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกโทษประหารชีวิตในประเทศไทย แม้ว่าการประหารชีวิตจะเป็นการทำให้ไร้สิ้นซึ่งชีวิต คือ พรากไปซึ่งสิทธิในการมีชีวิตอยู่รอดตลอดจนสิทธิในชีวิตร่างกาย ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามโทษประหารชีวิตเป็นการปรามผู้คิดก่ออาชญากรรมและเป็นหลักประกันต่อความสงบสุขของสังคมไทยโดยรวม และในทางปฏิบัติประเทศไทยได้มีการคุมขังนักโทษประหารชีวิตโดยชะลอการลงโทษประหารชีวิตและมีนักโทษที่จะถูกประหารชีวิตค่อนข้างน้อย อีกทั้งโทษประหารชีวิตมีความเหมาะสมกับสภาพสังคมไทยในปัจจุบัน จะเห็นได้จากการก่อเหตุร้ายที่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้นและมีวิธีการรูปแบบที่มีความสลับซับซ้อนโหดร้ายมากกว่าในอดีต ดังนั้นเมื่อปัญหาความรุนแรงที่มาจากการก่อการร้ายต่างๆมีความรุนแรงมากขึ้นโทษที่รุนแรงที่สุด คือ โทษประหารชีวิตก็นับว่าเป็นการลงโทษที่เหมาะสมกับผู้กระทำผิดที่รุนแรงที่สุดอยู่แล้ว นอกจากนี้กฎหมายในสังคมไทยเราก็มีความเหมาะสมเพราะได้มีการยืดหยุ่นการลงโทษ จะเห็นได้จากทางปฏิบัติแม้ศาลจะมีคำพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดซึ่งต้องโทษประหารชีวิต แต่หากปรากฏว่าจำเลยมีการให้ข้อเท็จจริงที่เป็นประโยชน์ไม่ว่าในชั้นพนักงานสอบสวนหรือพิจารณาคดีของศาล ศาลอาจใช้ดุลยพินิจมีการลุแก่โทษ โดยลดโทษประหารชีวิตให้แก่จำเลยได้ และแม้จะไม่มีเหตุลดโทษดังกล่าวจะบังคับนำตัวจำเลยไปประหารชีวิตทันทีไม่ได้ ต้องรอให้ครบ 60 วันนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด และยังมีเหตุการณ์ชะลอโทษประหารชีวิตที่เปิดโอกาสให้ผู้ต้องโทษประหารชีวิตทูลเกล้าถวายฎีกาโดยการ ขอพระราชทานอภัยโทษตามควรแก่กรณี มีผลเป็นการชะลอการลงโทษประหารชีวิต จึงเห็นได้ว่าประเทศไทยมิได้มีความเคร่งครัดต่อการบังคับโทษประหารชีวิตทันที ดังนั้นข้าพเจ้าจึงเห็นสมควรว่าประเทศไทยไม่ควรยกเลิกโทษประหารชีวิต เพราะหากยกเลิกโทษประหารชีวิตย่อมอาจก่อให้เกิดความวุ่นวายในสังคมได้
เขียน 10 เมษายน 2557
เมธสา เอื้อโอภาพัฒน์
[1] วิชัย เดชชุติพงศ์. 2555. “ข้อดีข้อเสียของโทษประหารชีวิตกับสังคมไทย.” [ระบบออนไลน์] เข้าถึงได้จาก http://elib.coj.go.th/Ebook/data/judge_report/jrp2... สืบค้น 10 เมษายน 2557