บันทึกธรรม ที่ควรแก่การศึกษา ( ฉบับย่อ ) อีกครั้ง กับ พระเจ้าอโศกมหาราช
ในประวัติศาสตร์ แม้ว่าจะมีมหาราชที่เป็นทั้งนักรบและนักปกครองผู้ยิ่งใหญ่อยู่หลายองค์ แต่พระเจ้าอโศกมหาราช เป็นมหาราชเหนือมหาราชทั้งปวงเ ด้วยว่าพระองค์ทรงเป็นมหาราชเพียงองค์เดียวของโลกที่เมื่อได้อำนาจสูงสุดและแผ่อานุภาพและราชอาณาจักรได้ยิ่งใหญ่ไพศาลมากที่สุดแล้ว ทรงเห็นว่าการเป็นเช่นนั้นเป็นสิ่งไร้ประโยชน์และทรงมีความอาจหาญที่จะประกาศประณามและยุติการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบอย่างสิ้นเชิงเสียด้วย.
** พระเจ้าอโศกมหาราช ตอน กำเนิดของนิโครธสามเณร
พระนางสุมนาเทวี มเหสีของพระอนุชาองค์หนึ่งของเจ้าชายอโศกกำลังตั้งครรภ์
“เจ้าหญิงเพคะ หม่อมฉันเกรงว่าทารกในครรภ์จะมีอันตราย” นางในนางหนึ่งทูล
“เจ้ากำลังจะแนะนำให้ฉันหนีจากที่นี่ใช่ไหม ฉันจะไปไหนดีล่ะ”
“หม่อมฉันจะทูลบอกประตูลับให้ พระองค์ก็เสด็จออกทางนั้นแล้วหนีเข้าไปในป่า”
เมื่อทรงหนีออกจากพระราชวังได้แล้ว พระนางสุมนาเทวีก็ร่อนเร่อยู่ในป่า
มีชายชราผู้หนึ่งเดินผ่านมาพระนางก็มีใจเมตตา
“หากท่านไปกับข้าพเจ้าที่หมู่บ้าน ข้าพเจ้าก็จะจัดหาที่พักให้ท่าน”
พระนางสุมนาเทวีได้ติดตามชายชราไป ขณะที่ทั้งสองคนกำลังเดินทางอยู่นั้น
“ฉันเดินต่อไปไม่ได้แล้ว”
“อย่าได้วิตกไปเลย ลูก! บ้านของข้าพเจ้าอยู่ไม่ไกล ข้าพเจ้าจะไปตามภรรยาของข้าพเจ้ามา ท่านนั่งรออยู่ที่ใต้ต้นไทรนี้ก็แล้วกัน”
และที่ใต้ต้นไทรนี่เองเป็นที่คลอดของทารกโอรสของพระนางสุมนาเทวี
“เราตั้งชื่อของกุมารนี้ว่านิโครธก็แล้วกัน” ชายชราพูด
นิโครธกุมารเติบโตขึ้นมาในหมู่บ้านแห่งนั้นและได้บวชเป็นสามเณรเมื่อตอนอายุยังเยาว์วัย
**********************************************************
ขณะเดียวกันนั้น ข้างฝ่ายพระเจ้าอโศกก็ได้เป็นกษัตริย์ที่มีอานุภาพมาก
“ท่านมนตรี อาณาจักรของเราสงบดีอยู่หรือ?ตามพรมแดนต่างๆเรียบร้อยดีหรือไม่?”
“พระเจ้าข้า แม้แต่ตักสิลาและอุชเชนีก็สงบเรียบร้อยดี”
“เราเองก็ยังไม่ค่อยจะเบาใจนัก จนกว่าจะตีนครกลิงคะให้ได้”
“ทำไม่รึ พระเจ้าข้า”
“กลิงคะประกาศตัวเป็นเอกราช และอาจจะหยิ่งผยองมากยิ่งขี้นทุกขณะก็ได้”
“อย่างนี้ก็ต้องทำสงครามกันละสิ”
“ท่านผู้บัญชาการ! เตรียมรบให้พร้อมสรรพ”
พระเจ้าอโศกมีโองการ
แล้วกองทัพของพระเจ้าอโศกก็กรีธาบุกนครกลิงคะ
ทหารของฝ่ายกลิงคะเข้าสู้รบอย่างองอาจแกล้วกล้า
ในที่สุด การรบก็ได้สิ้นสุดลง
“เราได้ชัยชนะแล้ว พระเจ้าข้า”แม่ทัพทูลรายงาน
“เราจะไปตรวจเยี่ยมกลิงคะ”
ขณะพระเจ้าอโศกตรวจเยี่ยมกลิงคะนั้น พระองค์ก็ได้ทอดพระเนตรเห็นภาพอันสยดสยอง
“กองซากศพคนตาย! พวกเราได้ฆ่าทหารเป็นจำนวนมาก”
“มีจำนวนกว่าหนึ่งแสนนาย พระเจ้าข้า” นายทัพทูลรายงาน
มีคนถูกจับเป็นเชลยเป็นจำนวนมากด้วย
“เราจับเชลยได้จำนวน ๑๕๐,๐๐๐ นาย พระเจ้าข้า” นายทัพรายงาน
“ขอทรงมีพระเมตตา ๆ” เสียงเชลยส่งเสียงเซ็งเซ่เพื่อขอพระมหากรุณาธิคุณ
ที่มา...
http://ashoka-the-great-in-thai.blogspot.com/2010/06/04.html
****************************************************************
** ตอน...พระเจ้าอโศกมหาราช กลับใจเป็นพระเจ้าอโศกผู้ทรงธรรม
ขณะที่พระเจ้าอโศกเดินทางเสด็จต่อไปนั้น
“มันช่างน่าอดสูใจจัง”
“มีชาวบ้านตายอีกหลายล้าน พระเจ้าข้า” นายทัพรายงาน
พอถึงตอนนี้ เจ้าชายอโศกทรงตระหนักถึงความระทมทุกข์ของประชาชน
“กลับกันเถิด”พระเจ้าอโศกตรัสกับนายทัพ
เมื่อเสด็จกลับถึงพระราชวัง
“พระองค์ประชวรหรือ พระเจ้าข้า” อำมาตย์ทูลถาม
“เราวุ่นวายใจเหลือเกิน”
พระเจ้าอโศกยิ่งทุกข์มากยิ่งขึ้นเมื่อมีคนเดินสาสน์มาจากวิทิศานคร
“พระเจ้าข้า! ข้าพระพุทธเจ้านำสาสน์มาจากพระนางวิทิศาเทวี”
“เสด็จพี่เพคะ เสด็จพี่ละเมิดคำสัญญา หม่อมฉันจึงขอส่งโอรสและพระธิดามาถวายพระองค์ ขอพระองค์ได้ทรงมีพระเมตตาเลี้ยงดูเขาทั้งสองด้วย. กระหม่อม.” ความในสาสน์
“พระนางวิทิศาตอนนี้อยู่ไหน”
“พระนางกำลังจะบวชเป็นนางภิกษุณี พระเจ้าข้า”
พระเจ้าอโศกทรงคลายพระทัยลงบ้างเมื่อพระโอรสและพระธิดามาอยู่ด้วย แต่พระองค์ก็ยังคงสั่งฆ่าทหารและประชาชนต่อไป
อยู่มาวันหนึ่ง พระเจ้าอโศกประทับยืนที่พระบัญชรของพระราชวัง ทอดพระเนตรเห็นนักบวชท่านหนึ่งเดินอยู่บนถนน
“เป็นใครกันนะ ทำไมเราถึงมีใจอยากรู้จักเหลือเกิน”
“รีบไปๆ ไปนิมนต์พระรูปนั้นมานี่” พระเจ้าอโศกมีพระบัญชา
เมื่อพระรูปนั้นมา
“ข้าแต่พระคุณเจ้า พระคุณเจ้าคือใคร?”
“พระองค์ไม่ทรงเห็นหรือ? อาตมาเป็นสามเณรในพุทธศาสนา”
“ขอทราบนามของพระคุณเจ้า”
“มารดาของอาตมาเรียกอาตมาว่า นิโครธกุมาร”
“นิโครธกุมาร! โยมรู้แล้ว นั่นมันชื่อของลูกของน้องชายของโยมนี่นะ”
“เจริญพร อาตมาเป็นหลานของมหาบพิตร อาตมาเดาออกแล้วว่ามหาบพิตรกำลังคิดอะไรอยู่”
“พระคุณเจ้าเกลียดโยมใช่ไหม”
“อาตมาจะเกลียดมหาบพิตรไปทำไม เพราะมหาบพิตรฆ่าโยมพ่อของอาตมานะรึ”
“มั่นเป็นสาเหตุพอที่ใครจะโกรธกันมิใช่หรือ”
“มิใช่เลย มหาบพิตร อาตมามีความรักให้แก่ทุกคน ความโกรธมีแต่จะทำลาย เราจะต้องเอาชนะมันด้วยความรัก”
“ข้าแต่พระคุณเจ้า พระคุณเจ้าเรียนเรื่องนี้มาแต่ไหน ทั้งๆที่อายุยังน้อยอย่างนี้”
“อาตมาเรียนมาจากคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นนำสอนที่จะนำสันติสุขมาสู่จิตใจที่มีทุกข์ได้”
“ใจของโยมไม่เคยรู้จักสันติสุข”
“เมื่อเป็นเช่นนี้ มหาบพิตรก็ต้องมีพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง”
ที่มา.. http://ashoka-the-great-in-thai.blogspot.com/2010/06/05.html
************************************************************
** พระเจ้าอโศกมหาราช ตอน ทำพิธีรับพระไตรสรณาคมน์จากนิโครธสามเณร
“พระคุณท่าน จะรับโยมเป็นศิษย์ของพระคุณท่านได้ไหม”
“ได้สิ มหาบพิตร ว่าตามอาตมา…”
“พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ”
“พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ”
“ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ”
“ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ”
“สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ”
“สงฆํ สรณํ คจฺฉามิ”
หลังจากนั้น ความเปลี่ยนแปลงก็บังเกิดขึ้นกับพระเจ้าอโศก
พระองค์ได้หันมาสนใจในสิ่งที่จะนำมาซึ่งสันติสุขและความสุขของประชาชน
แม้แต่ในป่าดงพงไพร พระองค์ก็ยังสร้างที่พักและโรงพยาบาลเพื่อเป็นสถานที่พักและสถานที่รักษาโรคของประชาชน
พระองค์ได้สร้างเสาศิลาจารึก และได้จารึกคำสอนลงในแผ่นศิลา
“ปริยทัสสี พระราชาผู้เป็นที่รักแห่งเทวดาตรัสว่า....” คือคำเริ่มต้นในศิลาจารึก
อยู่มาวันหนึ่ง
“เราได้สละทุกสิ่งทุกอย่างอันเป็นที่รักของเราแล้ว”
“แต่อย่างหนึ่งที่เสด็จพ่อสละไม่ได้”
“อะไรรึ ลูกมหินทระ”
“ก็โอรสและพระธิดาของพระองค์นั่นไง”
“โอรสของเสด็จพ่อต้องการบวชเป็นพระ”
“ลูกต้องการบวชจริงๆใช่ไหม พ่อหนักใจจังในเรื่องนี้ แต่พ่อก็อนุญาตลูกนะ”
“เสด็จพ่อเพคะ ลูกต้องการบวชเป็นภิกษุณี”
“เอาอีกแล้วรึ ลูกสังฆมิตรา”
“พระสวามีของหม่อมฉันเขาก็ไปบวชเป็นพระแล้ว หม่อมฉันไม่มีความสุขในชีวิตนะเพคะ”
“ตกลง พ่ออนุญาตให้ลูกไปบวชเป็นภิกษุณีได้”
และอีกสองสามปีต่อมา
“โยมพ่อ อาตมาจะมาขอเจริญพรขอลาโยมพ่อไปเกาะลังกา”
“ไปเถิดลูก พ่อขออำนวยอวยชัยให้แก่ลูก”
และอีก ๒ ปีต่อมา
“โยมพ่อค่ะ ดิฉันมาทูลลาค่ะ”
“จะไปไหนหรือ ลูกสังฆมิตรา”
“ดิฉันได้รับหนังสือจากลังกาแจ้งมาว่าเขาต้องการคณะภิกษุณีเดินทางไปที่นั่น”
ที่มา...
http://ashoka-the-great-in-thai.blogspot.com/2010/06/06.html
*************************************************************
** ตอน... อโศกมหาราชตอนส่งพระภิกษุณีสังฆมิตตาพระราชธิดาไปที่เกาะลังกา
“โอ”
“สังฆมิตรา! พ่อแก่มากแล้ว พ่อคงทนทุกข์ไม่ได้อีกต่อไป”
“ขอพระองค์จงเข้มแข็งเถิด พระองค์ทรงลืมไปแล้วหรือว่า สังฆมิตราเป็นนางภิกษุณ๊” ภิกษุรูปหนึ่งทูลพระราชา
“เราเข้าใจแล้ว เราขอให้เจ้าประสบความสำเร็จ”
“ดิฉันขอเจริญพรลาเสด็จพ่อค่ะ”
“โอ! วิทิศา ลูกของเจ้าได้ทิ้งเราไปเพื่อธรรมะเหมือนอย่างที่เจ้าทิ้งเราไปนั่นแหละ” พระราชารำพึงถึงพระนางวิทิศา
“อย่าได้เศร้าโศกไปเลย มหาบพิตร”พระรูปหนึ่งกล่าวปลอบพระราชา
“เมื่อพระองค์ทรงเสียสละบุคคลผู้เป็นที่รัก ก็ได้ชื่อว่าธรรมะเป็นที่รักของพระองค์แล้ว พระองค์ได้ชื่อว่า ธรรมาโศก โดยแท้”
โดยเหตุนี้แหละ พระเจ้าอโศกจึงได้ชื่อว่า ธรรมาโศก (แปลว่า อโศกผู้ทรงธรรม) พระองค์ทรงปกครองอินเดียอยู่หลายปี และได้ทรงดำเนินนโยบายจัดสวัสดิการให้แก่ประชาชนในพระราชอาณาจักรอันกว้างใหญ่ไพศาลของพระองค์ดุจบิดาให้การดูแลแก่บุตรฉะนั้น
หลักการ ๕ ข้อของการอยู่ร่วมกันโดยสันติ ซึ่งพระองค์ทรงเคยประกาศไว้ ยังได้รับความเคารพอยู่ทั่วโลก เสาศิลาจารึกของพระเจ้าอโศกที่เมืองสารนาถ เป็นอนุสรณ์สถานที่เตือนให้เราทั้งหลายระลึกถึงวันแห่งความยิ่งใหญ่ของพระองค์ พระธรรมจักรที่อยู่บนเสาหินของพระเจ้าอโศก ได้มาประดับอยู่ที่แถบธงชาติของประเทศอินเดียในปัจจุบัน.
ที่มา...
http://ashoka-the-great-in-thai.blogspot.com/2010/06/07.html
หมายเหตุ
เปิดบันทึก สงครามสุดท้าย พระเจ้าอโศกมหาราช ณ แคว้นกลิงคะ
พระเจ้าอโศกมหาราช กษัตริย์ยิ่งใหญ่แห่งอินเดีย ได้ทำการศึกสงครามขยายอาณาเขต ให้ยิ่งใหญ่ทั่วชมพูทวีป ทุกแห่งหนที่กองทัพพระองค์บุกเข้าไปไม่มีคำว่าปราชัยมาเลย แต่เมื่อได้ทำการบุกยังแคว้นกลิงคะ..ปรากฎว่า พระองค์ต้องทุ่มกำลังทหาร ทุ่มเวลาในการต่อสู้กับคนเมืองแคว้นกลิงคะเป็นเวลานาน เพราะคนเมืองนี้ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ๆหรือแม้แต่ผู้หญิงต่างก็จับอาวุธต่อสู้กับกองทัพของพระองค์ จึงได้รับชัยชนะอย่างลำบากยิ่งนัก
การรบเพื่อชิงอานาจครั้งสุดท้ายของพระเจ้าอโศก คือ การรบกับแคว้นกาลิงคะ ซึ่งถึงแม้จะเป็นแคว้นเล็กๆ แต่ก็มีกองทัพที่เข้มแข็งและเอาชนะยากที่สุด ทั้งสองฝ่ายรบกันอยู่เป็นเวลานาน ในที่สุด ฝ่ายพระเจ้าอโศกสามารถรบชนะตีแคว้นกาลิงคะได้สาเร็จ แต่การรบครั้งนั้นทาให้ผู้คนล้มตายกันเป็นแสนๆ พระองค์เห็นศพของเหล่าทหารหาญของทั้งสองแคว้นที่นอนตายเกลื่อนสนามรบโลหิตไหลนองแล้วเกิดความสลดพระทัย พระองค์ทรงสานึกเสียพระทัยในการก่อสงครามเป็นครั้งแรก
ในจารึกที่มีชื่อเสียงมีจารึกหลักหนึ่ง ได้ระบุถึงชัยชนะที่กาลิงคะ พระจักรพรรดิพระองค์นี้ได้ทรงแสดงความเสียพระทัยออกมาให้เป็นที่ปรากฏแก่สาธารณชน และตรัสถึงความเจ็บปวดรวดร้าวอย่างสุดซึ้ง พระองค์ได้ทรงป่าวประกาศว่า พระองค์จักไม่ทรงถอดพระแสงดาบออกมาเพื่อการพิชิตใดๆ อีกต่อไป พระเจ้าอโศกมหาราชไม่เพียงแต่ทรงประกาศล้างมือจากสงครามด้วยพระองค์เองเท่านั้น แต่ยังทรงแสดงพระราชประสงค์ว่า
“ลูกเราและหลานเหลนเราอย่าได้คิดว่าการพิชิตดินแดนเพิ่มขึ้นเป็นสิ่งที่มีค่าควรกระทา ขอให้คิดถึงเฉพาะการพิชิตเพียงอย่างเดียว คือการพิชิตโดยธรรมเท่านั้น การพิชิตด้วยวิธีนี้เป็นความดีทั้งในโลกนี้และโลกหน้า”
ทรงปฏิวัติสังคมโดยธรรม ทรงประกาศให้ยกเลิกการฆ่าสัตว์บูชายัญ ๑
ห้ามการรื่นเริงเลี้ยงสุรา หรือ ชนสัตว์ ๑
ทรงตั้งโภชนาคารหรือโรงครัว ๑
โรงพยาบาลสาหรับมนุษย์ และ สาหรับสัตว์ทั่วพระราชอาณาจักรตลอดถึงต่างประเทศ ๑
ทรงให้ปลูกสมุนไพร และไม้ผลสองข้างถนน ให้ขุดสระสาหรับมนุษย์และสัตว์ ๑
ด้วยเหตุนี้เองที่ทาให้พระเจ้าอโศกจึงทรงตั้งมั่นในการแสวงหาสัจธรรม และทรงพบกับนิโครธสามเณรที่มีกิริยามารยาทสงบเรียบร้อยซึ่งเป็นโอรสของเจ้าชายสุสิมะ สามเณรนิโครธก็แสดงธรรมโปรดพระเจ้าอโศก หลังจากพระองค์ได้ฟังธรรมแล้ว จึงมีความเลื่อมใสในพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า และได้ประกาศพระองค์เป็นพุทธมามกะ ได้ทรงทานุบารุงพุทธศาสนาหลายประการ เช่น ทรงพระราชทานทรัพย์จานวนมากเพื่อทาทานทุกวัน ทรงสร้างวัด วิหาร พระสถูป พระเจดีย์ และหลักศิลาจารึกเป็นต้น เมื่อทรงทราบจากพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระว่าเคยมีพระสถูปในพระพุทธศาสนาถึง ๘๔,๐๐๐ แห่ง จึงทรงโปรดให้สร้างวัดเท่ากับจานวนนั้น โดยโปรดให้สร้างวัดอโศการามที่เมืองปาฏลีบุตรและมหาวิทยาลัยนาลันทา
ต่อมาก็ทรงโปรดให้สร้างบ่อน้า ที่พักคนเดินทาง โรงพยาบาล และปลูกต้นไม้ เพื่อจัดสาธารณูปโภคและสาธารณ ตามหลักพุทธธรรม ต่อจากนั้นก็เสด็จไปพบสังเวชนียสถาน ๔ แห่ง เป็นพระองค์แรก และทรงสถาปนาให้เป็นเป็นสถานที่สักการบูชาของพุทธศาสนิกชนในเวลาต่อมา นับว่าพระองค์เป็นอัครศาสนูปถัมภ์พระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ พระองค์ทรงบารุงพระภิกษุสงฆ์ด้วยปัจจัย ๔ คือ อาหาร ที่อยู่ อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค เพื่อจะได้พระภิกษุในพุทธศาสนาได้รับความสะดวก มีโอกาสบาเพ็ญสมณธรรมได้เต็มที่ แต่ต่อมามีพวกนักบวชนอกศาสนาเป็นจานวนมากปลอมตัวเข้ามาบวชในพุทธศาสนาเพราะเห็นแก่ลาภสักการะ จานวนพระอลัชชีมากกว่าพระภิกษุแท้ๆ ต้องหยุดการทาอุโบสถสังฆกรรมถึง ๗ ปี จึงทาให้พระเจ้าอโศกมหาราชไม่สบายพระทัยในการแตกแยกของพระสงฆ์ ทรงปวารณาจะให้พระสงฆ์เหล่านั้นสามัคคีกัน จึงได้ตรัสสั่งให้อามาตย์หาทางสามัคคี ฝ่ายอามาตย์ฟังพระดารัสไม่แจ้งชัด จึงได้บังคับให้พระภิกษุบริสุทธิ์ทาอุโบสถร่วมกับพระอลัชชี พระภิกษุผู้บริสุทธิ์ต่างปฏิเสธที่จะร่วมอุโบสถสังฆกรรม อามาตย์จึงตัดศีรษะเสียหลายองค์
เมื่อพระเจ้าอโศกมหาราชทราบข่าวนี้ ทรงตกพระทัยยิ่งจึงเสด็จไปขอขมาโทษต่อพระภิกษุที่อาราม และได้ตรัสถามสงฆ์ว่า การที่อามาตย์ได้ทาความผิดเช่นนี้ ความผิดจะตกมาถึงพระองค์หรือไม่ พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระได้ตอบพระองค์ว่า... " การที่อามาตย์ได้ตัดศีรษะว่าเป็นบาปได้ก็ต่อเมื่อพระองค์มีเจตนาที่จะฆ่าเท่านั้น "
คำวิสัชนานั้น ทำให้พระองค์ทรงพอพระทัยมาก
เมื่อพระองค์หันมานับถือพุทธศาสนาแล้ว ทรงเป็นกษัตริย์พระองค์แรกที่ทรงผนวชขณะที่ยังทรงครองราชย์อยู่ อีกทั้งพระองค์ยังเปลี่ยนนโยบายใหม่จากการมุ่งชนะด้วยสงครามมาสู่การเอาชนะด้วยธรรมแทน ทรงเลิกการแผ่อานาจในการปกครองมาใช้หลักพุทธธรรม หรือธรรมราชา ปกครองอาณาจักรของพระองค์แทนโดย ทรงส่งสมณะทูตไปเผยแพร่ศาสนา โดยแบ่งเป็น ๙ สาย ซึ่งรวมถึงการส่งพระโสณะและพระอุตตระไปสุวรรณภูมิด้วย
พระเจ้าอโศก เสวยราชย์รวมทั้งสิ้น ๔๑ ปี ทรงสละราชสมบัติ ออกผนวชเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนาอยู่ปีเศษ แล้วปริวัตรเพศออกมาเสวยราชย์ใหม่ พระราชปฏิปทานี้นับว่าเป็นแบบแผนประเพณีของพระมหากษัตริย์ที่นับถือพระพุทธศาสนาสืบมา ในบั้นปลายแห่งพระชนม์ชีพ ทรงได้รับพระสมัญญาว่า “พระเจ้าธรรมาโศกราช” หรือ “ธรรมมาอโศก” แปลว่า “อโศกผู้ทรงธรรม” และเสด็จสวรรคตเมื่อ พ.ศ. ๓๑๓ และกระดูกของพระองค์ถูกนำไปโปรยที่แม่น้ำคงคา
หากพระเจ้าอโศกมหาราชย์ไม่เห็นซากศพของทหารนักรบเรือนแสนที่รัฐกาลิงคะ พระองค์อาจจะยังคงเป็นกษัตริย์ที่โหดร้าย ซึ่งมีความมุ่งมั่นที่จะขยายดินแดนโดยไม่คำนึงถึงการเบียดเบียนและความสูญเสียที่เกิดขึ้นพระพุทธศาสนาก็คงไม่เจริญรุ่งเรืองลูกเผยแพร่ไปทัวชมพูทวีปอย่างที่เป็นอยู่ พุทธศาสนาคงไม่เจริญรุ่งเรืองมาถึงประเทศไทยในทุกวันนี้
นี้คือ อักษรพรหมมี ที่พระเจ้าอโศกทรงโปรดให้สลักขึ้นไว้ ณ นครกลิงคะ เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งสงครามครั้งสุดท้ายของพระองค์ที่กล่าวถึง จำนวนผู้เสียชีวิต เด็ก สตรี และทหารทั้งหลายเป็นจำนวนนับแสน เป็นเหตุให้พระองค์เกิดความสลดและเลิกกระทำซึ่งสงครามนำหลักธรรมในทางพระพุทธศาสนามาปกครองประเทศ คือ การไม่เบียดเบียนเป็นต้นตำนานกษัตริย์องค์แรกของโลกที่นำกองทัพธรรมแทนกองทัพที่นำด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์
บันทึกบนลานหินแห่งนี้นั้น ปัจจุบันตั้งอยู่ที่เมืองดุมลี ห่างจากโอริสสา เมืองหลวงของรัฐโอริสสาไปทางทิศไทย ๑๘ กิโลเมตร มีหินสลักรูปช้างและด้านล่างคือสลักอักษรพรหมีของพระเจ้าอโศกมหาราช
ในปีพุทธศักราช ค.ศ. ๑๙๓๐ สมณะญี่ป่น ท่านฟูจิ นิกายนิชิเรน ได้มายังอินเดียและเข้าร่วมกับท่านมหาตมคานธี ต่อสู้เรียกร้องอิสระภาพจากการปกครองของอังกฤษ จนประสบความสำเร็จ และปี ๑๙๖๙ ได้สร้างสันติสถูปไว้ ณ สถานที่แห่งนี้ เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่พระเจ้าอโศกมหาราชผู้ทรงธรรม เป็นสัญญลักษณ์แห่งการไม่ใช้อาวุธ ใช้คุณธรรมคืออหิงสา นำการบริหารการปกครองประเทศ และเน้นพัฒนาสังคมให้เป็นไปเพื่อสันติภาพ ญี่ปุ่นจึงถือว่า พระเจ้าอโศกมหาราชคื่อบิดาแห่งสันติภาพโดยแท้ เพราะประเทศนี้ได้ลิ้มรสแห่งสงครามที่เอาชนะกันด้วยอาวุธอย่างที่เกิดขึ้นมาแล้วในกรณีระเบีดนิวเครียร์ที่นครฮิโรชิมาและนางาซากิแห่งญี่ปุ่น โดยอาศัยสถานที่แห่งนี้เป็นแรงบันดาลใจนั่นเอง ฯ
โดย ท่านคมสรณ์
ที่มา..
www.oknation.net/blog/print.php?id=497823
ขอบพระคุณพระคุณเจ้าค่ะ รู้สึกดีใจมากที่ได้อ่านบันทึกนี้ เพราะไม่เคยทราบประวัติของพระเจ้าอโศกในแง่การทำสงครามมาก่อน
พอดี อาตมา มีโอกาสเดินทางไปอินเดีย มาสามครั้ง ๆ แรก ไม่ได้ไปกรุ๊ปทัวร์ หากไปกับเพื่อนนักบวช อีกท่านหนึ่ง และใช้การเดินจาริก ตลอดเส้นทาง สี่สังเวชนียสถาน ระยะทางกว่า ๙๐๐ กิโลเมตร จึงประทับใจกับเรื่องราวนับแต่ครั้งพุทธกาล