สมพร สายสิงห์ทอง : ย่า...หนูขอโทษ


ถึงแม้จะผ่านมานานหลายปีแล้ว แต่ฉันก็ยังไม่เคยลืม...

บรรยากาศวันที่รับรู้ว่าคุณย่าซึ่งเป็นแม่ของสามีเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร ฉันในฐานะลูกสะใภ้ที่เป็นพยาบาลผู้ดูแลและพาคุณย่าไปหาหมอ เป็นผู้รับรู้ข่าวร้ายเป็นคนแรก...หลังไปรับผลการตรวจชิ้นเนื้อที่ห้องตรวจชันสูตร ณ โรงพยาบาลที่ฉันทำงานอยู่ แล้วนำผลไปปรึกษาแพทย์ผู้รักษา ถึงแนวทางการรักษาและพยากรณ์โรค เพื่อนำไปเป็นข้อมูลเบื้องต้นในการแจ้งข่าวร้ายต่อไป

ทำอย่างไรดี...

การแจ้งข่าวร้ายแก่ผู้ป่วยทั่วไป ฉันเคยทำได้ แต่เมื่อเกิดกับคนใกล้ตัว ความรู้สึกมันแตกต่างกัน

ฉันเริ่มวางแผนในใจ และตัดสินใจแจ้งข่าวร้ายให้ลูกๆของท่านทราบทีละคนๆแรก คือ พี่สาวที่ทำงานด้านสาธารณสุขเหมือนกัน เพราะคิดว่าน่าจะพูดง่ายที่สุด แล้วถึงได้บอกกับสามีและพี่ชายที่คิดว่าเข้มแข็งที่สุดก่อน สุดท้ายพี่ๆก็เรียกลูกๆทั้งหมดมารวมกันโดยไม่ให้คุณย่าทราบ แล้วมอบให้ฉันรับหน้าที่ในการแจ้งข่าวร้าย

ฉัน : หลังจากที่พาคุณย่าไปส่องกล้อง และเร่งรัดผลการตรวจชิ้นเนื้อ ผลที่ออกมาบอกว่าคุณย่าเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร (ฉันพูดด้วยเสียงสั่นเครือในตอนท้ายๆ )
ทุกคนนิ่งเงียบ พี่ชายคนที่ 2 น้ำตาซึม ฉันพยายามมองหน้าทุกคนเพื่อให้กำลังใจ แล้วจึงพูดต่อไปว่า
ฉัน : น้องไปปรึกษาคุณหมอมาแล้ว คุณหมอแนะนำให้ผ่าตัดด่วน เป็นวิธีที่ดีที่สุด ทุกคนคิดยังไง
ทุกคนเห็นพ้องต้องกัน ในแผนการรักษา แต่...จะบอกกับคุณย่าอย่างไร

"อย่าบอกย่าว่าเป็นมะเร็งนะ ย่ารับไม่ได้แน่ๆเลย ถ้ารู้เดี๋ยวจะทรุด " ทุกคนพูด

จากข้อมูลที่รับรู้ ทราบว่าคุณย่ามีประสบการณ์ในการดูแลอากงที่เป็นมะเร็งปอดและทุกข์ทรมานจากอาการปวดจนสิ้นใจ รวมถึงคนรอบข้างที่เป็นมะเร็งซึ่งล้วนแล้วแต่เสียชีวิตในเวลาอันสั้น คุณย่าพูดเสมอว่า "ลุง,ป้า,ตา,ยาย...(ชื่อ )...เป็นมะเร็ง...ไม่เกิน 6 เดือนต้องตายแน่ๆเลย"

ซึ่งคนเหล่านั้นก็เสียชีวิตไม่เกิน 6 เดือนทุกคน ทำให้ทุกคนเกรงว่าคุณย่าจะทำใจยอมรับไม่ได้ และจะส่งผลร้ายต่อสุขภาพ ซึ่งเป็นหน้าที่ของฉันที่ต้องไปบอกให้คุณย่า วันรุ่งขึ้นฉันเข้าไปหาคุณย่า โดยพยายามทำสีหน้าให้ปกติที่สุด

ฉัน : ย่า ผลตรวจย่าออกแล้วนะ หมอบอกว่ามันเป็นแผลเรื้อรังและแผลบวมมากจนทำให้บางส่วนอุดตัน หมอแนะนำให้ผ่าตัดด่วน ย่าจะว่ายังไง
ย่า : ผ่าก็ผ่าซิ ไม่เป็นไรหรอก เอาหมอว่า
ฉัน :เดี๋ยวหนูจะไปขอหมอที่เก่งที่สุดให้ช่วยผ่าตัดให้ย่านะ

ย่ามีสีหน้าสดใส ด้วยความหวังที่จะหาย และไม่ทุกข์ทรมานจากอาการปวดแสบและร้อนท้องที่นับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกวัน และยังกังวลกับน้ำหนักตัวที่ผลุบหายจนซูบผอมผิดหูผิดตา ฉันพาย่าไปผ่าตัดอย่างรวดเร็วในอีกไม่กี่วันต่อมา ซึ่งผลการผ่าตัดผ่านไปด้วยดี ผลชิ้นเนื้อพบว่าย่าเป็น CA stage 3 ซึ่งลุกลามไปต่อมน้ำเหลือง 6/13 node

คุณหมอผู้รักษาบอกว่า "ผมไปดูผลการวิจัยหลายๆชิ้น บ่งชี้ว่าการทำเคมีบำบัดไม่ค่อยส่งผลดีต่อมะเร็งกระเพาะอาหาร ย่าอายุ 70 ปีแล้วจะทำเคโมอยู่มั้ย"

สุดท้ายเมื่อมาคุยกับลูกๆ ทุกคนต่างก็เห็นตรงกันว่า ไม่ให้ทำเคมีบำบัด ฉันบอกย่าว่าต้องงดของหมักดอง อาหารรสจัด ย่าปฏิบัติตามอย่างดี คุณหมอคิดว่าย่าจะอยู่ได้ประมาณ 6 เดือน แต่ผิดคาด ย่าอยู่ได้ 4 ปีครึ่งอย่างปกติสุข

.. ..  ..

ผ่านไป 4 ปีครึ่งย่าเริ่มมีอาการกำเริบเหมือนครั้งก่อน ฉันคิดในใจว่าน่าจะ Recurrent แต่ผลการส่องกล้องปกติ การรักษาทางยาไม่ทุเลา อาการทรุดลงเรื่อยๆ ทุกคนเริ่มทำใจ...แต่สุดท้ายเมื่อคุณย่าไข้สูง ตัวตาเหลือง เพ้อ พี่ๆทนไม่ได้ให้พาย่าไปโรงพยาบาล ทำอุลตร้าซาวด์...แพทย์อ่านผลว่าท่อทางเดินน้ำดี อุดตันจากก้อนนิ่ว ทุกคนมีความหวัง...ตกลงให้หมอผ่าตัด ก่อนผ่าตัดคุณหมอบอกว่า"อาจจะเกิดจากมะเร็งก็ได้นะพี่ "

แต่เหมือนคนจะจมน้ำแค่โฟมลอยมาทุกคนก็ต้องคว้า... ผลการผ่าตัดคุณย่าเป็น CA Peritoneal หลังผ่าตัดคุณย่าต้องเข้าห้องไอ ซี ยู ใช้เครื่องช่วยหายใจ ทุกครั้งที่ฉันไปเยี่ยมย่าจะมองหน้าฉัน ย่าคงสงสัยว่าตนเองเป็นอะไรกันแน่

ฉันจับมือย่าที่อาการทรุดลงอย่างรวดเร็วพร้อมกับบอกย่าด้วยเสียงที่สั่นเครือว่า
"ย่า หนูขอโทษนะที่ไม่ได้บอกย่าแต่แรกว่าย่าเป็นมะเร็ง หนูไม่อยากให้ย่าอยู่ 6 เดือน พวกเราอยากให้ย่าอยู่กับพวกเรานานๆ และย่าชนะมันนะ ย่าอยู่ได้ตั้ง 4 ปีครึ่งเชียวนะ"

ฉันรู้ว่าย่ารับรู้เพราะช่วงเวลาสั้นๆ มือของย่ากระตุกและ Heart rate ย่าเพิ่มขึ้นตอนที่ฉันพูดคำว่า"มะเร็ง" เช้าวันต่อมาหลังน้องสาวคนสุดท้องเดินทางมาเยี่ยมย่าก็จากไปอย่างสงบ

หมายเลขบันทึก: 565756เขียนเมื่อ 9 เมษายน 2014 10:30 น. ()แก้ไขเมื่อ 29 มิถุนายน 2014 06:17 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี