จากที่ข้าพเจ้าได้ชมภาพยนตร์เรื่อง Amazing Grace ในห้องเรียนวันนี้ทำให้ได้เห็นถึงสภาพสังคมในยุคที่มีการซื้อขายทาสอยู่ ซึ่งหากเรามองจากสังคมปัจจุบันเกี่ยวกับเรื่องการค้าทาส ก็อาจมองได้ไม่ชัดเจนนัก เพราะในปัจจุบันทั่วโลกได้ยกเลิกการค้าทาสไปแล้ว ด้วยเห็นว่าเป็นสิ่งที่รับไม่ได้ เนื่องจากมนุษย์ด้วยกันย่อมมีสิทธิในความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งในภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ช่วยให้เราเห็นภาพของการค้าทาสได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพราะจำลองถึงเหตุการณ์ต่างๆที่เกี่ยวกับการค้าทาสในอดีต มีการแบ่งชนขั้นทางสังคมที่เห็นได้อย่างชัดเจน โดยกลุ่มหนึ่งยกระดับตนเองให้มีฐานะอยู่เหนือคนอีกกลุ่มหนึ่งที่อาจเป็นผู้แพ้สงคราม หรือด้วยวิธีการอื่นใด โดยลดฐานะลงไปเป็นทาสซึ่งทาสนั้น บ้างก็ถูกใช้แรงงานอย่างหนัก เรียกได้ว่าหนักเกินกว่ามนุษย์คนหนึ่งจะพึงกระทำได้ โดยทาสนั้นไม่สามารถกำหนดเส้นทางชีวิตของตนได้ เพราะชีวิตเกือบทั้งหมดของตนได้ถูกมนุษย์ด้วยกันเป็นเจ้าของไปแล้ว อีกทั้งทาสมีฐานะไม่ต่างไปจากวัตถุสิ่งของที่สามารถซื้อขายกันได้ หรือแม้กระทั่งเป็นสิ่งที่ใช้เดิมพันในการพนันด้วย
เหตุที่ต้องการให้มีทาสนั้น เนื่องด้วยสมัยก่อนเป็นยุคล่าอาณานิคม แสวงหาคนในประเทศที่เป็นอาณานิคมของตนมาเป็นทาส เพื่อให้ใช้แรงงานต่างๆตอบสนองความต้องการของคนในสังคม อาจเรียกได้ว่าผลผลิตแทบทุกชนิดในประเทศ ล้วนมาจากแรงงานของทาสทั้งสิ้น แต่ก็ต้องแลกมากับชีวิตและเสรีภาพของทาสหลายๆคนที่เสียไปเช่นกัน ดังนั้นแรงงานทาสจึงเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศในยุคนั้น ซึ่งเหตุผลนี้เองก็ถูกใช้สนับสนุนฝ่ายที่ต้องการให้คงการค้าทาสไว้ด้วย เพราะหากไม่มีแรงงานทาสแล้วก็จะไม่มีแรงงานในการผลิตสินค้าภายในประเทศ
แต่ในขณะเดียวกันอีกฟากหนึ่งของความคิดได้มีกลุ่มคนที่มองว่าการค้าทาสนั้นเป็นปัญหาสำคัญที่กำลังบ่อนทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ซึ่งชอบที่จะมีสิทธิในชีวิต ร่างกาย เสรีภาพอย่างเท่าเทียมกัน จึงไม่ควรถูกกดขี่หรือลดฐานะด้วยน้ำมือของมนุษย์ด้วยกัน จึงมีความคิดที่จะยกร่างระบบสังคมใหม่ด้วยกันหลายวิธี ทั้งประกาศโฆษณาให้ประชาชนตระหนักถึงปัญหาของการแบ่งชนชั้น ทำให้เกิดการตื่นตัวของประชาชน นำมาซึ่งการล่ารายชื่อยื่นฎีกาเกี่ยวกับการค้าทาส และส่งผลให้เกิดการออกกฎหมายยกเลิกการค้าทาสให้มีผลใช้บังคับทั่วทั้งราชอาณาจักร นำโดยวิลเลียม วิลเบอร์ฟอร์ซ (William Wilberforce) วิลเลียม พิตต์ (William Pitt the Younger) และจอห์น นิวตัน (John Henry Newton) ซึ่งการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมครั้งนั้นใช้ยาวนานกว่า 20 ปี โดยสำเร็จมีผลใช้บังคับเมื่อปี 1833 (Slavery Abolition Act 1833)
จากภาพยนตร์เรื่องนี้จะเห็นได้ว่าในยุคนั้นมีการค้าทาสและแบ่งชนชั้นอย่างชัดเจน เนื่องด้วยสภาพสังคมในยุคนั้นประกอบกับอิทธิพลทางความคิดเรื่องการแบ่งชนชั้น แต่หลังจากที่ออกกฎหมายยกเลิกการค้าทาสมีผลใช้บังคับเป็นผลให้สิทธิความเป็นมนุษย์ได้รับความคุ้มครองโดยกฎหมาย การนำคนลงไปเป็นทาสนั้นไม่สามารถกระทำได้อีก เพราะได้มีกฎหมายกำหนดห้ามไว้อย่างชัดแจ้ง แต่หากเรามองสังคมปัจจุบันจึงเกิดคำถามว่าการค้าทาสและการแบ่งชนชั้นนั้นได้หายไปจากสังคมโลกแล้วหรือไม่
ในคำถามดังกล่าวข้างต้นเราสามารถพิจารณาได้จากสื่อต่างๆ หรือสิ่งที่เราพบเจอจากเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันที่การกดขี่มนุษย์ยังคงมีให้เห็นอยู่ แม้ไม่ได้มีการล่ามโซ่ตรวน กักขัง หรือเฆี่ยนตี ดังที่ปฏิบัติต่อทาสในยุคก่อน แต่ปัญหาการค้ามนุษย์ ค้าประเวณี ค้าแรงงาน ทารุณกรรม หรือการกระทำไม่ว่าจะกระทำโดยเอกชนต่อเอกชน หรือรัฐต่อเอกเชนก็ตาม ถึงแม้จะต่างในรูปแบบที่ไม่ได้เป็นอย่างการกระทำในยุคก่อน แต่การกระทำดังกล่าวนั้นล้วนแต่มีสาระสำคัญที่กระทบต่อสิทธิมนุษยชนอันมนุษย์ทุกคนมีสิทธิในชีวิต ร่างกาย เสรีภาพของตนเองทั้งสิ้น จึงกล่าวได้ว่าแม้ในปัจจุบันจะมีกฎหมายมายกเลิกการค้าทาส การแบ่งชนชั้น และได้รับรองสิทธิมนุษยชนแล้ว แต่ในแง่ทางปฏิบัติก็ยังมีการลักลอบกระทำการที่กระทบต่อสิทธิมนุษยชนอยู่เสมอมา เพียงแต่เปลี่ยนเป็นรูปแบบอื่นๆเท่านั้น