1. ประวัติความเป็นมาของการค้าข้าว (ต่อ)
1.4 การค้าข้าวในสมัยปัจจุบัน
จุดเริ่มต้นของการเป็นสินค้าการเมืองอาจเกิดขึ้นในช่วงก่อนการปฏิวัติเขียว (การปฏิวัติเขียวคือการปลูกพืชใดพืชหนึ่งเพียงอย่างเดียวเป็นระยะเวลานานๆ โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการเกษตร ทั้งนี้การกระทำเพื่อการส่งออกเท่านั้น)ซึ่งในช่วงนั้น ผลผลิตข้าวมีไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชากรโลก เพราะการผลิตขึ้นอยู่กับดินฟ้าอากาศเป็นสำคัญ ทำให้ราคาข้าวมีความผันผวนสูงและได้รับความเดือดร้อนต้องบริโภคข้าวในราคาแพงมาก ดังนั้น เพื่อดูแลรักษาเสถียรภาพราคาข้าว ลดแรงกดดันไม่ให้ราคาตลาดผู้บริโภคสูงเกินไป ภาครัฐจึงแทรกแซงราคาข้าวโดยออกมาตรการควบคุมการออกใบอนุญาตและเก็บค่าธรรมเนียมการส่งออกข้าว (ค่าพรีเมี่ยมข้าว) นอกจากนั้น รัฐบาลยังออกมาตรการเสริมต่างๆ เช่น มาตรการจำกัดการส่งออกข้าวและห้ามการส่งออกข้าวในบางช่วง กำหนดโควต้าการส่งออกข้าว รวมถึงมาตรการเรียกข้าวสำรองจากผู้ส่งออกในราคาต่ำกว่าราคาตลาด และการให้ผู้ส่งออกสต็อกข้าวตามสัดส่วนของการส่งออก เป็นต้น มาตรการต่างๆ ที่ดำเนินการมีวัตถุประสงค์เดียวกันคือ กดราคาข้าวในประเทศให้ต่ำเพื่อช่วยเหลือผู้บริโภคไม่ให้เดือดร้อน แต่เมื่อเข้าสู่ยุคการปฏิวัติเขียว อุปทาน (ความต้องการขาย) ผลผลิตข้าวของโลกและของไทยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าอุปสงค์ (ความต้องการซื้อ) ข้าว ทำให้สถานการณ์ข้าวในตลาดโลกตกต่ำ ส่งผลให้มาตรการต่างๆ ที่ดำเนินการมาก่อนหน้านี้ล้มเหลวต้องยกเลิกไป โดยมาตรการเก็บค่าพรีเมี่ยมข้าวถูกยกเลิกไปในปี 2529
การปฏิวัติเขียวทำให้สถานการณ์ข้าวของโลกเปลี่ยนไป และยังมีผลทำให้มาตรการแทรกแซงราคาข้าวด้วยเปลี่ยนขั้วไปด้วย จากมาตรการอุดหนุนผู้บริโภคมาสู่การอุดหนุนผู้ผลิตแทน
เนื่องจากปริมาณข้าวที่ล้นตลาดในช่วงต้นฤดูผลผลิตกลายเป็นแรงกดดันทำให้ราคาข้าวตกต่ำ ทำให้เกษตรกรซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศเดือดร้อน รัฐบาลจึงออกมาตรการแทรกแซงราคาข้าว โดยเปิดโครงการรับจำนำข้าวเปลือกในอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อจูงใจให้ชาวนาชะลอการขายข้าวในช่วงต้นฤดูเก็บเกี่ยวและเพื่อลดปริมาณข้าวออกสู่ตลาด โดยมีเป้าหมายหลักคือรักษาเสถียรภาพราคาข้าวในประเทศไม่ให้ตกต่ำ
นโยบายรับจำนำข้าวมีหลักการที่สำคัญคือ รัฐบาลจะรับจำนำข้าวเปลือกจากเกษตรกรในจำนวนจำกัด หรือในปริมาณไม่มาก และจะประกาศราคาเป้าหมายหรือราคาในการรับจำนำใกล้เคียงกับราคาตลาดหรือต่ำกว่าเล็กน้อยเท่านั้น และเมื่อเกษตรกรเข้าร่วมโครงการจะได้รับเงินกู้ยืมหรือสินเชื่อไม่เกินร้อยละ 80 แต่บางช่วงปรับเพิ่มขึ้นเป็น 95-90 % ของราคาเป้าหมาย เช่น ในปีการผลิต 2541/42 และ 2542/43 รัฐบาลปรับเพิ่มราคาจำนำให้สูงถึง 95 % ของราคาเป้าหมาย
เมื่อรัฐบาลพรรคไทยรักไทย โดยการนำของนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร จะเข้ามาบริหารประเทศหลังจากการชนะเลือกตั้งอย่างท่วมท้นเมื่อกุมภาพันธ์ 2544 สำหรับพรรคไทยรักไทย มีหาเสียงด้วยนโยบายประชานิยม เมื่อเข้ามาเป็นรัฐบาลได้เปลี่ยนหลักการรับจำนำข้าวที่สำคัญคือ ในฤดูการผลิตปี 2544/45 รัฐบาลประกาศราคารับจำนำสูงกว่าราคาตลาดเป็นครั้งแรกพร้อมๆ กับเพิ่มปริมาณการรับจำนำข้าว รวมทั้งกำหนดให้โรงสีเอกชนเข้ามาเป็นกลไกสำคัญในกระกวนการรับจำนำข้าวเปลือกเพิ่มเติมจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และสถาบันเกษตรกรณ์ นอกจากนั้นยังกำหนดให้มีการรับจำนำใบประทวนสินค้าโดยให้เกษตรกรนำข้าวเปลือกไปจำนำกับโรงสีและให้โรงสีโดยมี องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อตก.) และองค์การคลังสินค้า (อคส.) เป็นผู้ออกใบประทวนแล้วนำใบประทวนมาขึ้นเงินกับ ธ.ก.ส. ตามราคารับจำนำที่ประกาศไว้ ผลของการขยายโครงการรับจำนำและยกระดับราคารับจำนำเพิ่มขึ้นส่งผลให้เกษตรกรเข้าโครงการรับจำนำข้าวเป็นจำนวนมาก การรับจำนำข้าวอาจมีสะดุดบ้างในสมัยที่พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ปรับลดขนาดปริมาณการรับจำนำข้าวลงจาก 9 ล้านตันเหลือ 8 ล้านตัน และปรับลดราคาจำนำใกล้เคียงกับราคาตลาด แต่ก็ได้เพิ่มขึ้นมาในสมัยที่มีนายสมัคร สุนทรเวช และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกฯรัฐมนตรี อย่างไรก็ตามในสมัยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯมีการเปลี่ยนแปลงจากการรับจำนำ เป็นการประกันรายได้ (ความแตกต่างระหว่างการประกันรายได้กับการรับจำนำจะเขียนในช่วงต่อไป) มีการใช้กลไกการตลาดเข้ามาสนับสนุนในโครงการประกันรายได้ อย่างไรก็ตามเมื่อนายอภิสิทธิ์ยุบสภา โดยมีพรรคเพื่อไทยกลับเข้ามาเป็นรัฐบาลและนำนโยบายรับจำนำข้าวกลับมาใช้อีกครั้งตามคำมั่นสัญญาที่ได้ให้ไว้กับเกษตรกรในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง โดยพรรคเพื่อไทยประกาศจะรับจำนำข้าวในราคาตันละ 15,000 บาทและข้าวหอมมะลิตันละ 20,000 บาท ซึ่งสูงเป็นประวัติการณ์และยังคงยึดแนวคิดเดิมของพรรคไทยรักไทยที่สร้างต้นแบบประชานิยมไว้คือ กำหนดราคารับจำนำสูงกว่าราคาตลาด
(ชัดแจ้งดีมากๆๆ)ขอบพระคุณต่อบทความเหล่านี้..เจ้าค่ะ...ยายธี