หลายๆคน เวลาเครียด ว้าเหว่ มักจะโหยหา "สิ่งที่เหนือธรรมชาติ" ไว้ปลอบประโลมใจ ถึงแม้ว่าจะรู้ว่า "ตนเป็นที่พึ่งของตน" ก็ตาม

        สิ่งที่เหนือธรรมชาติที่มักพบเห็นบ่อยๆ จนอาจมองข้ามไปในยามปกติ ก็คือ "คำอวยพร"

        นึกถึงคำอวยพร ส่วนมากก็จะนึกไปถึงเวลาพิเศษ เช่น คำกล่าวอวยพรแต่งงาน ปีใหม่ ดำหัว มากกว่าที่จะนึกเรื่องปกติใกล้ๆตัว ซึ่งความจริงก็กระทำกันเนืองๆ ไม่ต้องรอโอกาสพิเศษอะไร เช่น "โชคดีนะ...เดินทางปลอดภัยนะ...สำเร็จการศึกษาเร็วๆนะ...สุขภาพดีนะ..."

         คนที่สวดมนต์ไหว้พระประจำ ก็จะ คุ้นเคยกับการกล่าวคำแผ่เมตตา  "สัพเพสัตตา อะเวรา โหนตุ อัพยาปัชฌา โหนตุ อะนีฆา โหนตุ สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ" ถ้าดูคำแปลภาษาไทยแล้ว ไม่แตกต่างจากคำอวยพรที่ใช้กันเท่าไหร่นัก...เพราะเป็นการเมตตาต้องการให้ผู้อื่นบังเกิดความสุข ไม่มีทุกข์กายทุกข์ใจ

        คำอวยพรจึงเป็นคำกล่าวที่คนรับก็ยินดี คนพูดก็ปลื้มใจ เพราะคนจะกล่าวคำอวยพรให้คนอื่นได้นั้นอย่างน้อยต้องมีใจที่ปรารถนาดีต่อผู้อื่นเป็นทุนถึงจะกล่าวได้ และจะเกิดผลดีกับจิตใจยิ่งขึ้นเมื่อผู้รับนั้น รับด้วยใจผ่องใส

        การได้กล่าวคำอวยพรแก่ตัวเองและคนอื่นทุกเช้า จึงช่วยให้จิตใจผ่อนคลายและไปปฏิบัติภาระกิจในแต่ละวันด้วย "ตนเป็นที่พึ่งของตน" อย่างมีกำลังใจต่อไป

       ขอให้วันนี้เป็นวันแห่งความสุขกายสบายใจของทุกๆคนค่ะ