ตลอดเวลาที่ผ่านมาหลายปี (๒๐ ปี) ผู้เขียนสังเกตว่า ใครก็ตามที่พูดเรื่อง "กรรม" ดูเหมือนว่า จะถูกท้าทายหรือถูกดีสเครดิสอยู่ในทำนองว่า "เป็นด้านลบ" ไม่ควรนำมากล่าวหรือสอนกัน โดยเฉพาะเด็กยุคใหม่ มีหลายกรณีที่ผู้คนได้รับความทุกข์จากอุบัติการที่อาจนำไปโยงถึงกรรมเช่น โรคเอดส์  โรคร้าย โชคร้าย อุบัติเหตุ ตายหมู่ นอนตาย หรือถูกทำร้ายตาย ฯ แม้กระทั่งการดำเนินชีวิตที่ผิดพลาดจนเกิดวิกฤติ เหล่านี้ผู้นำเสนอเรื่องกรรม ได้หยิบมาเป็นประเด็นในการใช้กรรมตัดสินว่า "เป็นเพราะกรรม"

              จึงอยากนำเสนอเรื่องนี้เพื่อให้เกิดความเข้าใจ แม้บางท่านอาจไม่ยอมรับก็ตาม แต่เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเรื่องของท่านคนเดียว หรือผู้เขียนไม่ได้เน้นกลุ่มใด คนใดเป็นการเฉพาะ เนื่องจาก "กรรม" เป็นเรื่อง ศาลยุติกรรม ตามกลไกของกาลเวลาและกฏของสัตว์โลก มิใช่กฏของทัศนารมณ์ของใครๆ ส่วนที่ท่านไม่อยากเชื่อ อาจเป็นเพราะได้รับอิทธิพลจากฝรั่งหรือต่างลัทธิ ต่างศาสนาก็ได้ ในฐานะชาวพุทธจึงชี้แจงเฉพาะชาวพุทธเท่านั้น

              เรื่องกรรมได้สอนกันมาตั้งแต่กลุ่มศาสนาพราหมณ์ ฮินดู เชน และพุทธ ส่วนที่เห็นแย้งสุดโต่งคือ ลัทธิจารวากและนิครนนาฎบุต แนวคิดดั้งเดิมเข้าใจว่า น่าจะเกิดความความเชื่อในเรื่องพระผู้สร้างสรรพสิ่ง การสร้างสรรพสิ่ง คือ อาการแสดงออกของพระเจ้า จึงถือเอาเป็น "กรรม" แปลว่า "การกระทำ" ที่เกิดจากกรรมที่บริสุทธิ์ที่ไม่มีเจตนาเพื่อเป็นเป้าหมายปลายทางต่อใครหรือกลุ่มใดในทางลบ การสร้างสรรพสิ่งนั้น รวมเอาสัตว์ด้วย หนึ่งในสัตว์นั้นคือ มนุษย์ ดังนั้น มนุษย์จึงถูกสร้างมาด้วยกรรมที่บริสุทธิ์ในเบื้องต้น และมีเมล็ดแห่งกรรมจากพระพรหมอยู่ด้วย

               จากนั้นมนุษย์ก็ดำรงชีพด้วยสองปัจจัยคือ ประกฤติกับบุรุษ หรือเรียกอีกอย่างว่า อัตมันกับสสาร ส่วนเชนเชื่อว่า กายกับชีวะ ในอัตมันพวกพราหมณ์เชื่อว่า เป็นเชื้อแห่งพรหมันของพระพรหมติดมาด้วย เชื้อนี้เป็นอมตะนิรันดร์ ไม่แก่ ไม่ตาย แต่เมื่อมาสิงกาย ซึ่งกายต่างจากอัตมันที่เกิดและเสื่อมได้ เมื่อกายเสื่อมไป อัตมันหรือตะวันตกเรียกว่า วิญญาณ จะย้ายบ้านไปหาเรือนกายอยู่ใหม่ เรื่องนี้ ท่านที่ใช้ชื่อว่า "ปราชญ์ขยะ" เคยเขียนไว้ที่นี่นานแล้ว ท่านอ้างจากภควัคคีตาว่า "กรรม" มาจาก ๓ ปัจจัยคือ ความรู้ สิ่งถูกรู้ และผู้รู้ หากไม่รู้สามสิ่งนี้ถือว่าเป็นอวิชชา เมื่ออวิชชาครอบงำ วิญญาณก็มืดมน ไม่รู้เส้นทางกลับคืนสู่พรหมันดั้งเดิม จึงต้องเวียนว่ายตายเกิด เรียกว่า "วัฏ" จนกว่าจะหาทางกลับบ้านเดิมในที่สุด

              ในอดีตอินเดียเองจึงหาทางที่จะข้ามพ้นจุดนี้ จึงเกิดลัทธิ ศาสนา มากมายถือว่า อินเดีย คือ แหล่งไอเดีย ในการแสวงหาทางลหลุดพ้นจากวัฏ แต่ละลัทธิก็ต่างอ้างอวดสรรพคุณของตนไป สี่พันกว่าปีที่ดำรงความเชื่อในเรื่องเหล่านี้มานาน แต่ก็ยังแก้ปัญหาเรื่องนี้ไม่จบ แสดงให้เห็นว่า รากเหง้าความเชื่อนั้นถูกสร้างมาฝังสมองมนุษย์ จนยากจะล้างออก แม้แต่ปัจจุบันความคิดเหล่านี้ยังคงมีมนต์ขลังอยู่ในอินเดีย

               มาถึงยุคพุทธกาล ที่บุรุษชื่อ สิทธัตถะ อุบัติมาในท่ามกลางดงความเชื่อที่หลากหลาย เห็นความเชื่อที่ไหลไปตามกระแสแม่น้ำคงคา จนหาทางออกไม่เจอ ในความเชี่ยวแห่งความเชื่อ พระองค์ได้คิดนอกกรอบ ตอบในประเด็นเรื่อง ชีวิตที่ติดกรรมว่า สามารถปลดเปลื้องได้ด้วย การบรรลุในตัวตน จึงเห็นทางข้ามพ้นกระแสน้ำคงคาว่า อัตตาที่ถูกยึดมานั้น มีจริงแต่ไม่มีความเป็นอมตะถาวร ตามที่พวกพราหมณ์เชื่อกัน หากแต่มันสามารถทำลายได้ด้วยปัญญา คือ การรู้แจ้งจากใจ

               จึงกลายเป็นหลักการที่ชาวพุทธสืบทอดกันมาว่า การแก้กรรมแบบมหภาค คือ ภพ ชาติ และการแก้กรรมแบบจุลภาค คือ พฤติกรรมด้านกาย วาจาและใจ เป็นแนวทางไปสู่ความพ้นทุกข์ได้ถาวรและรู้ทุกข์ได้ในทุกขณะสติ โดยอิงบนฐานปัญญาหรือวิชชาการ จึงกลายเป็นแก่นเรื่องกรรมที่กล่าวกันมานาน แต่มาถึงยุคใหม่ ไม่เครียร์ ไม่รู้กระสวนความเชื่อ ความจริง และการกระทำ จึงได้แต่อวดเชิงขู่ๆ กันว่า ระวังจะเป็นกรรม หรือ กลัวบาปกรรมบ้าง

                 หากจะกล่าวขั้นตอนเรื่องกรรม พอวาดภาพได้ดังนี้ "กรรม" (Action) คือ ความเชื่อเรื่องบุญ เรื่องผล จากการกระทำ แปลว่า ความเชื่อที่อิงจากจากการกระทำบนพื้นฐาน ๓ อย่างคือ กายกรรม วาทกรรม และมโนกรรม หมายความว่า การจะพ้นผลกรรมได้ ต้องกระทำสามทางนี้ ให้ถูกหลักทางที่ดี นั่นคือ สุจริต ส่วนผู้มีผลกรรม เพราะไม่รู้จักกรรมในตนเอง สามทางดังกล่าว จึงแสดงออกในทางทุจริต ขยายความว่า กรรม แปลว่าตามศัพท์ว่า การกระทำ โดยมีช่องทางกระทำสามทางคือ ทางกาย เช่น ทำร้ายคนอื่น ลักของเขา ผิดลูกเมีย โดยการใช้อวัยวะ เช่น แขน ขา ลำตัว ศีรษะ ทำร้ายคนอื่น วาจา ก็ใช้ภาษาสื่อสาร ว่ากล่าวด่า โกหก คำหยาบ เขียน ใส่ร้าย นินทาคนอื่น ทางใจ คือ การกระทำทางเจตนา ที่แสดงออกทางสีหน้า อารมณ์ ด้วยการพยาบาท ปองร้าย ผูกเจ็บ ฯ

               ทั้งหมดนั้นเป็นการกระทำด้วยร่างกาย คำพูด และเจตนาร้าย จึงเรียกว่า เป็นกรรม แปลว่าให้ได้เนื้อความว่า จงใจ แต่นั้นแหละ คำว่า "จงใจ" อยู่ด้านใน ใครจะรู้ได้ เมื่อโจรถูกตำรวจจับได้จึงเที่ยวเฉไฉ แหลไปเรื่อย แต่สุดท้ายจนด้วยหลักฐาน พยาน จึงต้องยอมรับผลกรรมของตน การกระทำเช่นนี้ มีแรงจูงใจ มีเหตุจูงใจ มีอิทธิพลจากสังคม สิ่งแวดล้อม พฤติกรรมที่สะสมมาตั้งแต่อดีต (ปัจจุบัน) จึงแสดงผลออกมาในทุกขณะได้ เช่น คนติดยาจนคุมตัวเองไม่ได้ จึงคิดทำผิด เที่ยวดึก ขับรถ ขับเรือ ขับเครื่องบิน จนสติไม่เต็มก็อาจเกิดอุบัติเหตุได้ ผลคือ คนอาจตายหรือเจ็บเพราะเราคนเดียวก็ได้ นี่คือ ผลกรรมสะท้อนที่กินรัศมีไปไกล

                 ดังนั้น ท่านจึงเห็นเหตุการณ์ อุบัติการณ์บ่อยๆ ในสังคมมนุษย์ เพราะผลเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่ผลมันยิ่งใหญ่นักหนา ถามว่า เป็นเพราะกรรมคนนั้นหรือไม่ คำตอบคือ แน่นอน บางครั้งเราก็ยังพิสูจน์มิได้ในเชิงวิทยาศาสตร์ในเรื่องนี้ แต่สมองน้อยๆ ของเราอยากรู้ไปทุกเรื่อง แล้วกลับไม่เชื่อ  ผู้เขียนเชื่อว่า เด็กยุคใหม่ ยังไม่อินในเรื่องนี้ เพราะประสบการณ์โลกน้อย ย่อมมองเห็นความจริงของโลกและชีวิตไม่รอบคอบ

                 อย่างไรก็ตาม ขอสรุปเป็นแนวคิดเป็นขั้นตอนให้คิดแย้งดังนี้

               ๑) "เรามีกรรมและมีรัศมีพิกัด" หมายความว่า ในเบื้องต้นเราแสดงกรรมคือ การกระทำหรือการแสดงออกสามทางคือ กาย วาจาและใจ แล้วเกิดผล สองทางคือ ดีและไม่ดี (ตามคติสังคม) ทั้งสองมีอิทธิพลต่อสิ่งแวดล้อมคือ ถ้าพ่อแม่ ทำดี เป็นไปได้มากที่ลูกจะยินดี หรือมีปัญหาน้อย ตรงกันข้ามหากลูกทำชั่ว แน่นอนพ่อแม่ย่อมเป็นทุกข์ด้วย สะท้อนให้เห็นว่า ทุกคนมีพื้นฐานการกระทำอยู่ เมื่อกระทำไปแล้วอย่างใด อย่างหนึ่งย่อมส่งผลถึง คนใกล้ชิดหรือสิ่งแวดล้อมนั้นได้ จนอาจขยายไปสู่สังคมได้เช่นกัน หรือในแง่บุคคล หากทำดี ทำชั่ว มีผลต่อคนอื่นหรือสังคม ธรรมชาติด้วยเช่นกัน

                 ๒) "พุทธกรรมและรัศมี" หมายความว่า ชาวพุทธควรศึกษาพุทธวิธีเรื่อง กรรมให้เข้าใจมากขึ้น มิใช่อาศัยแต่เจ้าพ่อแม่ หมอดู หมอดวง ที่หลอกลวง หลอกหลง ให้หลงอวิชชา จนโง่ถาวรอยู่เรื่อยไป ต้องพาไปหา "หมอปลา" สอน ซึ่งหลักการพุทธสอนเรื่องกรรม ไว้ต่างจากสังคมในปัจจุบันมาก เมื่อเราอยู่ห่างหลักพุทธออกไปไกล เราก็ยิ่งห่างการเข้าใจกรรมมากขึ้น รัศมีในการสร้างกรรมจึงหนักและเข้มข้นขึ้น ผู้เขียนสังเกตเด็กเยาวชน นักศึกษาและคนในเมือง ที่อยู่กันแออัดเช่น สลัม หอพัก คอมโด ฯ ล้วนแสดงออกไปในทางผิดศีล ผิดกฏหมายอยู่ประจำ และที่น่าห่วงคือ ไม่มีกรอบรัศมีของกรรมตนว่า จะส่งผลต่อใครบ้าง ขอให้เสรีภาพท่วมใจก็พอ

                ๓) "ไม่รู้ผลกรรมสะท้อน" หมายความว่า กรรม และผลของมัน มิได้ส่งผลแต่เฉพาะขณะจิต หรือ ภพชาตินี้เท่านั้น แต่ยังส่งถึงภพ ถึงชาติต่อๆไปด้วย ดูเหมือนเราจะสายตาสั้น ที่เห็นแค่ชาตินี้ ซึ่งไม่มีผลต่อชาติอื่น เมื่อความเชื่อนี้มากเข้า การมองอนาคตแบบข้ามภพ ข้ามชาติ จึงขาดไป ขาดวิสัยทัศน์ ชีวทัศน์ในมุมสั้นและแคบไปในที่สุด คนรุ่นเก่ามีสายตากว้างและไกลมาก

                 ๔) "บุคคลผู้ถูกกรรมครอบงำ" บุคคลเหล่านี้คือ ผู้นำ เช่น พ่อแม่ ผู้ใหญ่บ้าน นายอำเภอ ผู้ว่าฯ นายกฯ ครู พระ นักปกครอง ฯ ผู้ประมาท คือ ผู้กล้าเกินปัญญา ผู้เสพยา ผู้ขาดสติ ฯ ผู้ไม่รู้ คือ ไม่รู้จริง ไม่เชื่อกรรม (ชาวพุทธ) ไม่ระวัง และผู้ถูกกระทำ คือ ผู้น้อย ผู้เด็ก และผู้ยากจน ฯ บุคคลเหล่านี้ หากมีปัญญานำ จะก่อกรรมในทางที่ดีและมีผลต่อชาติบ้านเมือง แต่ตรงกันข้ามประเทศชาติบ้านเมืองจะล่มจม เสียหายเป็นแน่ ผู้รับกรรมคือ ประชาชน ทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำอะไรผิด

               ๕) "การแก้กรรม" มีทางเดียวคือ อย่าเกิด ถ้าเกิดอย่าไง่ ถ้าโง่ อย่าเสียศีลธรรม ถ้าเสียศีลธรรม อย่าเสียจิต ถ้าเสียจิต จิตเสีย ทุกอย่างเป็นดั่งปลาตายที่ลอยไปตามกระแสน้ำคงคา หรือเจ้าพระยา หากเป็นปลาเป็นย่อมสามารถทวนกระแสน้ำหรือทวนกรรมของตนได้ เชื่อไหมละ

---------------<๒๕-๓-๕๗>---------------