บทละครจากชีวิตจริง
ตัวละคร: ลูกชาย แม่ พ่อ
เปิดม่าน
ลูกชายคนแรกไข่แดงของครอบครัว ซุกซน ชอบซักชอบถาม เล่นกับตุ๊กตาไดโนเสาร์ได้นิ่งและนานเป็นพิเศษ
องค์ 1
ลูกชาย: เขาถูกฝึกให้ตื่นแต่เช้าตั้งแต่เรียนอนุบาลเพื่ออาบน้ำประแป้งแต่งตัวรีบกินข้าวไปโรงเรียนในเมืองกับพ่อหรือลุง เด็กชายผิวเข้มตาดำๆ ไว้ผมรองทรง หน้าเปื้อนแป้งในชุดนักเรียนสะอาดตา นั่งอยู่เบาะข้างซ้าย คุยจ้อกับพ่อไปตลอดทาง ยังเป็นภาพติดตา หากไม่สบายหรือนอนไม่เต็มตา เขาก็มักนั่งนิ่งๆ มองเห็นแก้มเปื้อนแป้ง ตาแป๋วๆเพ่งไปข้างหน้า ถามคำก็ตอบคำ
พ่อ แม่: รักเหมือนแก้วตาดวงใจ เป็นนักเรียนดีเด่นของโรงเรียน นักกรีฑาโรงเรียน หัวหน้าชั้น เป็นผู้ช่วยครูทำกิจกรรมอย่างขันแข็ง บอกง่ายสอนง่าย คล่องแคล่ว
องก์ 2
ลูกชาย: ขึ้นประถมปลายเปลี่ยนโรงเรียนมีชื่อเสียง ความสุขในการเรียนกลับลดลง เวลาคุยถึงการเรียนเขามักวิพากษ์วิธีสอนอันเข้มงวดของครูบางคนถูกสั่ง ถูกบังคับ ไม่ยอมรับฟัง ...มีเสียงฟ้องทางโทรศัพท์จากครูประจำชั้นบ่อยๆ...ลูกชายตัวดีไม่ยอมร่วมมือในการสอน...เรียนไม่สมศักดิ์ศรี...ทำได้แต่ไม่ทำ
พ่อ แม่: เข้าใจครู...เราอาชีพเดียวกัน .....เข้าใจลูก...ทำไม่ได้เป็นอย่างที่เขาเป็น
องก์ 3
ลูกชาย : ชั้นมัธยมต้นอยู่โรงเรียนแทนบ้าน เป็นนักเรียนประจำในโรงเรียนกาญจนาภิเษกเรียนรู้การร่วมกับเพื่อนๆร้อยพ่อพันแม่ มีเรื่องเล่าถึงบทบู๊ บทบุ๋น ในโรงเรียนให้ฟังเสมอ ดูมีวินัยในตนเองมากขึ้น มีอิทธิพลของเพื่อนมากขึ้น สนุกกับแสวงหาประสบการณ์ใหม่ๆ การเรียนอยู่ระดับผ่านๆ ได้รับการกล่อมเกลาจากกิจกรรมบวชสามเณรภาคฤดูร้อน เข้าชมรมจักรยานภูเขา ฝึกเล่นกีตาร์เอาจริงเอาจังจนรวมวงกับเพื่อนๆเล่นในงานโรงเรียนได้ มีกีตาร์ราคาแพงที่พ่อซื้อให้เป็นสมบัติส่วนตัวแม้เพลงที่ร้องจะไม่เป็นภาษามนุษย์ แต่ก็เชื่อว่าดนตรีมีคุณ
พ่อ แม่: พอใจที่ใช้ชีวิตในสังคมได้ พยายามเติมเต็มให้เขารู้จักเอื้อเฟื้อแบ่งปัน คิด แก้ปัญหา ตัดสินใจด้วยเหตุผล
องก์ 4
ลูกชาย: มัธยมปลาย ความคิดแบบเสรีชนเริ่มแรงขึ้น ขอมาอยู่บ้านกับพ่อแม่ ไปโรงเรียนด้วยมอเตอร์ไซต์ป้ายแดงเข้าห้องซ้อมดนตรีกับเพื่อนเป็นประจำ ล่าถ้วยรางวัลแสดงดนตรีทุกงานที่จัดในจังหวัดและต่างจังหวัด อิทธิพลของเพื่อนแรงขึ้น มีเพื่อนสาว นัดสังสรรค์วันเกิด หนีเรียนเข้าร้านเกม ไม่นานโรงเรียนก็ส่งใบแจ้งเตือนผลการเรียนที่ย่ำแย่ แม้กระทั่งวิชาพลศึกษาก็ยังติด ร ผู้ปกครองอย่างพ่อถูกโรงเรียนเรียกเข้าพบถี่ขึ้น ถึงจะคุยกันรู้เรื่องแต่เต็มไปด้วยอคติ เขาเป็นขมิ้นกับปูนกับครูผู้ปกครองไปเสียแล้ว ในที่สุดโรงเรียนขอให้ไปเรียน ม.6 ที่โรงเรียนใหม่....
พ่อ แม่: คิดหนัก ทำไมจึงเป็นไปได้เพียงนี้ ได้แต่ตั้งสติหาวิธีแก้ปัญหา ประคับประคอง
องก์ 5
ลูกชาย: แยกเพื่อน...เปลี่ยนโรงเรียนใหม่ ...แต่ไม่มีอะไรดีขึ้น...จิตใจเขากบฎต่อระบบการเรียน... เรียนไปมากมายไม่เห็นได้นำไปใช้ประโยชน์ได้เลย...ครูที่ปรึกษาโทรบอกว่าหนีเรียนทุกวัน...เวลาเรียนไม่ครบร้อยละ 80...หลายครั้งที่เรานั่งพูดคุยด้วยเหตุผลระหว่างพ่อ ครู ลูกชาย ....เขารู้สึกทรมานเหลือเกินกับการมานั่งเรียน...เรียนไม่ถนัด..เรียนไม่รู้เรื่อง...ตามเพื่อนไม่ทัน...แล้วก็ลงเอยที่ ออกโรงเรียนกลางคัน...ไร้โอกาส....เคว้งคว้าง
พ่อ แม่: หัวใจสลาย สิ้นหวัง...แก้ปัญหาไม่ตก ปรับทุกข์กันเงียบๆ หลังม่านน้ำตา
องก์ 6
ลูกชาย: มีเพียงเสื้อผ้าติดตัวกับมอเตอร์ไซต์ไปอยู่กับเพื่อน ไม่หันหน้าเข้าบ้าน...ไม่ขอเงินใช้ ขอดูแลตัวเอง หางานทำในเมือง ข่าวว่าแรกๆก็อยู่กินแบบอดๆ อยากๆ อาศัยที่ไหวพริบดี ใช้คล่อง มีทักษะคอมพิวเตอร์ นายจ้างจึงเมตตาวางใจให้ที่พัก ที่กิน และเพิ่มค่าแรงให้พอเลี้ยงตัว นานๆจะกลับบ้านแบบก้นยังไม่ทันอุ่น...ดูสภาพเขาตอนนี้น่าหดหู่ แต่งตัวง่ายๆ มอซอผมยุ่งยาว ผอมดำ แววตาเลื่อนลอย ยิ่งรู้ภายหลังว่างานที่ทำคือ ทำข้อมูลรับแทงบอลลูกค้าของผู้กว้างขวางในเมืองรายหนึ่ง... เสี่ยงทั้งกฎหมายและล่อแหลมต่อการพนัน...แถมอยู่กับเพื่อนสาวที่คบกันมาตั้งแต่อยู่โรงเรียนเดิม ความเป็นห่วงยิ่งเกาะกินใจเท่าทวีคูณ...ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดตามมา??
แม่ พ่อ: ปฏิเสธระบบโรงเรียนเสียแล้ว เขาก็ต้องเรียนรู้กับชีวิตจริง โลกแห่งความจริง เชื่อว่าเขาเอาตัวรอดได้ เพราะถึงเขาจะด้อยวิชาการในตำรา แต่เขามีทักษะชีวิตเต็มพิกัด ข้อสำคัญ... เขาเป็นลูกผู้ชายที่เปิดใจพูดความจริงเสมอ...นั่งดูอัลบั้มภาพตอนเขาเด็กๆ แล้ว เกิดความรู้สึกสะเทือนใจเหลือประมาณ...
องก์ 7
ลูกชาย: แสดงท่าทีสำนึกรักแม่ ทำตามที่แม่ร้องขอให้จบปริญญาตรีปลายปีนั้นเขาสอบเทียบ ม.6 จาก กศน.เป็นใบเบิกทางไปเรียนมหาวิทยาลัยย่านฝั่งธน โดยมีเพื่อนเก่าตามหัวโจกไปเรียนหลายคนวิชาเอกดนตรีสากลที่เลือกเรียน เติมสีสันให้เกิดแนวคิดแบบศิลปิน... บทเพลงควรมาจากจิตวิญญาณของศิลปินไม่ใช่ธุรกิจของค่ายเพลง... ชอบดูคอนเสิร์ตของต่างประเทศ....ศึกษาภูมิหลังนักดนตรีร็อคระดับโลก... นิยมเพลงใต้ดินที่สื่อตัวตนออกมาอย่างรุนแรง... เริ่มแต่งตัวแปลก ไว้ผมทรงประหลาด... สุดท้ายขออนุญาตแม่สักลาย แต่ก็เปลี่ยนความตั้งใจ เพราะแม่บอกว่า “หากอยากสักลายก็รอให้แม่ตายเสียก่อน”
แม่พ่อ: อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด ขอให้เขาเป็นคนดีก็พอ
องก์ 8
ลูกชาย: ขึ้นปีสองหลายวิชาเกรดไม่ออก...โดยเฉพาะดนตรีภาคทฤษฏีที่ลึกซึ้ง...วิชาพื้นฐานที่เป็นไม้เบื่อไม้เมา...ไม่วางแผนการเรียนของตัวเอง...เรียนแบบศิลปินไปไม่รอด...ยอมเสียเวลาเสียเงินเปลี่ยนมหาวิทยาลัยย่านคลองประปา เปลี่ยนเป็นวิชาเอกภาษาอังกฤษที่บอกว่าถนัดพอๆกับเล่นดนตรี ...ล้มสักกี่ครั้งก็ขอให้ลุกได้...คราวนี้น้ำตาลูกผู้ชายมันพรั่งพรูออกมา “ผมจะตั้งใจเรียนให้จบ พ่อกับแม่เสียใจมามากพอแล้ว...”
แม่ พ่อ: จะทำหน้าที่พ่อแม่ให้ดีที่สุด จนกว่าจะหมดเรี่ยวแรง
องก์ 9
ลูกชาย: เป็นผู้ใหญ่ขึ้นกลับมาเป็นคนเดิมที่แจ่มใส ร่าเริง ฝึกปรือฝีมือถ่ายโฆษณากับกล้องถ่ายรูปราคาแพงที่แม่ซื้อให้ รู้จักหารายได้พิเศษแบ่งเบาภาระพ่อคบเพื่อนฝรั่งเพื่อเรียนรู้ภาษาเพิ่มเติม (ใช้ภาษาสื่อสารค่อนข้างดี แต่ไวยากรณ์และวิชาโทเกรดร่อแร่ ) ภาพที่ไม่เคยเห็น ก็คือ นอนหนุนตักแม่เล่าเรื่องราวผจญภัยในเมืองหลวง...อยากบวชให้แม่เมื่อเรียนจบ... อยากทำงานหาประสบการณ์ทางภาษาเข้มๆที่อเมริกา ....เรื่องงานทำไม่มีปัญหา
แม่พ่อ:เชื่อว่าเขามีงานทำแน่นอน แต่ตอนนี้อีก 1 ปีเขาจะจบหลักสูตรศิลปศาสตร์บัณฑิต ต้องลุ้นกัน
ก่อนปิดม่านตอนที่ 1
บัดนี้ เจ้าผ่านช่วงหุบเหวมรณะ มาแล้ว...เส้นทางข้างหน้ายังเหลืออีกยาวไกลนัก เจ้าจงพิสูจน์ตัวเอง...



บทพิสูจน์ชีวิตบนเส้นทางฝันที่มีความรักของพ่อแม่เป็นทุนและเป็นพลังใจ
ประสบการณ์ชีวิตจะสอนตัวเขาเองค่ะ
...ซาบซึ้ง และชื่นชมมากๆค่ะ...ความรักของพ่อแม่ที่ยิ่งใหญ่มาก...มีพลังมหัศจรรย์ที่จะช่วยลูก ประคับประคองลูกให้ลุกขึ้นมา...ไม่ว่าจะกี่ครั้ง...โดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยนะคะ...