จากปี 1 จนปี 4 กับวันเวลาที่ผันเปลี่ยนไป


 "จากปี 1 จนปี 4 กับวันเวลาที่ผันเปลี่ยนไป"...

 

      นับตั้งแต่ผมย้ายมาจากบ้านเกิดเมืองนอน อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว สถานที่ที่ เกิดมาจนอายุ 16 ปี มาอยู่ที่ จ.ชลบุรี ทำให้ครอบครัว พ่อ แม่ ลูก ได้พร้อมหน้ากันอีกครั้ง สำหรับโรงเรียนในช่วง ม.5-6 นั้นแล้ว ถึงแม้ผมจะเป็นเด็กใหม่ย้ายเข้ามา แต่ด้วยเป็นคนกล้าแสดงออก และมนุษยสัมพันธ์ดีในระดับหนึ่ง จึงทำให้รู้จักเพื่อนๆ ได้เร็ว แน่นอนว่า เพื่อนสนิทของผมในช่วงนั้นก็เป็นก๊วนที่บอกได้เลยว่า "กูไม่มีวันทิ้งมึงแน่" ก็ว่าได้ เราไปไหนไปกัน ทำงานด้วยกัน ทุกข์ สุขด้วยกัน ...แต่ก็มาถึงต้นปี 2553 ช่วงโค้งสุดท้ายของการเป็นนักเรียนมัธยม วันเวลาที่ต้องแยกย้ายกันไปเรียนในระดับอุดมศึกษา ต่างคนต่างได้เลือกในสายทางที่ตนรักไปสู่อนาคตที่ดีของตน แต่ก็ไม่เคยไม่มีวันไหนที่เราจะไม่ลืมกัน เราก็ยังติดต่อ ไปมาหาสู่กับเป็นระยะ เพื่อนหลายคนได้มหาวิทยาลัยที่อยู่ต่างจังหวัดจึงต้องจากบ้านที่ชลบุรีไปไกล

 

     สำหรับผมนั้น ความฝันที่ผมฝันมาตั้งแต่เด็ก นั่นคือการได้เป็น "คุณครู" ผู้ประสาทวิชา เป็นเรือจ้าง เป็นพ่อพิมพ์ เป็นจิตกร แต่งแต้มความรู้ให้กับเด็กน้อยที่เป็นอนาคตของชาติ แต่ด้วยความที่ไม่อยากจะจากบ้านไปไกลอีกทั้งยังมีน้องสาวที่ยังเล็กนักประกอบกับการที่พ่อไปราชการที่ 3จังหวัดชายแดนใต้และแม่ที่ต้องทำงานโรงงานและต่อโอทีเพื่อให้ได้เงินที่เหลือพอมาจุนเจือครอบครัว ทำให้ผมคิดว่าบางทีเราไม่จำเป็นต้องยึดติดกับว่าเป็นมหาวิทยาลัยอะไร แต่เราจงเลือกในศาสตร์สาขาที่เรารักและสนใจเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว ดังนั้นผมจึงเลือกมหาวิทยาลัยบูรพา ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่อยู่ในจังหวัดชลบุรี ห่างจากบ้านที่ตัวเมืองชลเพียง 15 กิโลเท่านั้น ในรอบรับตรงของมหาลัยบูรพารอบสองนั้น ผมจึงเลือกสมัครไปซึ่ง เขาจะมีเราเลือกได้ 4 คณะ/สาขา ลดหลั่นตามลำดับเราสนใจ แน่นอนว่าฝันของผมอยากเป็นครู ซึ่งผมเลือกช่องแรกไว้คือ คณะศึกษาศาสตร์ สาขาการสอนสังคมฯ (ซึ่งเป็นวิชาที่ผมถนัดที่สุดในนการเรียนมัธยม) ลำดับที่สองเลือกไว้เป็นคณะศึกษาศาตร์ เหมือนกันแต่เป็นสาขาการสอนคณิตศาสตร์ (นี่ก็ชอบเหมือนกัน) ลำดับที่สาม เลือกไว้เป็นอะไรน้า(อันนี้จำไม่ได้จริงๆ) แต่ที่จำได้แม่นคือ อันที่ 4 นี้มันจะเป็นลำดับที่คนเขาเอาไว้เลือกเพื่อกันพลาด เป็นภาคพิเศษ แต่ก็ได้เลือกไว้เป็น คณะศึกษาศาสตร์ สาขาเทคโนโลยีการศึกษา ภาคพิเศษ ซึ่งมันเป็นหลักสูตร กศ.บ. 4 ปี ที่ไม่ได้ใบประกอบวิชาชีพ (ทำไมจุฬามันได้แว้!!!) แต่ก็ได้เลือกเอาไว้ เพราะยังสามารถไปเรียนต่อ ป.บัณฑิตได้อีก 1 ปี (เพราะคิดในใจ มันก็ กศ.บ. ลูกหม้อครู เหมือนกัน) พอสมัครไปก็คอยลุ้นกันว่าความฝันครูสังคมของเราจะเป็นจริงไหม? ในระหว่างนั้นก็เผื่อจไปสมัครรับตรงของมหาวิทยาลัยราชภัฎราชนครินทร์ ฉะเชิงเทราอยู่เหมือนกัน แต่ก็รอผมมหาวิทยาลัยบูรพาอยู่

      ผลปรากฎว่า!!! รับตรงติดจริงๆด้วย แต่!!!! ดั้นนนนน ติดลำดับที่ 4 "ศึกษาศาสตร์ สาขาเทคโนโลยีการศึกษา ภาคพิเศษ" โอละพ่อ ในใจก็รู้สึกเสียใจอยู่เหมือนกัน แต่คุยกับครอบครัวแล้ว มันก็ไม่ได้เลวร้ายเพราะยังมีลู่ทางมาต่อ ป.บัณฑิต ได้อยู่ ซึ่งสาขาเทคโนโลยีการศึกษานี้ เป็นศาสตร์เกี่ยวกับสื่อเทคโนโลยีที่นำมาประยุกต์กับการศึกษาได้เช่น พวกคอมพิวเตอร์ หรือการถ่ายรูปอะไรประมาณนั้น ซึ่งความจริงแล้ว ผมก็เป็นคนที่พอมีทักษะพื้นฐานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เบื้องต้นมาแล้วบ้าง จึงไม่มีปัญหากับสาขานี้เท่าไรนัก เพราะคิดว่า หากเราเรียนในสาขานี้ แล้วเรียน ป.บัณฑิต ก็ยังสามารถไปสอบเป็นครูคอมพิวเตอร์ได้

 

      วันแรกในการนัดสอบสัมภาษณ์ เป็นภาพที่รู้สึกกลัวอย่างมาก ตื่นเต้นที่สุด ไม่รู้ว่าอาจารย์จะถามอะไรบ้าง จนต้องร้องเพลงปลุกอารมณ์ตลอด แต่แล้วก็ผ่านไปได้ด้วยดี ในวันนั้นเริ่มจะเห็นเพื่อนที่ติดในสาขาเดียวกันกันบ้างแล้ว

 

      หลังจากที่ประกาศผลว่าผ่านการสอบสัมภาษณ์ก็รู้สึกโล่งใจมากที่เรามีมหาวิทยาลัยเรียนแล้ว (ตอนนั้นยังไม่จบม.6)  พอดีมีเพื่อนก๊วนสนิท ก็ดั้๊นติด ม.บู เช่นกัน แต่คนละคณะ จึงได้ลงความเห็นว่า หากเราไปอยู่หอที่มหาวิทยาลัยด้วยกันน่าจะช่วยประหยัด เงิน มีรูมเมดแชร์ค่าห้อง แถมรูมเมทก็เป็นเพื่อนสนิทที่รู้จักมักจีกันอยู่แล้วน่าจะอยู่สบาย จึงได้ตัดสินใจย้ายไปหาจองหออยู่ด้วยกัน

 

     ....วันแรกของการเป็นนักศึกษา เสื้อผ้าหน้าผมเป๊ะมาก เสื้อเชิ้ทแขนยาวสีขาว ผูกเน็คไทสีเทา กางเกงสแลคสีดำยาว หัวเข็มขัดตรามหาวิทยาลัยสีน้ำเงิน-ขาวประจำรุ่น รองเท้าคัทชูสีดำเงาวับ วันแรกรุ่นพี่นัดไว้ให้ไปเจอกันที่..ที่ ที่ไหน เราก็ไม่รู้?...แต่เขาเรียกว่า "คลองแสนแสบ" แต่พอได้ไปที่นั้นจริงๆ แหม่!! คลองแสนแสบจริงๆด้วย เป็นคลองที่อยู่หลังตึก คณะศึกษาศาสตร์ (Qs1) น้ำในคลองนั้น น้ำป้าเช็งยังเรียกว่าพ่อเลยทีเดียว ตกลงไปนี่อาบน้ำ 3 วัน 3 คืน ถึงจะหายเหม็นมั้ง ฮ่าๆๆๆ ในระหว่างที่มานั่งฟังรุ่นพี่แนะนำตัว และเราก็แนะนำตัวเองกับเพื่อนๆในเอกเรา "เอ๊ะ!! อ้าว!! ติดด้วยเหรอ" เป็นคำทักทายแรกๆที่ทักเพื่อนที่คุ้นๆหน้าในตอนสัมภาษณ์ (กวน_ีน หรือเปล่าหว่าาาา?)  ในคืนแรกของการรับน้องอย่างเป็นทางการของคณะศึกษาศาตร์ เขามีใบแจ้งมาบอกว่า เป็นงานราตรี "แรกพบ กศ.บ." ขอให้น้องปี 1 แต่งชุดราตรี ชุดหล่อๆ สวยๆ มางาน

 

.....เพื่อนๆหลายคนก็จัดเต็มล่ะคราวนี้ บ้างก็ใส่กระโปรงเดทกันมา แต่พอดีวันนั้นเซคผมมีเรียนวันแรกพอดีต้องใส่ชุดนักศึกษา ซึ่งเลิกเรียนค่ำ จึงทำให้ต้องใส่ชุดนักศึกษาเข้าในงานรับน้อง "แรกพบ กศ.บ." ...นับว่าถือว่าเป็นเรื่องโชคดีของห้องผมเลยทีเดียวก็ว่าได้ ที่ไม่ได้แต่งชุดหล่อๆสวยๆกันมา เพราะว่าแท้จริงแล้ว พวกน้องปี 1 เหมือนจะโดนรุ่นพี่หลอกกัน ฮ่าๆๆๆ เพราะวันนั้นเป็นวันที่พี่ว๊าก (ชาย/หญิง ชุดดำ หน้าตาเข้มขรึม)ทำการเปิดสำแดง ...”ก้มหน้าลงไป /นอนลงไป / นั่งเก้าอี้ลงลงไป” เสียงดังกระหึ่มลั่นอาคารโภชนาการ...เป็นบรรยากาศที่น่าตกใจมาก ในขณะนั้น....

 

....เรียนมาจนจะครบเทอม หลังจากที่อยู่หอกับเพื่อนสนิทกันมาร่วม สองเดือนเศษ  ได้คุยกับทางบ้านแล้วว่า การรับน้องซึ่งจะต้องเลิกดึก ก็ได้จบลงไปแล้ว ตอนนี้ก็ไม่มีใครมาช่วยดูแลน้องที่ยังอยู่ ป.3 จึงต้องย้ายกลับมาอยู่บ้านแทน ทำให้ต้องเทียวไปเทียวมา บางแสน – บ้านในตัวเมืองตลอด โดยการขึ้น รถแดงเฉลิมไทย – บางแสน ซึ่งเป็นอะไรที่น่าเบื่อมากกับรถสองแถวที่คอยจอดตลอดเวลา มันไม่ทันใจเลย และไม่ค่อยสะดวกเลย จึงตัดสินใจนำมอเตอร์ไซค์ขี่ไปกลับ แทนถึงแม้ว่าจะเมื่อยสักหน่อยแต่เราก็สามารถที่จะไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระกว่า

....หลังจากหมดเทอม 1 ข่าวที่ทำให้ช็อคมากก็บังเกิดขึ้น ที่กระทรวงศึกษา และคุรุสภาสั่งให้ปิด ระบบ ป.บัณฑิต ทั้งประเทศ ในเวลานั้นแทบจะไม่มีกำลังใจจะเรียนต่อเลย แต่ก็เสียดายไม่อยากจะเสียเวลาไปเปล่าประโยชน์ ที่เราเรียนมา...ทำไม..ทำไม...ทำไม...มหาลัยเอกชนแห่งนั้น ทำผิดกติกา ก็ปิดมหาลัยนั้นสิ ทำไมต้องยกเลิกทั้งหมดด้วยล่ะ...ถึงแม้จะปิด กระทรวงศึกษา คุรุสภา คุณเคยเห็นใจไหมว่า มีนักศึกษา ที่วุฒิปริญญาของเขาเป็น “กศ.บ. = การศึกษาบัณฑิต” ลูกหม้อครู อย่างพวกผมเนี่ย ต้องพลอยได้รับผลกรรมนั้นด้วย....คุณจะปิดกันคนที่เขาจบทางด้านอื่นที่ไม่ใช่ ศศ.บ. คบ. กศ.บ. ก็ไม่ว่า แต่พวกผม “กศ.บ” ลูกหม้อครูแบบนี้ คุณไม่เห็นใจ ไม่เปิดโอกาสบ้างเลยหรือ (ได้แต่บ่นๆๆๆ และน้อยใจ)....หลังจากคุยกับครอบครัวแล้วก็ได้แต่ต้องเรียนต่อไป หาหนทางต่อไป

 

 

....วันเวลาหมุนเวียนผันเปลี่ยนไป ในวันที่เราเป็นรุ่นพี่ปี 2 เทศกาลการรับน้องก็ได้มาถึง หลังจากที่ปี 1 โดนรุ่นพี่หลอก แกล้งมาเยอะ ฮ่าๆๆ ได้เวลามาเอาคืนกับรุ่นน้องปี 1 รุ่นต่อไปนี้บ้าง ฮ่าๆๆๆ อุ๊ป!! ประสบการครั้งแรกของการเป็นพี่เนียน(รุ่นพี่ที่ปลอมตัวไปเป็นรุ่นน้องปี 1) บ๊ะ!! น้องเชื่อสนิทใจ ต้องแต่ตอนไปรายงานตัว ยันพาไปสอบสัมภาษณ์ จนวันที่ต้องแสดงตัวตนที่แท้จริง ในงานแรกพบ กศ.บ. น้องที่ตอนนั้นกลายเป็นสนิทไปแล้ว งงจน เอ๋อ ไปเลย ไม่น่าเชื่อว่า ไอ้คนที่คุยมาตั้งนานนั้น เป็นรุ่นพี่ปลอมตัวมา...

 

…ผ่านมาจนปี 3 ปัญหา เกี่ยวกับอนาคตยังคงอยู่ในใจเสมอมาว่าหลังจากจบเทคโนโลยีการศึกษานี้แล้วจะไป ต่อยังไงดี มีข่าวโน้น ข่าวนี้ออกมาเป็นระยะๆว่า ป.บัณฑิตจะเปิด หรือ มีวิธีการที่จะทำมาให้ได้ซึ่งใบประกอบวิชาชีพครู แต่ก็ยังงงๆอยู่ ว่าจริงเท็จหรือทำได้จริงหรือไม่ อย่างไร

 

....จนมาปี 4 ปีสุดท้ายแล้ว ซึ่งปี 4 เทอมแรกนี้เองเป็นปีที่ นักศึกษาเทคโนโลยีการศึกษาภาคพิเศษนี้เองจะต้องเลือกสถานที่ที่จะต้องทำการฝึกประสบการณ์วิชาชีพเป็นระยะเวลา 1 ภาคการศึกษา ซึ่งในใจผมคิดไว้อยู่ว่า อยากจะฝึกงานเป็นเจ้าหน้าที่โสตศึกษาในสถานศึกษาแห่งใดแห่งหนึ่ง เผื่อจะมีช่องทาง หรือได้แนวทางจากคณะครูหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาในเรื่องของการ ให้ได้มาซึ่งอนาคต ความฝันของการเป็น เรือจ้างของผม ซึ่งในขณะนั้นน้องสาวผมก็อยู่ ป.6 โรงเรียนระดับประถมศึกษา ที่อยู่ใกล้กับบ้าน “โรงเรียนอนุบาลพุทธยาคม(วัดเขาบางทราย)” และด้วยความโชคดีที่รุ่นพี่ของผมก็ได้เคยมาฝึกงาน ณ ที่แห่งนี้ ทำให้ผมตัดสินใจไปขอติดต่อกับโรงเรียนเพื่อเป็นสถานที่ฝึกงานของผม

 

 

จุดเริ่มต้นของบทบาทครู อย่างใจฝัน....

         วันอังคารที่ 4 มิถุนายน 2556 วันแรกของการเข้ามาอยู่ในโรงเรียนอนุบาลพุทธยาคม(วัดเขาบางทราย) ในฐานะนักศึกษาฝึกงาน รับมอบหมายหน้าที่ให้ช่วยควบคุมดูแลนักเรียนในรายวิชาคอมพิวเตอร์ ถ่ายภาพกิจกรรม และตัดต่อหรือปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งเป็นวันแรกของชีวิตเลยก็ว่าได้ที่มีนักเรียนมาเรียกผมว่า “ครู” ไม่เคยนึกเคยฝันว่า จะถูกเรียกแบบนี้ และยิ่งไปกว่านั้น สัปดาห์แรกนี้ ครูพี่เลี้ยงของผมติดธุระราชการ ทั้งสัปดาห์ ทำให้มาวันแรกจึงต้องรับหน้าที่ควบคุมดูแลนักเรียนในวิชาคอมเพียงคนเดียว แต่โชคดีที่ครูพี่เลี้ยงได้สั่งงานไว้แล้ว...สัปดาห์แรก บอกตรงๆเลย ว่าการเป็นครูนี่เหนื่อยจริงๆ จากเป็นคนที่นอนดึก ตื่นเที่ยงวัน ต้องนอนแต่หัวค่ำ ตื่นแต่เช้าเพื่อไปโรงเรียน นาฬิกาชีวิตจากเด็กมหาลัยชิวๆ ต้องเปลี่ยนมาเป็นบทบาทของคนทำงานอย่างพลิกฝ่ามือเลยที่เดียว แต่ถึงแม้ว่าจะเหนื่อยกาย แต่อยากบอกเลยว่าสุขใจ เพียงแค่ได้เห็นเด็กน้อยๆ ได้รับความรู้ที่เราสอนให้ ได้รับความสุขจากการเล่นเกมนันทนาการที่เราจัดให้เพียงเท่านี้ก็สุขใจอย่างหาที่สุดไม่ได้แล้ว

มีจุดเริ่มต้นก็มีจุดลาจาก.....

 

 

        วันศุกร์ที่ 20 กันยายน 2556 วันนี้จะเป็นวันสุดท้ายที่จะต้องฝึกงานอยู่กับสถานที่แห่งนี้ รวมระยะเวลา 109 วัน กับการที่เราได้ลองสวมบทบาทการเป็น “ครู” ที่เราใฝ่ฝันมาตลอดชีวิต ก็สิ้นสุดลง ณ วันนี้ ถึงแม้ตัวจะไม่ได้เป็นนักศึกษาฝึกงานที่นี่แล้ว แต่ใจยังคงผูกพันกับที่นี่มาก ขอบคุณคณะครูทุกท่านที่ให้การต้อนรับและเอ็นดูผมอย่างดี ขอบใจนักเรียนทุกคนที่เชื่อฟัง เคารพ เรียกผมว่า “ครู” จากนี้ไม่รู้เลยว่าจะได้มีประสบการณ์แบบนี้อีกหรือไม่ แต่มันจะยังเป็นภาพในความทรงจำที่จะไม่มีทางลบเลือนไปเป็นแน่......เช้าวันนั้นผมนั่งมองโต๊ะทำงานซึ่งเดิมก็เป็นโต๊ะคอมของนักเรียนที่เครื่องมันเริ่มจะเสีย ว่าวันนี้จะนั่งทำงานที่ตรงนี้เป็นวันสุดท้ายแล้วนะ ตั้งแต่เช้าจนถึงพักเที่ยงมีนักเรียนหลายต่อหลายคนเข้ามากอดและให้ของขวัญกับผม บ้างก็มาร้องไห้เข้าสวมกอดราวกับว่าผมเป็นครูจริงๆของพวกเขา พอถึงช่วงพักกลางวัน หลังจากที่ทายอาหารเสร็จเรียบร้อยผมก็กลับมานั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานผมเหมือนเช่นปกติทุกวัน แต่ที่ผิดสังเกตก็คือว่า ปกติกลางวันจะมีนักเรียนวิ่งเล่นเสียงดังกันอยู่ข้างนอก แต่วันนั้นกลับไม่มีได้ยินเสียง หรือมีใครวิ่งเล่นเลย จนมีพี่ที่เป็นนักศึกษาฝึกสอนเช่นกันวิ่งเข้ามาเรียกให้ไปที่ ห้องโถงอาคาร ....ภาพที่เห็นนั้นทำให้อดกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ นักเรียนทุกชั้นทุกคน พร้อมกับคณะครูยืนอยู่ที่โถงอาคาร ในมือของนักเรียน มีดอกกุหลาบคนละดอก จากนั้นคณะครูจึงเชิญให้ผมไปยืนอยู่ข้างหน้ามีการมอบสายสะพาย และจากนั้นมีการมอบของขวัญจากตัวแทนนักเรียนและครู และที่ทำให้ร้องให้จริงๆนั้นคือนักเรียนนำดอกกุหลาบเข้าแถวเรียงรายกันมาให้เรา บ้างเข้ามากอด บ้างก็ร้องไห้ ไม่อยากให้ผมจากไป เด็กก็ร้อง ผมก็น้ำตาซึมไม่รู้จะอธิบายยังไงเลย...เกิดมาไม่นึกว่าจะมีเด็กนักเรียนเรียกเราว่าครูอย่าง เต็มปากเต็มคำอย่างนี้ ถึงแม้ผมจะพูดบอกว่า “ครูเป็นเพียงแค่นักศึกษา ไม่ใช่ครูจริงๆนะ” แต่ที่ทำให้ผมตลึง และดูสึกดีใจมากที่ มีนักเรียนพูดสวนกลับมาทันทีว่า “พวกหนูไม่เคยคิดว่าครูเป็นนักศึกษาเลย ครูเป็นครูของพวกหนูจริงๆ”

 

ในวันที่สิ้นสุดความเป็นนักศึกษา....

          หลังจากฝึกงาน ได้จำลองประสบการณ์การเป็นครู อยู่ 109 วัน ไม่มีวันใดเลยที่จะไม่ลืมช่วงเวลาที่สุดแสนจะพิเศษที่ถูกเรียกว่า “ครู” ในเทอมสอง ซึ่งเป็นเทอมสุดท้ายแล้วกับการเป็นนักศึกษาสาขาเทคโนโลยีการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา วิชาเรียนมีเพียงแค่ 2 วิชาเท่านั้น แต่ก็เป็นงานที่หินจริงๆ ทั้งสองวิชาเรียนน้อยจริง แต่ระดับการทำงานทำโปรเจ็คนั้น ระดับเมกะโปรเจ็คทั้งนั้นกว่าจะสิ้นสุดได้ก็เหนื่อยแทบหืดขึ้นคอเลยทีเดียว และมาจนวันนี้ ( 3 มีนาคม 2557) วันสอบวันสุดท้าย เมื่อสอบเสร็จต่างคนต่างมีความรู้สึกทั้งดีใจ ผสมกับ อาลัยอาวรณ์  ว่าเราจะได้ก้าวไปสู่อนาคต ก้าวเข้าไปสู่วัยผู้ใหญ่อย่างเต็มตัวแล้ว แต่ก็ยังรู้สึกผูกพันกับเหล่าเพื่อนๆ เทคโนโลยีการศึกษา ภาคพิเศษ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพานี้เสมอ....

 

 

 

 

    

 

    

หมายเลขบันทึก: 563180เขียนเมื่อ 3 มีนาคม 2014 19:40 น. ()แก้ไขเมื่อ 3 มีนาคม 2014 19:40 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (3)

-สวัสดีครับ

-อ่านบันทึกแล้ว..รับรู้ถึงเส้นทางการตามล่าหาความฝัน..

-เป็นกำลังใจให้นะครับ..

-ครูดี....แม่พิมพ์ของชาติ..

-ขอบคุณครับ..

...เป็นพ่อพิมพ์ ที่ดีค่ะ

ครับผม จะพยายามเป็นพ่อพิมพ์ที่ดีต่อไปครับ

สงวนลิขสิทธิ์ © 2005-2021 บจก. ปิยะวัฒนา
และผู้เขียนเนื้อหาทุกท่าน
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี