ระบบตลาดพระในประเทศไทย มีทับซ้อนกันอยู่สองระบบ

คือตลาดพระแท้ และตลาดพระเก๊ ที่ผมเคยแจกแจง แยกแยะให้เข้าใจไว้แล้ว

เพื่อให้นักส่องมือใหม่จะได้เข้าใจ และเลือกเดินได้อย่างถูกต้อง

เพราะคนที่มองไม่ออกจะเข้าใจว่ามีตลาดเดียว หรือเป็นตลาดเดียวกัน

ทั้งๆที่คนขายพระทุกคนเขาแยกไว้แล้วชัดเจน ตามระดับความรู้ที่เขามี

-------------------------------------------------------------

ในช่วงประมาณสองสามปีที่ผ่านมานี้ ระบบตลาดพระแท้ "ซบเซา" ค่อนข้างมาก ด้วยระบบเศรษฐกิจที่ถดถอย

คนมีเงินเหลือน้อยลง ที่จะมาซื้อของ "ฟุ่มเฟือย" และพระเครื่องก็มักถือว่า "สุดยอดของความฟุ่มเฟือย" เสียด้วย เลย "โดน" ก่อนเพื่อน

ดังนั้น......
ตลาดพระแท้ จึงเป็นของผู้ซื้อ คนขายมีมาก เพราะต้องการเงินไปใช้ด้านอื่นที่จำเป็นกว่า

คนทั่วไปมีเงินน้อย จึงทำให้คนซื้อมีน้อย จึงขายยาก 


คนขายพระจึงไม่ค่อยหาพระแท้มาขาย เพราะทั้งหายาก ต้นทุนสูง และขายยาก
นอกจากจะมีใบสั่ง

และ ระบบตลาดก็แคบมากๆ แบบยอดเจดีย์
--------------------------------------------------

แต่ตลาดพระเก๊ ก็ "ยังไปได้เรื่อยๆ" ไม่รุ่ง ไม่ดับ
เพราะฐานของระบบตลาดกว้าง แบบฐานเจดีย์ ยังมีตัวตายตัวแทนกันมากพอ
พระเก๊ก็หาง่าย ขายง่าย คนซื้อก็มีมากทั่วไป มีเงินเท่าไหร่ก็ซื้อได้ ไม่มีเงินซื้อก็ไปขอมาก็ได้

หรือบางทีก็ไปเอาพระเก๊ที่บรรพบุรุษเก็บไว้ให้เต็มบ้าน มาเล่นก็ยังได้ ไม่ต้องลงทุนอะไร
และในตลาดพระนั้น ลูกค้าส่วนใหญ่จึงยังนิยมพระเก๊ มากกว่าพระแท้

ดังนั้น ทั้งหนังสือ เอกสาร วารสารพระเครื่อง ตำรา การประกวด เพื่อสนับสนุนระบบตลาดพระเก๊ จึงออกมามากมาย ขายดีเสียด้วย

แม้แต่การออกใบรับรองพระเก๊ก็เป็นที่นิยม และทำรายได้ดี
คนหาพระเก๊มาขายจึงทำได้ง่าย และมีรายได้ดีมาตลอด ไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร
-------------------------------------------------------------

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า ความแตกต่างของสองระบบตลาดอยู่ที่ระดับความรู้ และความสนใจใฝ่รู้ของนักนิยมพระเครื่อง

สรุปง่ายๆว่า สังคมไทยในขณะนี้ คนสนใจใฝ่รู้จริงๆนั้น มีไม่มาก 
ส่วนใหญ่จะเน้น ใช้ความเชื่อ และทำตามๆกัน มากกว่าที่จะใช้ความรู้จริงๆ

ที่เป็นที่มาของการทำตำราดูพระเก๊ (ให้เป็นพระแท้) ประกวดพระเก๊ และการรับรองพระเก๊ (ว่าเป็นพระแท้)

ที่รุ่งเรืองที่สุดในปัจจุบัน

เป็นเช่นนั้นเอง

อิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิ