ตื่นก่อนไก่ เพื่อไปร่วมเสวนาในงาน มหกรรมเครือข่ายภาคใต้ "เครือข่ายไร้รอยต่อ ถักทอบริการ" (ชื่อเช้ย...เชย) ภายใต้โครงการประชุมวิชาการ การเชื่อมต่อเครือข่ายบริการกลุ่มโรคที่มีปัญหาในภาคใต้ เขต ๑๑ และ ๑๒
เมื่อวันจันทร์ที่แล้ว จู่ๆผู้อำนวยการก็เดินมาหาแล้วบอกว่า แป๊ะช่วยไปร่วมประชุมงานนี้ให้หน่อย ท่านติดภารกิจอื่น
"แล้วผมต้องทำอะไรไหมครับ" ผมถามออกไป แต่ในใจไปแล้วครึ่งหน่ึง เพราะทราบมาว่าเขาจัดงานนี้ที่บ้านเกิดของผม
"ขึ้นเวทีเสวนาเรื่องการส่งต่อ" ผอ.ตอบ
เบื้องหลัง เบื้องลึก เบื้องซ้ายขวาหน้าหลังจะเป็นอย่างไรผมไม่ทราบ แต่ในขณะนี้การขับเคลื่อนระบบบริการสุขภาพของสาธารณสุขขยับไปรวดเร็วมากภายใต้นโยบายแผนพัฒนาระบบบริการสุขภาพ หรือมีชื่อเรียกเสียหรู (แต่คนฟังงงทุกที) ว่า service plan ที่ทุกพื้นที่บริการจะต้องพัฒนาความเชี่ยวชาญระดับสูง สร้างระบบบริการที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายทั้งภายในจังหวัด ภายในเขต และเครือข่ายระดับประเทศ
ฟังดูก็รู้สึกว่าอยากจะงงตามที่คนอื่นเป็นกัน แต่อธิบายง่ายๆก็คือ แต่ละโรงพยาบาลต้องมีความสามารถเด่นเป็นของตัวเอง ผู้ป่วยสามารถเข้ารับบริการได้โดยไม่ต้องเดินทางไปไกลๆ เช่น โรงพยาบาลสุราษฎร์ฯสามารถรักษาโรคหัวใจได้อย่างครบวงจร โดยต้องดูแลผู้ปวยในพื้นที่ตัวเอง ทั้งชุมพร นครศรีฯ กระบี่ เป็นต้น คนไข้ไม่ต้องเดินทางไปรอคิวการรักษาที่สงขลานครินทร์อย่างที่เป็นในอดีต รัฐจะลงทุนในโรงพยาบาลตามแผนพัฒนาของแต่ละที่ ไม่กระจัดกระจาย ซึ่งอย่างนั้นต้องใช้เงินมากมาย เอาเถอะครับ ผมเองก็ยังงงไปสักพักใหญ่ๆเหมือนกัน
ผมตั้งนาฬิกาปลุกไว้ตั้งแต่ตีสี่นิดๆ รีบตื่นก่อนไก่เพราะไส้ตื่นสายกว่า กว่าจะปวดขี้ก็ต้องรออีกระยะ และไส้ก็ตื่นจริงๆเมื่อเปิด fb ของลูกศิษย์แล้วพบว่า มีหมาลอบกัดยิงและโยนระเบิดลงแถวศาลาแดง นึกในใจ "ขี้ก้อนแรกนี้้ มอบให้คนบงการ แต่เอ๊ะ หรือว่าขี้ยังสะอาดไป"
ตี ๕ เป๊ะ ผมจึงได้เดินทางออกจากคณะแพทย์ ไม่ได้เดินทางเช้าอย่างนี้มานานแล้ว อากาศดีสุดชีวิต ผมแอบย้อนนึกไปถึงครั้งอดีต สมัยที่ยังเป็นแพทย์ใช้ทุนรุ่นละอ่อน ผมกับเมียมักจะขับรถไปเที่ยวยังที่ต่างๆตั้งแต่ไก่ยังไม่ขันอย่างนี้อยู่บ่อยๆ
รถบนท้องถนนยังคงบางตา คนขับรถของผมท่านนี้ทำความเร็วได้ดีและคงที่ ถนนจากหาดใหญ่มาจนถึงร่อนพิบูลย์ค่อนข้างดี เราแวะหากาแฟมากระเดือกบนรถ และก็ได้เรื่องเมื่อถนนที่ย่างเข้าทุ่งสงเริ่มขรุขระโดยที่ผมไม่ทันตั้งตัว กาแฟหกรดแขนเสื้อสีขาวยาวเกือบ ๑๐ เซนติเมตร "เวรจริง นี่ฉันตั้งใจสวมเสื้อขาว ผูกไทร์สีดำไว้ทุกข์เสียหน่อย โถ ความหล่อคงหายไปเกือบ ๒๐%" แต่ไม่เป็นไร ทุกสิ่งแก้ไขได้ จึงพับแขนเสื้อขึ้นสามทบ แค่นี้ก็สะอาดดังเดิม
เราใช้เวลาเดินทาง ๓ ชั่วโมงก็มาถึงโรงแรมไดมอนด์พลาซ่า สุราษฎร์ธานี ไม่ได้ล้อเล่น ๓ ชั่วโมงจริงๆ
แยกจากคนขับรถ ผมก็เดินเข้าไปในโรงแรมบริเวณที่เขาจัดงาน จัดแจงลงทะเบียนให้เรียบร้อย แต่แม่เจ้า ไม่มีชื่อผม
"ธนพันธ์ ครับ ผมมาจากสงขลานครินทร์" ผมแจ้งออกไปหลังจากที่เขาหาชื่อผมไม่เจอ หาตามตัวอักษรก็ไม่มี หาตามชื่อจังหวัดสงขลาก็ไม่เห็น
"สงขลานครินทร์ครับ" ผมบอกอีกครั้ง
"ม.อ.ครับ" ผมแจ้งอีกหน
"สุราษฎร์ครับ" ผมบอกไป เผื่อว่าเขาจะลงชื่อผมตามภูมิลำเนาเกิด (คิดในใจว่า ถ้ารู้ขึ้นมาจริงๆคงจะเทพมากๆ)
"อ๋อ ม.อ.สุราษฎร์ เดี๋ยวพี่หาให้นะคะ"
"โถ...พี่ครับ(ขอบคุณที่เห็นผมเป็นน้อง) ม.อ.สุราษฎร์ฯไม่มีโรงพยาบาลนะครับนะ ผมมาจากโรงพยาบาล ม.อ. เขาให้ผมมาขึ้นเวทีเสวนาครับ ไม่มีชื่อไม่เป็นไร เดี๋ยวเขาก็เรียกชื่อผม แล้วผมค่อยเดินขึ้นไปก็ได้ครับ"
ว่าดังนั้น เลยได้ลงทะเบียนในที่ว่างแถวสุดท้าย รับกระเป๋าแล้วเข้าไปนั่งรอในห้องประชุมใหญ่
แม่เจ้า ห้องใหญ่มาก เขาบอกว่ามีคนมาร่วมประชุมพันคน
ก่อนเริ่มงานจริง ผมได้เจอพี่สุรัตน์ (ม.อ.รุ่น ๑๗) เจอปุ้ม พยาบาลที่เป็นเพื่อนร่วมห้องสมัยโรงเรียนมัธยม และเพียงไม่นาน ท่านธีรวัฒน์ ผู้อำนวยการ สปสช.เขต ๑๒ ก็เดินมาทักทายและนำผมไปยังห้องพักวิทยากรเพื่อพูดคุยประเด็นที่จะต้องพูดบนเวที และที่นี่ผมก็ได้เจอพี่น้ำ หมอจิรสุดา (ม.อ.รุ่น ๑๖) พี่เลี้ยงสายรหัสที่ดูแลผมเมื่อสอบเข้าเรียนแพทย์ใหม่ๆ เธอจะมาเป็นผู้ดำเนินรายการในครั้งนี้
ช่วงเวลาของผมคือ ๑๐.๓๐-๑๒ น. ขึ้นเวทีพร้อมวิทยากรท่านอื่น ปวดตาเหมือนอยู่กลางแดดเพราะไฟส่องเวทีมันจ้ามาก นี่ถ้าพกแว่นกันแดดมาคงได้ใช้กัน ความน่าสะพรึงกลัวอีกอย่างบนเวทีนี้ "ผมจะเป็นฝ้าไหมเนี่ย ไม่ได้ทาครีมกันแดดมาด้วยสิ" ส่องกันเสียแรงจัดขนาดนั้น
ประเด็นที่สำคัญที่ผมต้องถูกถามเกิดจากคำถามที่ท่านผู้แทนผู้ตรวจราชการเขต ๑๒ เปิดประเด็นว่า "เครือข่ายบริการในกระทรวงสาธารณสุขจะเอา ม.อ.ไปไว้ที่ไหน" (ม.อ.เป็นโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงศึกษาธิการครับ ภายใต้กระทรวงนี้ ผมอาจจะถูกย้ายไปเป็นครูประชาบาลได้นะครับ)
ผมก็เลยตอบไปว่า "ก็อยู่ด้วยกันครับ เราต้องเป็นทีมเดียวกัน อาจจะเด่นคนละบทบาท แต่ก็เป็นทีม เป็นเพื่อน เป็นพี่น้องกัน ไม่ใช่คู่แข่ง"
พี่น้ำโยนมาว่า ม.อ.เป็นที่พึ่งสุดท้ายของคนไข้ ผมก็แย้งว่า ไม่ใช่ ต่อไปทุกโรงพยาบาลก็จะเป็นที่พึ่งสุดท้ายของคนไข้ได้ทั้งนั้น เพราะเราะพัฒนาขีดความสามารถไปด้วยกัน
ม.อ.เป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ มี ๘๑๘ เตียง (ตึกน่ะมีที่ให้วางเตียง แต่อัตราพยาบาลที่จำกัด ทำให้เราเปิดให้บริการผู้ป่วยในได้เพียงเท่านี้) มีห้องผ่าตัด ๒๓ ห้อง มีเตียง ICU ๗๙ เตียง (รวมทั้งเด็กและผู้ใหญ่)
ในปีที่แล้ว ยอดผู้ป่วยในแผนกผู้ป่วยนอก ๙๑๗,๐๐๐ ราย (หาก ๑ ปีมี ๑๓ เดือน ยอดก็คงครบล้าน) ผู้ป่วยใน ๔ หมื่นราย คนไข้เข้ารับบริบาลในแผนก ICU ผู้ใหญ่ ๒,๕๐๐ ราย
ความใหญ่โตตามที่เล่ามานี้ดูเหมือนว่าน่าะรองรับการบริการได้สบายๆ แต่นั่นเป็นคำตอบที่ไม่ถูกต้องทั้งหมด เพราะหากเราจะต้องรับดูแลผู้ป่วยโรคยากนั้น ปัจจัยเกื้อหนุนที่สำคัญก็คือ ห้องผ่าตัด ห้อง ICU (จะผ่าตัดโรคยากได้มากมายขนาดไหนหากไม่มีห้องผ่าตัดเพียงพอ จะรับคนไข้หนักได้เท่าไหร่ หากมีเตียงอยู่เพียงเท่านี้) ซึ่งตอนนี้ยังคงเป็นคอขวดอยู่ เนื่องจากขาดอัตราพยาบาล และหมอบางสาขา และภายใน ๕ ปีข้างหน้า โรงพยาบาลมีแผนในการขยายบริการเพิ่มอีก ๒๕๐ เตียง ห้องผ่าตัดอีก ๖ ห้อง และ ICU อีกประมาณ ๑๐ เตียง นั่นหมายความว่า อุปสรรคด้านอัตรากำลังจะเป็นงานยากที่ท้าทายที่สุดในอีก ๕ ปีข้างหน้านี้ และนี่จะเป็นการพัฒนาเพื่อรองรับศักยภาพการบริการร่วมกันภายในระบบบริการของพวกเรา
อีกความท้าทายที่สำคัญในอนาคตคือ การเข้าสู่ประชาคมอาเซี่ยน ผมบอกไปว่า ม.อ.ยังคงยืนยัน ว่าเราจะต้องสร้างความเป็นเลิศเพื่อบริการคนไทย ดูแลรักษาคนไทย และม.อ.จะมีบทบาทหลักในการฝึกอบรมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆส่งออกมาให้รับใช้ประชาชนต่อไป อาจจะเป็นในพื้นที่หรือกระทั่งส่งออกก็ตามแต่
ผมพูดต่อเรื่องการสนับสนุนการส่งต่อด้วยการ "ขอโทษ" ขอโทษที่หลายๆครั้งเกิดความติดขัดและส่งผู้ป่วยเข้าไปไม่ได้ นั่นเป็นเพราะเรามีเตียงเพียงเท่านี้ เท่านี้จริงๆ ประเด็นนี้จึงเกิดการพูดคุยกันว่า การใช้เตียงร่วมกันน่าจะเกิดประโยชน์และอาจเป็นไปได้ เช่น เมื่ออาการคนไข้คงที่หลังผ่าตัดเสร็จ และมีความปลอดภัยแล้ว ก็ส่งไปนอนบริบาลต่อที่โรงพยาบาลต้นสังกัด หรือกระทั่งการส่งทีมแพทย์ออกไปช่วยผ่าตัดในโรงพยาบาลที่คิวผ่าตัดยังคงขยับขยายได้ (เรื่องนี้ทำได้จริงแล้วด้วย)
อีกทั้งการส่งต่ออย่างรวดเร็วในระยะเวลาที่เหมาะสมก็มีความจำเป็น โรคบางโรคหากส่งต่อช้า ภาวะแทรกซ้อนก็มากขึ้น ค่าใช้จ่ายก็สูงขึ้น ดังนั้น แต่ละที่จึงต้องพูดคุยเรื่องการส่งต่อที่ว่านี้ให้ชัดเจน
และท้ายที่สุด ผมบอกไปว่า ระบบอะไรก็ตามแต่จะมีคุณภาพได้ ย่อมต้องมีความยืดหยุ่นด้วย ระเบียบอะไรต่างๆนานาที่หากเราเห็นว่าจะเกิดความไม่ปลอดภัยกับผู้ป่วยของเรา เราต้องมีความยืดหยุ่นเพียงพอ ระบบต้องหายใจได้ คนไข้ต้องหายใจได้
เราเลิกได้ตรงเวลาครับ เที่ยงเป๊ะ ความคิดแรกที่จะออกไปกินข้าวข้างนอกหมดไปเมื่อได้เจอเพื่อนเก่าอีกคน คุณหมอเล็ก ปลื้มจิตร เพื่อนสมัยเป็น extern โรงพยาบาลมหาราช นครศรีฯ เมื่อปี ๒๕๓๘ นู่น ตอนนี้เธอเป็นคุณหมอไตวายอยู่ที่ภูเก็ต
มื้อเที่ยงของวัน ผมได้พบพี่หมุน ประสาทศัลยแพทย์มือหนึ่งของสุราษฎร์ฯที่ประกาศชัดเจนว่ามีภรรยาเป็นหมอดมยาที่สวยที่สุด (ไม่รู้แกเทียบกับที่สุดของอะไร) ได้เจอพี่หมูน้อย และได้เจออาจารย์สุกิจ อดีตอาจารย์ประสาทศัลยแพทย์ของ ม.อ. ที่สาวๆรุ่นผมหลายคนแอบกรี๊ดดังๆ พวกเธอบอกว่า อาจารย์ดูเหมือนพี่ป้อม อัสนี !
ผมออกเดินทางกลับหาดใหญ่เวลาบ่ายโมงตรง แวะไปรับแม่บังเกิดเกล้าที่บ้านเพื่อมาหาดใหญ่พร้อมกัน ท่านตื่นหลังผมนิดเดียว อุตส่าห์ออกไปหาซื้อปลา กุ้ง แพ็คมาเต็มลัง หาผักเพิ่มเติม และยายก็ทำแกงส้มมาเผื่อผมอีกถุงใหญ่ เรียกว่าคุ้มครับ แม่ก็ได้นั่งรถสบายๆมาด้วยกัน
ผมตื่นก่อนไก่ ดังนั้นในช่วงขากลับจึงหลับแบบไก่ หลับๆตื่นๆ ไม่รู้ละเมอโชว์คนขับรถบ้างไหม แต่จะอย่างไรก็ช่าง ผมกลับถึงหาดใหญ่อย่างปลอดภัยในเวลา ๕ โมงเย็นพอดี
ธนพันธ์ ๒๕ กพ ๕๗



มาเยี่ยมชมคุณภาพของ มอ แม้ว่าวันนี้แม่จะมารักษาตัวอยู่บางกอกแล้ว แต่ความคิดถึง ความอบอุ่น ความสุขใจที่มีโอกาสได้รักษาตัวใน มอ ของแม่ ยังกรุ่นอยู่เสมอครับ ขอบคุณบันทึกดีดี ที่ผมได้มีโอกาสอ่านเป้นบันทึกแรกของวันนี้คับ
แสงแรงจริงๆ นะ
หมอแป๊ะไปร่วมงาน HA Forum หรือเปล่าค่ะ อ.หมอ JJ กับจัน จัด session ของ GotoKnow ด้วยนะ
ไปครับจัน
เป็นผูดำเนินรายการวันที่ 2 ของการประชุม 10-12 ครับ