ซ้อมใหญ่ละครเมืองคาม
หลังจากที่ได้ซ้อมเเบบกันเองในวงของตนเอง ก็ถึงเวลา ถึงคราที่จตะมาซ้อมใหญ่ด้วยกัน โดยการซ้อมในครั้งนี้เป็นการซ้อมครั้งใหญ่ก่อนที่จะถึงเทศกาลละครเมืองคามในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2557 ที่จะมาถึงมีหลายกลุ่มหลายพื้นที่ที่มีเเวนคิดเดียวกันเข้ามาซ้อมมาเรียนรู้ไปด้วยกันอีกขั้งซึ่งหลายๆกลุ่มได้ลงเร่ที่ชุมชนที่พื้นที่ไปบ้างเเล้วสามรอบ หลายกลุ่มก็รอบเดียว หลายกกลุ่มก็สี่ห้ารอบ เเล้วยังมีอีกหลายๆกลุ่มที่มีรอบเดียว การซ้อมใหญ่ในครั้งนี้นอกจากจะเป็นการเตรียมพร้อมในวันงานเทศกาลละครเมืองคามเเล้วยังเป็นการวิจารณ์ละครของกันเเละกันในเชิงสร้างสรรค์เพื่อที่พร้อมจะนำไปปรับปรุงเเก้ไข หรือต่อยอดต่อไป พร้อมที่จะออกสู่ชุมชนของตนในระยะเวลาที่เหลือ เเละพร้อมที่จะออกสู่งานในเทศกาลละครเมืองคามที่กำลังจะมาถึง กลุ่มที่มากันมีมาจากหลายโรงเรียน หลายกลุ่มด้วยกัน อาทิ นาดูน บ้านส่อง มมส. เป็นต้น โดยมีพี่ๆจากกลุ่มมะขามป้อมมาช่วยดูให้มีความลงตัวมากยิ่งขึ้น
การเดินทางในครั้งนี้ออกเดินทางด้วยรถตู้ของโรงเรียนเหมือนกับหลายๆครั้ง มุ่งสู่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม พอเดินทางมาถึงสถานที่ ก็ลงทะเบียน หลังจากลงทะเบียนเสร็จเเล้วก็มาซ้อมเล็กๆกันใหม่ "เพื่อความชัวร์" เพราะมีการปรับบทใหม่ชั่วครู่เพื่อเน้นดึงจิตใจของผู้งชมได้มากยิ่งขึ้น ซ้อมๆกันไปสักพักก็ถึงเวลาในการเเสดงจริง ฮักนะเชียงยืนได้ลำดับในการเเสดงช่วงบ่ายๆ กิจกรรมเเรกๆที่คุ้มเคยกัน ก็เป็นกิจกรรมของการละครที่ชื่อว่า "ท่าใหญ๋" เเล้วมาเเนะนำชื่อซึ่งกันเเละกันเช่นเคย ในช่วงเช้าชมละครจากกลุ่มต่างๆอย่างเพลิน หลายๆกลุ่มที่เเสดงออกมาเขามีการเตรียมตัวดีมาก ไม่หลุดจากบท เเละหลุดก็หลุดน้อยมาก สิ่งที่ได้เห็นในหลายกลุ่มที่ประทับใจ
กลุ่มท้าวเเสนปม(เน้นให้เห็นถึงพิษภัยของสารเคมี) ของกลุ่มพวกพี่ๆม มมส. ที่เมื่อได้เเสดงให้ชมเเล้วนั้นมีความเชื่อมโยงกันในเรื่องราวดีมาก โดยฉากเเรกๆของพี่นั้น เจ้าเมือง มีเมืองปกครองมีลูกสาว เมืองนี้เป็นเมืองที่มีราษฎรอยู่เย็นเป็นสุข วันหนึ่งชายคนหนึ่งเข้ามาขายสารเคมี พระราชาก็ถูกเป่าหู ยินยอมให้นายทุนมาขอบสารให้กับประชาชน เจ้าหยิงที่ทีท้าวเเสนปมเป็นเเฟนโดยท้าวเเสนปมนั้นก็ปลูกเกษตรเเบบไม่ใช้สารเคมี ทำให้เกิดการต่อสู่ระหว่างเคมีกับอินทรีย์เเบบเนียนๆ เเล้วสุดท้ายประชาชนก้เกิดโรคภัยทำให้บ้านเมืองเริ่มสั่นคลอนจากภาวะสุขภาพจากนั้นพระราชาก็ได้เห็นดังนั้นเเล้วจึงจับนายทุนไปลงโทษ เเล้วทุกคนก็อยู่อย่างเกษตรอินทรีย์ ทุกๆคนยอมรับท้าวเเสนปมที่น่าเกลียด การเชิ่อมฉากมีเพลงประกอบ ส่วนใหญ่มักเป็นการเดินทางจากที่หนึ่งไปสู่อีกที่หนึ่ง โดยการเปลี่ยนนั้นก็รีบเปลี่ยนขึ้นมาทันทีไม่รีรอ ทำให้ไม่เกิดช่วงเวลาที่หยุดชะงัดเกิดขึ้น
กลุ่มบ้านส่อง เป็นกลุ่มเด็กๆประถม เด็กประถมกลุ่มนี้ เเม้อายุจะเพียงเล็กๆเเต่ความคิดนั้นไม่เล็ก น้องๆรู้จักใช้ความเป็นเด็กให้เกิดประโยชน์มีความน่ารัก ฉากเเรกๆเป็นการละเล่นของเราเมื่อเก่าก่อน เเล้วฉากต่อๆมาก็มีเด้กคนหนึ่งอยากได้โทรศัพท์ยี่ห้อดังเพื่อที่จะเข้าสังคมได้(ความคิดของเขา) จากที่เขาให้ของสิ่งนั้นเป็นเวลานานๆ เพื่อนๆก็เริ่มเหินห่างลงทุกทีๆ จนเพื่อนไปบอกครู โดยเด็กกลุ่มนี้เล่นประโยคเด่น "เรื่องนี้ถึงหูครูอังคนาเเน่" ทำให้ผู้ชมยิ่งดูเพลิน จากนะเนพอดูรู้ ครูก็อบรมเป็นการใหญ่ เเล้วสดท้ายเด็กคนนั้นก็เข้ากับเพื่อนได้ในที่สุด เด็กๆกลุ่มนี้ใช้ความเป็นเด็กอย่างคุ้มค่ามาก
กลุ่มพี่ มมส. คณะนิเทศศาสตร์ เล่นในประเด็นของมุมการสะท้อนในเรื่องของประชาธิปไตย โดยที่เรื่องารวจะเหมือนว่า มีหมู่บ้านเเห่งหนึ่งเเบ่งเเยกเป็น 2 หมู่ ตอนที่ชาวบ้านกำลังทำงานอยู่นั้นก็มีท้าว 2 ท้าวเข้ามาเเย่งกันเป็นผู้นำของหมู่บ้าน ท้าวคนหนึ่งเน้นที่คุ้มเหนือ ท้าวคนหนึ่งเน้นที่คุ้มใต้ ผลการเลือกตั้งออกมาปรากฏว่า ทั้งสองฝ่ายได้คะเเนนเสมอกัน หลังจากนั้นส่งผลทำให้ชาวบ้านก็ไม่ถูกใจกัน หลังจากนนั้นชาวบ้านคิดได้ เเล้วก็เข้ามาคุณกัน การเชิ่อมฉาก กิริยาท่าทางของพี่ๆเขาชัดเจนมาก ทำให้รู้ว่าสิ่งที่กำลังทำ กำลังพูดอยู่นั้นมันคืออะไร
เมื่อหลายๆกลุ่มได้เเสดงผ่านพ้นไป ก็ถึงคราวที่ฮักนะเชียงยืนได้เเสดง เมื่อเเสดงไปสักพัก ถึงช่วงที่มีการพูดคุยกันยาว ทำให้ผู้ชมสส่วนหนึ่งสะท้อนบอกว่าฟังไม่รู้เรื่อง หลังจากที่เเสดงเสร็จ ทุกๆกลุ่มเเสดงเสร็จก็ถึงคราวที่ต้องมา "คอมเมนต์" ซึ่งกันเเละกัน ละครจะขาดสิ่งนี้ไม่ได้ เป็นการวิจารณ์เพื่อต่อยอด กลุ่มๆอื่นๆก็ได้รับคำวิจารณ์ที่เเตกต่างกันไปโดยมีกระบวนการ คือ วิจารณ์กันเเละกันกลุ่มต่อกลุ่มพลัดกันคิดเห็นซึ่งกันเเละกันในวงเล็กๆ เเล้วมาฟังข้อคิดเห็นที่พี่ๆกลุ่มมะขามป้อมมาเล่าให้ฟังเพื่อต่อยอด ฮักนะเชียงยืนในครั้งนี้ เร่ละครในเรื่อง วิถีอินทรีย์ ที่มีเเกนเรื่องสำคัญๆ คือ เเต่ก่อนเรามีวิถีชีวิต มีวัฒนธรรมที่คลุกคลีอยู่กับไร่นาของเรา เมื่อนายทุนเข้ามาก็ทำให้ทุกสิ่งเปลี่ยนไป เกิดกลายเป็นผลกระทบที่มีทั้งด้านสุขภาพเป็นส่วนใหญ่ มีด้านจิตวิญาณ เเละด้านอื่นๆ เเต่ภายใต้ชาวบ้านที่ตามนายทุนนั้นก็ยังมีหมอดินของชาวบ้านที่ไม่เอาด้วย หมอดินก็ทำเกษตรอย่างที่ตนพอสามารถทำได้ เเล้วในสุดท้ายชาวบ้านก็เห็นผลกระทบเเล้วหันมาใช้เกษตรเเบบมีสารเคมีน้อยที่สุด เน้นการอยู่ร่วมกันระหว่างเคมีกับอินทรีย์ คือ เกษตรเเบบปลอดภัย นั่นเอง ... ได้รับคำวิจารณ์ ที่สำคัญ คือ ฟังไม่รู้เรื่องเพราะพูดเร็วเกินไป เสียงปรบมือในการเชื่อมฉากบางฉากนั้นจะทำให้ผู้ชมที่ชมมีความรู้สึกร่วมลดน้อยลง ควรลดคำให้น้อยลง ข้อคิดเห็นดังกล่าวจำต้องมาคิด มาเสริมกันอีก เพื่อจะได้มีภูมิคุ้มกันที่ดีในอนาคต

