nobita
นาย ชัยพร รัตนดิลก ณ ภูเก็ต

สิคาโลวาทสูตร


“ถ้าคนไทยพัฒนาตนตามหลักสูตรอารยชนนี้ได้ ก็มั่นใจว่าเมืองไทยจะเป็นอารยประเทศอย่างไม่มีที่สงสัย”

          ปีใหม่นี้ ผมได้รับ ส.ค.ส. เป็นหนังสือที่มีคุณค่าต่อชีวิตมากเล่มหนึ่ง นั่นคือ หนังสือ หลักสูตรอารยชน : A CURRICULUM FOR CIVILIZED PEOPLE โดย พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตตฺโต) โดยเป็นหนังสือที่เรียบเรียงมาจากหนังสือ สอนนาค-สอนฑิต : ชีวิตพระ-ชีวิตชาวพุทธ 

          ผมติดใจในหน้าบันทึกนำที่ได้กล่าวไว้ว่า "สังคมไทยเรานี้พูดกันมานานนักว่า จะพัฒนาให้เป็นอย่างอารยประเทศ แต่ประเทศจะเป็นอารยะได้ ประชาชาติก้ต้องพัฒนาตนให้เป็นอารยชน ถ้าคนไทยพัฒนาตนตามหลักสูตรอารยชนนี้ได้ ก็มั่นใจว่าเมืองไทยจะเป็นอารยประเทศอย่างไม่มีที่สงสัย" ซึ่งผมคิดว่าแค่ทุกคนทำได้เฉพาะตน เราก็จะเป็นอารยชนที่ดีได้แล้วครับ ความสุขก็จะเกิดกับเราเอง และคนรอบข้างเราครับ  สำหรับบันทึกนี้จะขอตัดตอนและบันทึกเป็นตอน ๆ เพื่อแบ่งปันกันอ่านนะครับ...

                สิงคาลกสูตร  เป็นพระสูตรหรือคำสอนหรือเทศนาของพระพุทธเจ้าเรื่องหนึ่ง ซึ่งประมวลหลักการดำเนินชีวิตของอารยชนไว้ เป็นแบบแผนความประพฤติของคฤหัสถ์ พระอาจารย์สมัยต่อมาให้ถือเป็น วินัยของคฤหัสถ์ ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงแสดงพระสูตรนี้แก่ชายหนุ่มลูกผู้ดีที่มีชื่อว่า สิงคาลกะ บางทีเรียกว่า สิคาโลวาทสูตร

                คำสอนของพระพุทธเจ้าในสิงคาลกสูตรนี้ แสดงวิถีชีวิตของอารยชนชาวพุทธทุกคนควรให้ความสำคัญ และนำมาปฏิบัติกันอย่างจริงจัง ให้สมกับที่ท่านเรียกว่าเป็นวินัยของคฤหัสถ์ หรือวินัยชาวบ้าน จะว่าเป็น มาตรฐานชีวิตของชาวพุทธ เป็น เกณฑ์วัดความเป็นชาวพุทธ หรือเป็น หลักสูตรการศึกษาเพื่อพัฒนาชีวิตให้เป็นอารยชน ก็ได้

                เรื่อง สิงคาลกสูตร มีอยู่ว่า ...

                วันหนึ่ง พระพุทธเจ้าเสด็จจากวัดเวฬุวัน จะเข้าไปบิณฑบาทในเมืองราชคฤห์ เมื่อผ่านไปใกล้ ๆเมือง ก็ได้ทอดพระเนตรเห็นมาณพคนหนึ่งชื่อว่า สิงคาลกะ ซึ่งตื่นแต่เช้า ออกมานอกเมืองราชคฤห์ แล้วก็ลงอาบน้ำ ร่างกาย ผ้าผ่อนเปียก ผมเปียก ขึ้นมายืนกลางแจ้ง แล้วก็หันไปทางทิศต่าง ๆ ไหว้ทิศโน้นทิศนี้ รวมทั้ง ๖ ทิศ ครบหมด ทิศตะวันออกเป็นทิศเริ่มต้น แล้วก็ทิศใต้ ทิศตะวันตก ทิศเหนือ ทิศเบื้องล่าง ทิศเบื้องบน

                พระพุทธเจ้าก็เสด็จเข้าไปทักทาย แล้วก็ทรงสนทนาด้วย โดยไถ่ถามว่า ท่านทำอะไร  ชายหนุ่มนั้นทูลตอบว่า ข้าพระองค์ไหว้ทิศ  เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสถามว่าทำไมจึงไหว้อย่างนั้น เขาก็เล่าว่า 

“พ่อของกระผม  เมื่อท่านนอนอยู่บนเตียง ตอนที่จะถึงแก่กรรม ท่านสั่งไว้ว่า เมื่อพ่อสิ้นไปแล้ว ขอให้ลูกปฏิบัติตามคำสั่งพ่อ ขอให้ลูกไหว้ทิศเป็นประจำ จะได้เกิดศิริมงคล เจริญงอกงาม กระผมก็เลยปฏิบัติตามคำสั่งของพ่อ เพื่อจะได้เป็นลูกที่ดี”

                พระพุทธเจ้าตรัสว่า การปฏิบัติตามคำสอนของพ่อแม่นั้นดี เพราะท่านมีความหวังดี แต่การไหว้ทิศของเธอ ยังไม่ถูกต้อง ไม่ใช่ “การไหว้ทิศในอริยวินัย” คือในระบบแบบแผนของอารยชน

                มาณพก็สงสัยว่า ทิศใน “อริยวินัย” ของอารยชน เป็นอย่งไร พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงหลักคำสอนที่เรียกว่า สิงคาลกสูตร

                ก่อนที่มาณพจะไหว้ทิศ เขาจะไปอาบน้ำชำระล้างร่างกาย เป็นการเตรียมตัวก่อน แล้วก็มายืนไหว้ พระพุทธเจ้าก็ทรงสอนการไหว้ทิศในอริยวินัยในทำนองที่ให้เป็นลำดับอย่างนั้น

ขั้นที่ ๑  รักษาชีวิตให้สะอาด

                ขั้นแรก ละเว้นความชั่วต่าง ๆ เหมือทำความสะอาดชำระล้างร่างกายให้หมดจน

                สิ่งชั่วร้ายที่ต้องชำระล้างมี  ๑๔  ประการ  คือ

                ๑.  กรรมกิเลส ๔  คือ การกระทำที่ทำให้ชีวิตมัวหมอง เป็นการกระทำที่เสียหาย คือ การดำเนินชีวิต หรือความประพฤติที่เบียดเบียนกัน ๔ ประการ ได้แก่

                                (๑)  ปาณาติบาตร  การทำร้าย เบียดเบียนชีวิตร่างกายผู้อื่น

                                (๒)  อทินนาทาน การลักทรัพย์ ละเมิดกรรมสิทธิ์ของผู้อื่น

                                (๓)  กาเมสุมิจฉาจาร  การประพฤติผิดในกาม ล่วงละเมิดคู่ครองของคนอื่น

                                (๔)  มุสาวาท  การพูดเท็จ โกหก หลอกลวง ทำร้ายเขาด้วยวาจา

                                สี่อย่างนี้เป็นกรรมกิเลส หรือ กรรมบถ คือ ความประพฤติเสียหาย  ซึ่งคล้ายกับ ๔ ข้อแรกของศีล ๕ 

เมื่อพูดถึงหลักศีล ๕ ที่เรียกว่า สิกขาบท  สี่ข้อแรกนั้น เป็นสิกขาบทด้วย และเป็นกรรมบถ ด้วย แต่ข้อ ๕ สุราฯ เป็นเพียงสิกขาบท ไม่เป็นกรรมบถ  ซึ่งกรรมบถ เป็นตัวกรรม  การไปทำร้ายชีวิตร่างกายเขา ไปลักทรัพย์เขา นี้เป็นกรรมชั่ว แต่การดื่มสุรา ยังไม่ใช่เป็นกรรมในตัวเอง เพราะมันเป็นเรื่องของการดื่มเข้าไปแล้วทำให้ขาดสติ แล้วจะไปทำร้าย ไปทำอะไรไม่ดี จึงเป็นกรรมอีกทีหนึ่ง  การกล่าวถึง กรรมกิเลส ๔ จึงพูดเฉพาะกรรม  เพราะเป็นเรื่องที่เศร้าหมอง เป็นความประพฤติเสียหาย

                กรรมนี้คลุมไปถึงอาชีพการงานด้วย ซึ่งเป็นหลักสำคัญของชีวิตคนเรา ก็ไม่ให้มีกรรมกิเลส ๔ คือ ให้ละเว้น ไม่ให้เป็นอาชีพการงานประเภทที่มีการทำร้ายเบียดเบียนชีวิตเขา ไม่เป็นอาชีพที่ล่วงล้ำละเมิดทรัพย์สินของคนอื่น ไม่ใช่อาชีพที่จะทำความประพฤติผิดทางกาม และไม่ใช่อาชีพที่หลอกลวง ใช้วาจาโกหกผู้อื่น

                กรรมกิเลส ทำให้ความประพฤติมัวหมองเสื่อมเสียแก่ชีวิต ทำให้เกิดเวรภัยในสังคม เป็นการสร้างเครื่องกีดขัดขวางความเจริญก้าวหน้าและก่อกวนความสงบสุขในชีวิตของตนเอง  ผู้ไม่ก่อกรรมกิเลสทั้ง ๔ จะมีชีวิตที่ปลอดโปร่ง เหมือนคนที่ร่างกายสะอาด รู้สึกโปร่งโล่งเบาและมั่นใจที่จะก้าวไปทำอะไร ๆ ด้วยความสบายใจ

สิ่งชั่วร้ายที่ต้องชำระล้างอีก ๑๐  ประการต่อไป คือ

อคติ ๔  ได้แก่ความลำเอียง หรือความประพฤติออกนอกทางของธรรม ๔ อย่าง

อบายมุข ๖  ได้แก่ ทางแห่งความเสื่อม โดยเฉพาะช่องทางสิ้นเปลืองหมดไปของทรัพย์สินเงินทอง

จะนำมาเสนอในบันทึกต่อไปครับ 

หมายเลขบันทึก: 560654เขียนเมื่อ 31 มกราคม 2014 11:16 น. ()แก้ไขเมื่อ 31 มกราคม 2014 11:16 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลงจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (1)

ขอบคุณที่แบ่งปันค่ะ ได้ข้อคิดดีๆมากมาย

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี