ปรัชญาการศึกษาลัทธิพิพัฒนาการนิยม (Progressive) :

ประวัติความเป็นมา

 

การศึกษาตามแบบพิพัฒนาการนิยม (Progressive Education) ก็คือ  “การศึกษาแผนใหม่”  ที่เรารู้จักกันอยู่โดยทั่วไป ถ้าจะพิจารณาถึงรากฐานแห่งแนวคิดทางปรัชญา  ก็จะเห็นได้ชัดว่าปรัชญาการศึกษาลัทธินี้มีพื้นฐานดั้งเดิม  จากลัทธิประจักษวาท (Empiricalism) 

 

 

มีกำเนิดมาตั้งแต่ราวคริสต์ศตวรรษที่  ๑๗  ในประเทศอังกฤษ  ต่อมาก็ได้มีการนำเอาแนวความคิดและวิธีการของฝ่ายประจักษวาทนี้มาสร้างเป็นลัทธิปรัชญาใหม่ขึ้น  มีชื่อเรียกไปต่างๆ  กัน  เช่น  Experimentalism, Pragmatism, Instrumentalism  เป็นต้น  ถ้าจะพิจารณารากฐานโดยตรงของการศึกษาแบบพิพัฒนาการนิยม (Progressivism) ก็คือ มีแนวคิดมาจากลัทธิ Experimentalism หรือ Pragmatism  นั่นเอง  อันมีผู้นำคนสำคัญเช่น  John  Dewey,  Charles  S,  Pierce  และ William  James  เป็นต้น

 

การศึกษาตามลัทธิพิพัฒนาการนิยม แบ่งปรัชญาในกลุ่มนี้มี ๒ สาขาใหญ่ๆ คือ พิพัฒนาการนิยมและปฏิรูปนิยม ซึ่งเป็นแนวคิดที่ปฏิเสธความเชื่อที่มาจากจิตนิยม(Spiritualism)

 

 

ปรัชญาการศึกษาลัทธิพิพัฒนาการนิยม  พึ่งจะมีการก่อตั้งขึ้นมาในต้นศตวรรษที่  ๒๐ นับว่าเป็นปรัชญาการศึกษาที่มีการนำเอาไปใช้อย่างแพร่หลายที่สุดในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงการศึกษาของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นแนวการจัดการศึกษาตามทฤษฎีนี้ส่วนใหญ่ก็ได้มาจากแนวคิดของ John  Dewey ที่ได้กล่าวถึงปรัชญาการศึกษาไว้ว่า ปรัชญาการศึกษาไม่เรียกร้องจากภายนอก  ที่เป็นการเตรียมพร้อมทางอุดมคติ(Ideas) แต่เป็นการตั้งปัญหาในการต่อตัวของทัศนะคติ  ในการเอาใจใส่  ต่อความยากของชีวิตในสังคมปัจจุบันอันนำไปสู่หนทางแห่งความมีอิสรเสรีที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง  ปรับปรุงวัฒนธรรมและสังคม

 

คำว่า  “เสรี หรือ liberal” มีความหมายตามนัยแห่งปรัชญานี้  หมายถึงการยืดหยุ่น  กระตือรือร้น  เอาจริงเอาจัง  กล้าเสี่ยง  กล้าทดลอง  และมีทรรศนะที่เปิดเผยตรงไปตรงมา 

 

ลักษณะเช่นนี้ก็เป็นไปในทางที่จะพัฒนาประสบการณ์และความรู้ของตนอยู่เสมอโดยมิได้หยุดนิ่ง จึงเป็นเสมือนลักษณะ และบุคลิกของนักวิทยาศาสตร์ที่หมกมุ่นอยู่ในห้องทดลองวันแล้ววันเล่า  ในการที่จะวิจัย  ค้นคว้าหาสิ่งใหม่ๆ  ให้ปรากฏผลออกมา  คือยืดหยุ่นและเปลี่ยนแปลงได้เสมอ

 

ปรัชญาของลัทธิพิพัฒนาการมีความเชื่อที่ว่า  ข้อเท็จจริงของสิ่งทั้งหลายนั้นมิได้คงที่ หรือหยุดนิ่ง  หากแต่มีการเปลี่ยนแปรสภาพไปตามกาลเวลาและสิ่งแวดล้อม องค์ประกอบที่มีอิทธิพลสูงสุดในการกำหนดรูปแบบ ของวัฒนธรรม และสังคมนั้นไม่ใช่ค่านิยมหรือจารีตประเพณีดั้งเดิม   หากแต่เป็นเทคโนโลยี การค้นคว้าทดลอง และประสบการณ์ของมนุษย์ ที่ได้รับมาจากการได้ประจักษ์ และรับรู้มาจากโลกแห่งความเป็นจริง

 

ดังนั้นการพัฒนาความสามารถให้แต่ละคน หรือแก่ผู้เรียนต้องมี การปรับให้เหมาะสม ทันกับการเปลี่ยนแปลง หรือเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่จะเกิดมีขึ้น และมุ่งพัฒนาความสามารถของตน ให้ต่อเนื่องตลอดเวลา  พร้อมกับเอาใจใส่สังคมที่ตนอยู่ สามารถเลือกเอามาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งต่อเอง และสังคม

เมตตาธรรมค้ำจุนโลกา

...