"คนเหมือนกัน" ที่เอามาเป็นหัวบันทึกนี้เป็นชื่อเพลงของรุ่งเพชร แหลมสิงห์ที่ประพันธ์โดยครูไพบูลย์ บุตรขัน ผมได้ฟังเพลงนี้เมื่อช่วงก่อนปีใหม่จากรายการของคุณบุญเลิศ คชายุทธเดช(ช้างใหญ่) สื่ออาวุโสที่แฟนมติชนน่าจะรู้จักดี จัดร่วมกับคุณวัฒน์ วรรลยางกูร เป็นรายการที่นำเพลงเก่าๆมานำเสนอพร้อมกับการสนทนาแนวการเมืองทางทีวีดาวเทียมช่องหนึ่ง ในเทปนี้มีการพูดคุยกันถึงเรื่องที่มีนักวิชาการ ครูบาอาจารย์และกลุ่มชนชั้นนำในสังคมกำลังรณรงค์ไม่ให้มีการเลือกตั้งโดยให้เหตุผลว่าคนทั่วไปคนเล็กคนน้อยในสังคมที่ไม่มีการศึกษาและสถานภาพทางสังคมเช่นเดียวกับพวกเขาไม่ควรมีสิทธิ์มีเสียงเสมอหน้ากับกลุ่มคนเหล่านี้แล้วก็ได้นำเอาเพลงนี้มาเป็นเพลงประกอบรายการ
ไม่รู้ว่าคนยุคใหม่เขาฟังเพลงรุ่นนี้กันบ้างหรือเปล่า หรือถ้าได้ฟังแล้วจะรับได้ถึงสุนทรียภาพ ความไพเราะรวมถึงความหมายอันลึกซึ้งของบทเพลงเหล่านี้อย่างไรบ้าง เพลงลูกทุ่งนอกจากต้องใช้ความสามารถที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของนักร้องแต่ละคนแล้ว เนื้อร้องที่ครูเพลงบรรจงแต่งแต้มออกมาเป็นบทกวีก็ถือเป็นหัวใจของบทเพลงแต่ละเพลงเช่นกันเพราะนอกจากความสวยงามของการสัมผัสที่สอดคล้องต้องกันแล้ว ยังได้ให้ความหมายที่ผู้คนสามารถที่จะจินตนาการคล้อยตามชนิดที่มองเห็นภาพซึ่งเป็นสัจธรรมได้อย่างชัดเจนไม่ต้องมีคำอธิบายใดๆมาเพิ่มเติมอีก เพลงคนเหมือนกันนี้น่าจะแต่งและเผยแพร่สู่สาธารณะในปี พ.ศ.2512 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยปกครองโดยเผด็จการทหาร เรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชนนั้นย่อมพอเข้าใจได้ว่ามีความจำกัดเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งยังเป็นยุคสงครามเย็นที่มีการต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์กันอย่างเข้มข้น การพูด การเขียนที่สื่อหรือทำให้ตีความได้ถึงการเรียกร้องสิทธิและเสรีภาพนับเป็นสิ่งอันตรายอย่างยิ่ง
หากสังเกตุให้ดีแล้วคำว่า "น้องเอย" และ "พี่" ในบทเพลงนั้นไม่ได้สื่อถึงเรื่องของความรักระหว่างหนุ่มสาวอย่างที่ควรจะเป็น เพราะภาพรวมนั้นพูดถึงเรื่องความเท่าเทียมขั้นพื้นฐานว่าไปแล้วก็คือมาตรฐานขั้นต่ำแห่งสิทธิของความเป็นมนุษย์ที่ทุกคนควรจะมีและก็ไม่ต้องการให้ใครมาละเมิดนั่นเอง
"น้องเอยเกิดมาเป็นคน จะรวยหรือจนก็หนีไม่พ้นเป็นคนเช่นกัน
มีหู มีตา มีหน้า มีปาก มีฟัน ถึงต่างเพศผิวพรรณ ก็คนเหมือนกันนั่นแหละหนา..
..น้องเอยเกิดมาเป็นคน จะรวยหรือจนก็หนีไม่พ้นความตายเช่นกัน
เราเกิดเป็นคน มองเห็นคนไม่สำคัญ คิดเหยียบย่ำหยามกัน เขาว่าคนนั้นมิใช่เป็นคน"
จริงอยู่ในทุกสังคมใช่ว่าจะไม่มีการแบ่งระดับชนชั้นของผู้คนนั้นเลยก็หาไม่ เช่นในเรื่องของเศรษฐศาสตร์ การพานิชย์ การตลาด การศึกษาเรื่องพฤติรรมของผู้บริโภค (Consumer Behavior) เพื่อให้เข้าใจถึงปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าของผู้บริโภค ในเรื่องปัจจัยทางด้านวัฒนธรรมทางสังคมยังได้มีการแบ่งลักษณะชั้นทางสังคมไว้ด้วยเช่น จากระดับบนสุด (Upper-Upper Class) ซึ่งหมายถึงผู้ที่มีชื่อเสียงเก่าแก่เกิดมาบนกองเงินกองทอง ไล่ไปจนถึงระดับล่างสุด (Lower-Lower Class)ที่ประกอบไปด้วยคนงานที่ไม่มีความชำนาญกลุ่มชาวนาที่ไม่มีที่ดินเป็นของตนเองและชนกลุ่มน้อย - See more
แม้จะได้มีการแบ่งผู้คนในสังคมเป็นกลุ่มเป็นชั้นอย่างที่กล่าวมา แต่ก็มีวัตถุประสงค์เพื่อการเฉพาะและไม่ได้มีผลกระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานซึ่งเป็นที่ยอมรับของสากลแต่อย่างใด บุคคลยังคงมีความเท่าเทียมในศักดิ์ศรีความป็นมนุษย์อยู่เหมือนเดิม แต่แนวคิดของชนชั้นนำในสังคมไทยที่กล่าวข้างต้นมีความพยายามในการริดรอนสิทธิเหล่านี้จากผู้คนที่พวกตนเห็นว่าต่ำต้อยกว่า ไม่ว่าในเรื่องของสถานภาพทางเศรษฐกิจและโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการศึกษา ถึงขนาดที่ต้องการให้คนเหล่านั้นมีสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้งน้อยกว่าของพวกตน นั่นหมายความว่าแม้คนกลุ่มนี้จะมีจำนวนน้อยกว่าแต่ก็จะสามารถใช้วิธีการเลือกตั้งเข้ามาครอบงำชนชั้นอื่นไว้ได้โดยอ้างกฎหมายให้เป็นความชอบธรรม
ภาพประกอบบันทึกนี้ภาพแรกผมตั้งใจเอามาจากภาพยนตร์สารคดีเมื่อครั้งการสู้รบระหว่างฝรั่งเศสกับกองกำลังเวียดมินต์ของโฮจิมินที่ต่อสู้เพื่อปลดปล่อยเวียดนามให้พ้นจากการปกครองของฝรั่งเศสช่วงปี 1946-1954 หลังจากที่การเจรจาขอเป็นอิสระจากฝรั่งเศสล้มเหลว แปดปีของการสู้รบก่อนที่เวียดนามจะมีชัยชนะเหนือฝรั่งเศสที่เดียนเบียนฟูเป็นช่วงเวลาที่ประชาชนต้องทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส การเป็นผู้อยู่ใต้ปกครองของเจ้าอาณานิคม เป็นพลเมืองที่ไร้ซึ่งสิทธิเสรีภาพแม้ขั้นพื้นฐาน ความหวาดกลัวต่ออำนาจของผู้กดขี่ข่มเหงสะท้อนออกมาด้วยท่าทางงกเงิ่นยกมือไหว้ปลกๆเมื่อต้องเดินผ่านเจ้าผู้ปกครองไป ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมพวกเขาต้องยอมเข้าต่อสู้ในสงครามแม้จะด้อยกว่าในทุกเรื่องก็ตาม
สงครามในเวียดนามและภูมิภาคเอเซียอาคเนย์แม้จะมีความซับซ้อนเชิงอำนาจ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความขัดแย้งของผลประโยชน์ใดๆก็ตาม แต่เนื้อแท้ส่วนลึกจริงๆของมันล้วนเกิดจากการที่คนเห็นคนด้วยกันไม่เหมือนกัน ว่าด้อยค่ากว่า ว่าสำคัญน้อยกว่าแล้วใช้อำนาจใช้กำลังเข้าไปตัดสิทธิ์ริดรอนจนในที่สุดเมื่ออีกฝ่ายไม่สามารถอดทนได้ก็ใช้กำลังตอบโต้เข้าห้ำหั่นจนเกิดเป็นสงครามในที่สุด ภูมิภาคของเราผ่านประวัติศาสตร์ที่บอบช้ำมายังไม่นานเท่าใดเลย ผู้คนจำนวนมากที่ได้เผชิญหน้ากับเหตุการณ์เหล่านี้จำนวนไม่น้อยก็ยังมีชีวิตยู่เพื่อบอกเล่าให้คนรุ่นหลังได้ฟังได้คิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าแทนที่เราจะเอาสิ่งเหล่านี้มาเป็นบทเรียนเพื่อหลีกเลี่ยงความหายนะจากการแบ่งแยก ดูหมิ่นเหยียดหยามกัน มองเห็นคนไม่เหมือนคน และที่สุดก็ลุกขึ้นมาต่อสู้กัน
..พร้อมรับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นกันแล้วใช่ไหมครับ !
"เราเกิดเป็นคน มองเห็นคนไม่สำคัญ คิดเหยียบย่ำหยามกัน เขาว่าคนนั้นมิใช่เป็นคน"
General Vo Nguyan Giap Dad at 102 : Tianaworld http://www.youtube.com/watch?v=vWy_3a3CAL8
Ho Chi Minh: Vietnam's Enigma : Top Documentary Films http://topdocumentaryfilms.com/ho-chi-minh-vietnams-enigma/
Last to Leave, The Fall of Saigon : Doug Potratz http://www.youtube.com/watch?v=zuYaKVcYLyM
รุ่งเพชร แหลมสิงห์ คนเหมือนกัน : คนธรรพ์ สวรรค์เสียงเพลง http://www.youtube.com/watch?v=w4GvK9WEijQ


อย่างไรก็ตาม...ทุกคนต้องตายนะคะ
คนเหมือนกันแต่ถ้าโกงกันเราไม่อยากให้มาเป็นรัฐบาล ต้องปฏิรูปถ้าไม่ปฏิวัติ
เราอยู่ในสังคมที่ความเชื่อเหนือกว่าความจริงครับ แต่ผมกลับมองว่าอย่างไรก็ตามเราก็หนีความจริงไม่พ้น แม้ว่าอาจจะต้องรอคอยนานหน่อยก็ตามครับ
"ความเชื่อมี expiration date แต่ความจริงไม่มี"
มี..สุภาษิต..จีน..เขียนไว้ว่า..."ปลาใหญ่ กิน..ปลาเล็ก"...คนก็..เป็น..สัตว์ร่วมโลกประเภทหนึ่ง..กินกันเป็นระบบ..เหมือน..สัตว์ประเภทอื่นๆ..กระมั้ง...
ผมยังไม่เคยเห็นสังคมของเราแตกแยกแบ่งฝักแบ่งฝ่ายอย่างนี้มาก่อน ความเห็นต่างในระบอบประชาธิปไตยเป็นสิ่งสวยงาม แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่แล้วละครับ
ยังหวังว่าคนในสังคมจะกลับมาหันหน้าพูดคุยกันด้วยเหตุผล เลิกชี้หน้าโทษกันไปมา ลดละทิฏฐิมานะ ยุติความรุนแรง แล้วยึดเอากฏกติกาเพื่อนำมาแก้ปัญหาร่วมกัน ถึงจะต้องผ่านไปด้วยความยากลำบากก็ต้องทำ
ไม่รู้เหมือนกันว่าพรุ่งนี้บ้านเมืองของเราจะดำเนินไปอย่างไร ก็คงทำได้แค่หาอะไรที่พอจะเตือนสติคนในสังคมให้ได้ฉุกคิดมาเขียนเป็นบันทึก เผื่อว่าจะมีใครเข้ามาอ่านบ้างแค่นั้นเองครับ