3. ความตึงเครียดระหว่างรูปแบบประโยค และความหมาย (The tension between form and meaning)
เรากำลังอ้างอิงถึงเรื่องราวของ Lana ว่าไม่ถูกตามหลักไวยากรณ์ที่อ้างอิงเป็นหนังสือ (ungrammaticized) มากกว่าไม่ถูกตามหลักไวยากรณ์ที่มีในหนังสือ (ungrammatical) และได้บรรยายไว้ว่าผู้เรียนในระดับประถมก็มีลักษณะไม่ถูกตามหลักไวยากรณ์ที่มีอยู่ในหนังสือเช่นเดียวกัน ถ้าเรามองผู้เรียนพวกนี้ว่ากำลังพัฒนาระบบความหมาย (a meaning system) สิ่งนี้จะช่วยอธิบายถึงข้อค้นพบบางประการของการวิจัย การวิจัยเกี่ยวกับการรู้ภาษาที่สอง (SLA) ซึ่งดูเหมือนว่าจะมีความหมายมากขึ้น (common sense) ทำไมจึงไม่สามารถอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างการสอน (teaching) กับการเรียนรู้ (learning) ได้ นั่นก็เพราะการสอนจะดูที่การขยายความสามารถของผู้เรียนในการที่จะผลิตประโยคที่สามารถยอมรับในภาษาที่เป็นเป้าหมาย (target language)ได้ ในขณะที่ผู้เรียนก็กำลังพยายามผลิตระบบความหมายที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น กล่าวในอีกแง่หนึ่งก็คือ วิธีการที่ภาษาพัฒนา ทั้งในภาษาที่ 1 และภาษาอื่นๆมีนัยยะว่า พวกเราเป็นผู้สร้างความหมายที่เป็นธรรมชาติ ไม่ใช่ผู้สร้างประโยคที่เป็นธรรมชาติ ถ้าสิ่งนี้เป็นความจริง ก็ไม่น่าแปลกประหลาดแต่อย่างใดเลยว่าทำไมผู้เรียนต่างๆจึงได้รับสิทธิพิเศษที่แตกต่างกันจากครู ผู้เรียนจะนำสื่อการสอนและพยายามปรับสื่อการสอนนั้นให้เข้ากับสิทธิพิเศษในระบบความหมายที่กำลังพัฒนาขึ้น ในช่วงเริ่มต้น ผู้เรียนจะปรับตัวได้น้อยเมื่อต้องเรียนวิธีการทางไวยากรณ์ และพวกเขาพยายามจะใช้คลังคำที่กล่าวข้างต้นมากไปกว่าจะพูดไปตามโครงสร้าง เช่น พวกเขาจะลืมเติม s ในประธานบุรุษที่ 3 ใน Present Simple Tense
หากเรากำลังจะให้ความหมายความตึงเครียดระหว่างการเรียนรู้ (learning) และความหมาย (meaning) แล้วหละก็ เราจำเป็นที่จะต้องมองเรื่องนี้จากมุมมองผู้เรียนเอง นั่นก็คือ เราจำเป็นต้องทำงานเพื่อให้เข้ากับการพัฒนาระบบความหมายที่มีประสิทธิภาพของผู้เรียนอย่างรวดเร็ว และในเวลาเดียวกันจำเป็นที่จะต้องให้แรงจูงใจเพื่อที่จะกลั่นระบบความหมายดังกล่าวให้มีการพัฒนาและซับซ้อนทางไวยากรณ์มากขึ้น
หนังสืออ้างอิง
Dave Willis. A functional view of language teaching.
ขอบคุณความรู้เรื่องไวยกรณ์ดีดีนี้ค่ะ
ครับผม