1. ข้อค้นพบบางข้อจากงานวิจัยการรับภาษาที่สอง (Second language acquisition research)
การวิจัยเกี่ยวกับการรู้ภาษาที่สอง (SLA)อาจเรียกได้ว่าเป็นศาสตร์ที่ใหม่ เกิดมาก็เมื่อ 30-40 ปีมานี้ โดยย่อก็คือฉันไม่เห็นว่า SLA จะให้คำตอบที่น่าเชื่อถือได้ว่าเราเรียนภาษา (learn language)กันอย่างไร แต่ว่า SLA ก็อาจให้คำตอบว่าเราไม่เรียนภาษาอย่างไรต่างหาก
สิ่งเห็นได้แจ่มชัด มีดังนี้
1. การสอนภาษา (teaching) และการเรียนรู้ภาษา (learning)ไม่มีความสัมพันธ์ทางตรงและพยากรณ์ได้เลย องค์ประกอบทางภาษา เช่น การตั้งคำถามโดยการใช้ do และการเติม s กับประธานบุรุษที่สามททำให้การสอนของเราไม่น่าสอน และเรื่อนี้เป็นจริงสำหรับเรา เพราะเวลาเราไปสอนนั้นเรื่องนี้ทำได้ยากเย็นเหลือเกิน
2. ลักษณะของภาษาบางอย่างเป็นที่รู้และไม่รู้ในเวลาเดียวกัน กล่าวโดยง่ายก็คือ หากให้ลูกศิษย์ของเรา กำลังทำแบบทดสอบเรื่อง Relative Clause และได้เรียนเรื่องนี้มามาก ภาษาที่ใช้ก็คือ That’s the man who robbed me. ที่แปลว่า ผู้ชายผู้ซึ่งจี้ฉัน ในทางกลับกันหากผู้เรียนจะต้องผลิตภาษาของเราสามารถที่จะผลิตภาษาโดยฉันพลันทันที พวกเขาจะแสดงความโน้มเอียงที่เห็นได้เด่นชัดว่า That’s the man who he robbed me. นั่นเป็นผู้ชายผู้ซึ่งเขาจี้ฉัน
ผู้เรียนพวกนี้มีการควบคุมรูปแบบที่ถูกต้อง เมื่อพวกเขากำลังคิดถึงรูปแบบทางภาษาอย่างมีสติสัมปชัญญะ แต่ว่าพลาดเมื่อประยุกต์ความรู้เหล่านี้ในการใช้อย่างฉับพลัน Krashen (1982) ได้พยายามชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงว่า ผู้เรียนแต่ละคนมีสองระบบภาษา อันแรกคือระบบที่เรียนรู้ ซึ่งแสดงออกให้เห็นตอนเขามีสติสัมปชัญญะ (learned) และระบบการได้รับ (acquired) ซึ่งจะแสดงออกในขณะที่เขาเก็บจากการอุ่นเครื่องและการใช้ นี่อาจเป็นแนวคิดที่ฉลาด แต่ก็ไม่ใช่การอธิบาย เป็นเพียงแค่การหยิบยกปัญหามาในรูปแบบอื่นๆเท่านั้น อย่างไรก็ตามสมมติฐานข้อที่ 2 นี้ทำให้ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจและสำคัญอีกประการหนึ่งขึ้นมา นั่นก็คือ
3. ผู้เรียนเรียนภาษา (pick up) ในขณะที่พวกเขาไม่ได้รับการสอน (teach)
เป็นเรื่องโชคดีเป็นอย่างยิ่งที่คลังคำ (lexis) และไวยากรณ์ (grammar) มีลักษณะคล้ายกัน ถ้าสองอย่างนี้ไม่เป็นอย่างที่ว่า ผู้เรียนก็คงไม่มีความสามารถอย่างง่ายๆในภาษาที่สองได้ เรื่องนี้มี 2 สาเหตุ ก็คือ 1. มีสิ่งที่ต้องเรียนมากเกินไป แม้แต่คลังคำที่เรียบง่ายที่สุด ยังสามารถขยายออกเป็นคำได้พันๆ ระบบไวยากรณ์มีความสลับซับซ้อน และใช้ได้มากมายหลากหลาย กระบวนการในชั้นเรียน (classroom procedures) ไม่มีอะไรมากไปกว่าเป็นตัวแนะ (hint) ที่ให้ผู้เรียนได้ นำมาเป็นพื้นฐานในการพัฒนาต่อ 2. มีภาษาอีกมากมายที่มีความซับซ้อนจนเกินที่จะสอนหรือเรียนรู้อย่างมีสติสัมปชัญญะได้ เช่น Hughes and McCarthy (1998) ได้แสดงให้เราเห็นว่ากฎเกณฑ์ในทางการสอนที่ว่า the past perfect tense จะถูกใช้ในอดีต ย้อนอดีต เมื่อผู้เรียนเรารู้เรื่องนี้ พวกเขาก็จะสร้างรูปประโยคที่ว่า I spoke to Lisa Knox yesterday for the first time. I had met her 10 years ago but had not spoken to her (ผู้อ่านต้องสังเกตเองว่าทำไมประโยคแรกถึงเป็น Past Simple Tense และทำไมประโยคที่ 2 กลับเป็น Past Perfect Tense) ข้อค้นพบของ SLA นี้ทำให้เราที่กำลังสอนภาษาอยู่หนาวเหน็บ และเปล่าเปลี่ยว กระนั้นการค้นพบอย่างหนึ่งของ SLA ก็คือ กระบวนการการพัฒนาการเรียนรู้ (learning develop by process) ไม่เกี่ยวข้องกับการสอน เราในฐานะครูไม่สามารถควบคุมหรือทำนายสิ่งที่จะถูกเรียนรู้ได้ และมีจำนวนภาษามากมายที่เราไม่สามารถจะสอนได้ ก็เพราะภาษาเหล่านั้นซับซ้อนเกินไป และไม่มีอธิบายไว้อย่างเพียงพอ ถึงตอนนี้เรามีคำถามอยู่ 2 คำถาม 1. ทำไมการเรียนรู้อย่างที่กล่าวมานี้ จึงเป็นอิสระจากตัวป้อนของครู (teacher input) และไม่มีผลใดๆเลยต่อผู้เรียน 2. ถ้าการสอนโดยตรงไม่มีผลโดยตรงต่อการเรียนรู้ ผลประโยชน์แบบไหนที่มันจะมี และผลนั้นมีประโยชน์อย่างไร
หนังสืออ้างอิง
Dave Willis. A functional view of language teaching
-สวัสดีครับอาจารย์..
-ตามมาศึกษาข้อมูลและรับความรู้ผ่านบันทึกนี้ครับ..
-ขอบคุณครับ..
ขอบคุณมาให้ความคิดเห็นนะครับ