เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาผมตื่นขึ้นเพราะได้ยินเสียงเพลง "หน้าที่ของเด็ก" หรือที่เราคุ้นกันว่าเพลงเด็กเอ๋ยเด็กดีนั่นแหละครับ ดังลั่นมาจากวิทยุที่ตั้งเวลาไว้ ที่จริงมันก็ไม่ได้น่าแปลกใจอะไรเพราะวันเด็กทุกปีก็เป็นแบบนี้ เพลงนี้เขาจองเอาไว้เป็นเพลงประจำวันเด็กอยู่แล้วนี่ครับ แต่พอเพลงหน้าที่ของเด็กจบลง ดีเจเขาก็เปิดอีกเพลงหนึ่งทำนองคล้ายกันแต่เนื้อหามันกลายเป็นถามว่าผู้ใหญ่ทั้งหลายน่ะดีพอแล้วหรือที่จะมากำหนดกฎเกณฑ์ให้เด็กเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ในตอนท้ายยังบอกเป็นทำนองว่าอะไรที่ผู้ใหญ่เองทำไม่ได้ก็อย่าสะเออะมาสอนให้เด็กๆเขาทำเลย
ก็อดขำอยู่ในใจนั่นแหละครับเพราะผมเองก็คิดว่าเพลงประจำวันเด็กเพลงนี้มันควรจะพ้นสมัยไปแล้ว เราพร่ำแต่บังคับให้เด็กต้องมีหน้าที่อย่างโน้นอย่างนี้ แต่ไม่เคยพูดถึงสิทธิของพวกเขา ไม่พูดถึงสิ่งที่พวกท่านทั้งหลายตั้งใจจะทำให้กับพวกเขาในอนาคตเลย ยิ่งสังคมทุกวันนี้อยากจะขอถามจริงๆเหมือนกันว่าไอ้สิบข้อที่อยากให้เด็กเป็นน่ะพวกผู้ใหญ่อย่างเราๆท่านๆทำกันได้สักกี่ข้อกัน จริงอยู่ที่ทุกคนไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ต้องมีหน้าที่ของตน แต่ทุกคนก็ต้องมีสิทธิ และมีเสรีภาพของตนเองควบคู่กันไปเช่นเดียวกัน
วันนี้เราต้องยอมรับว่าระบบการศึกษาของเรากำลังดิ่งสู่ความล้มเหลวอย่างน่าใจหาย ทุกปีเวลาที่มีการจัดอันดับพัฒนาการของการศึกษาระดับภูมิภาคหรือระดับโลก ประเทศเรานอกจากจะติดอยู่ในอันดับท้ายๆแล้วยังมีแนวโน้มแย่ลงทุกปี จนแม้ในระดับอาเซียนนี่เรายังแทบจะรั้งท้ายอยู่แล้ว
เราพูดกันถึงการปฏิรูปการศึกษาและได้ลงมือทำกันมากว่าทศวรรษแล้ว แต่ดูเหมือนยิ่งปฏิรูปยิ่งถอยหลังลงรู เหมือนหนังสือที่เปลี่ยนแค่ปกใหม่ เพราะที่จริงหากอยากจะทำมันต้องเปลี่ยนคนด้วยไม่ใช่เอาหน้าเก่าๆคนเดิมๆวนไปเวียนมา แล้วก็ทำแต่เรื่องที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงพัฒนาจริงๆจังๆกันอยู่อย่างนี้
วันนี้ก็มีพวกไปปิดเมืองหลวงทำความย่อยยับให้เศรษฐกิจไปแล้วไม่รู้เท่าไหร่แล้วบอกว่าจะปฏิรูป..อะไรก็ไม่รู้ ไม่มีอะไรเป็นรูปธรรมสักอย่าง เอาแค่พูดเพ้อเจ้อแล้วก็บอกให้สาวกเดินป่วนเมืองเป็นต้อนเป็ดไล่ทุ่งไปวันๆ ตกลงเขามีเป้าหมายที่จะปฏิรูปการศึกษาหรือพัฒนาเด็กๆด้วยหรือเปล่าก็ไม่ทราบเหมือนกัน
ช่างเถอะ..ผมว่าอย่าไปหวังอะไรที่จะมาจากคนอื่นเลยครับ นักการศึกษา คุณครู อาจารย์ พ่อแม่ผู้ปกครองในบ้านเรามีประสบการณ์ ความรู้ความสามารถและทักษะไม่แพ้ใคร แต่บางครั้งการที่อยู่ในสังคมที่ปิดมากเกินไป (รวมถึงปิดตัวเองด้วย) เราอาจไม่มีโอกาสได้เห็นตัวอย่างอะไรแปลกใหม่หรือมีความหลากหลายมากพอ อันที่จริงในปัจจุบันสื่ออย่างอินเตอร์เน็ตมีอะไรมากมายถ้าเรารู้จักแสวงหาก็น่าจะมีสิ่งที่นำมาเป็นตัวอย่าง มาเป็นแรงบันดาลใจให้เอามาปรับใช้สำหรับพัฒนาเด็กๆของเราได้อีกมากมายครับ
เอาตัวอย่างจากสารคดีสั้นๆ 5 ตอนๆละประมาณ 10 นาทีเรื่อง "Children Full of Live" มาให้ลองดูกันครับ ดูแล้วลองใช้จินตนาการนำเอาแก่นแกนของสิ่งที่ได้เห็นมาลองปรับใช้ดู ก็น่าจะมีประโยชน์ไม่น้อย..
"คุณครูคานาโมริ ครูชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ไม่เพียงสอนเด็กๆของเขาให้เป็นนักเรียนเท่านั้น แต่เขายังให้บทเรียนสำหรับการทำงานเป็นทีม, การอยู่ร่วมสังคม,ความสำคัญของการเปิดกว้าง, วิธีการรับมือ, และอันตรายที่เกิดจากการกลั่นแกล้งกัน
ในภาพยนตร์สารคดีที่ได้รับรางวัลชนะเลิศเรื่อง "Children Full of Live" นี้ นักเรียนในชั้นป.4 ของโรงเรียนประถมศึกษาในคานาซาวา, ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกเหนือของกรุงโตเกียวแห่งนี้ ได้เรียนรู้บทเรียนแห่งความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกันจากคุณครูของพวกเขา โตชิโร่ คานาโมริ
เขาได้แนะนำให้เด็กๆเขียนความรู้สึกที่แท้จริงจากภายในของพวกเขาในสมุดจดหมาย แล้วนำมาอ่านดังๆหน้าชั้นเรียน โดยการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ชีวิต เด็กๆก็จะเริ่มตระหนักถึงการดูแลซึ่งกันและกันของผองเพื่อนร่วมชั้นเรียน
โตชิโร่เป็นตัวอย่างที่น่าอัศจรรย์ที่ครูทั่วโลกควรจะเป็น เขาเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าอะไรที่จะทำให้เกิดความแตกต่างในชิงบวกให้กับชีวิตของเด็กๆวัยสิบขวบเหล่านี้"
ขอบคุณ และเข้าไปดูรายละเอียดและคอมเม้นต์ได้ที่เว็บไซต์ Top Documentary Films ตามลิงค์นี้ครับ http://topdocumentaryfilms.com/children-full-of-life/

เรื่องนี้ผมใช้ในการสอนนักศึกษาครูในภาคเีรียนนี้พอดีครับ ;)...
ไม่เบื่อที่ดูหลายครั้งแล้ว ...กลับมีความรู้สึกประทับใจเพิ่มมากขึ้น...ขอบคุณค่ะ