วันนี้ได้ความรู้แปลกมาเรื่องหนึ่งจากการลงไปดูฐานการเรียนรู้ของพ่อสำเริง  เย็นรัมย์ ที่อยู่ จังหวัดบุรีรัมย์  ซึ่งเป็นเครือข่ายการจัดการความรู้ของครูบาสุทธินันท์  ปรัชญพฤทธิ์  เรื่องแปลกที่ว่าคือในฐานการเรียนรู้ได้มีวัวคลอดลูกใหม่หนึ่งตัว ผูกให้แทะเล็มหญ้าที่หน้าบ้านของพ่อสำเริง สิ่งที่สะดุดตาที่ทำให้คนหลายคนมองที่แม่วัวตัวนั้นก็คือ เต้านมของแม่วัวซึ่งเต่งตึงใหญ่มาก และข้าง ๆ แม่วัวมีลูกวัวสีขาวตัวเล็ก ๆ เดินโซเซจะล้มแหล่มิล้มแหล่ ดูเหมือนไม่แข็งแรงเท่าที่ควร ทำให้คนดูรู้ได้ทันทีว่าเพิ่งคลอดใหม่ ดิฉันได้ถามพ่อสำเริงว่า ทำไมไอ้ตัวเล็ก(ลูกวัว)ของพ่อสำเริงจึงเดินเหมือนตกจากท้องแม่ใหม่ ๆ จังเลย ดูไม่แข็งแรงเลยทั้ง ๆ ที่คลอดได้หนึ่งวันแล้ว พ่อสำเริงบอกว่าแม่มันไม่ให้กินนมมันเพิ่งได้นมแม่ตอนสาย ๆ นี่เอง ดิฉันถามต่อว่า ทำไมแม่วัวไม่ให้ลูกกินนมทั้ง ๆ ที่มีนมตั้งเยอะ คำตอบที่ได้คือที่ไม่ให้ดูดเพราะแม่วัวเจ็บที่เต้านมไม่ยอมให้ลูกวัวกินนม อีกอย่างคือแม่วัวตัวนี้เพิ่งเคยคลอดลูกตัวนี้เป็นตัวแรก จึงยังไม่รู้วิธีการหรือสัญชาติญาณในการให้นมลูก พอไม่ให้ลูกวัวกินนมนมของแม่วัวก็จะคัด (นมเต่งตึง) เจ็บหรือปวด ที่เต้านม  คนเลี้ยงหรือเจ้าของต้องช่วยแม่วัวอีกแรงหนึ่งเพื่อลูกวัวจะได้กินนมจากเต้าของแม่วัว ด้วยการนำสากตำข้าวซ้อมมือมาตีที่เต้านมของแม่วัว พ่อสำเริงบอกว่ามันเป็นการแก้เคล็ดที่ได้ผลดีที่สุด  มีวิธีการแก้เคล็ดคือต้องใช้สาก(สากที่ตำข้าวซ้อมมือไม่ใช่สากตำน้ำพริกในครัว ยาวและใหญ่พอเหมาะมือ)ตีที่เต้านมของแม่วัวสักสองสามนาทีหรือมากน้อยกว่านั้นก็ได้หรือจนกว่าน้ำนมจะไหลออกมาจึงหยุดตี แล้วแม่วัวก็จะยอมให้ลูกกินนมได้  พ่อสำเริงอธิบายต่อว่าต้องเป็นสากตำข้าวซ้อมมือนี้เท่านั้นนะจะใช้ไม้อื่นนมของแม่วัวก็ไม่ไหล จะทำให้เจ็บและทรมาณมากขึ้นกว่าเดิมเพราะได้ทดลองนำไม้อื่นมาตีลองดูแล้ว  และเคล็ดนี้ได้เล่าบอกต่อกันมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายายแล้ว  พอนำเคล็ดนี้มาใช้ทีไรก็สำเร็จทุกครั้งไปจึงเป็นเรื่องที่ปฏิบัติกันเรื่อยมาในกลุ่มผู้เลี้ยงวัวของชาวบ้าน                 

 เคล็ดในเรื่องนี้ถ้านำมาคิดจริงจังแล้วน่าจะเป็นการเลียนแบบของลูกวัวที่เวลาดูดนมแม่วัวแล้วชอบใช้จมูก ปาก หรือหัวเล็ก ๆ ของลูกวัวกระทุ้งหรือดันแรง ๆ คล้าย กระแทกที่เต้านมของแม่วัวเพื่อให้นมไหลจากเต้านั่นเอง แต่สิ่งที่น่าทึ่งและเป็นเรื่องแปลกก็คือ ทำไมต้องเป็นสากอันใหญ่ที่ตำข้าวซ้อมมือเท่านั้น ทำไมไม่เป็นไม้หรือวัตถุอื่น  ใครมีแนวคิดในเรื่องนี้ได้โปรดแลกเปลี่ยนด้วยจักขอบพระคุณยิ่ง