สองสามวันที่ผ่านมา ผมใช้เวลาไปกับการคัดแยกพระเนื้อดินที่มีทั้งหมดอีกรอบ

ทำให้เห็นรายละเอียดของแต่ละองค์

ทั้งความหลากหลาย ของเนื้อ ของสภาพองค์พระ และการใช้ ฯลฯ

จนมาถึงพระกำแพงซุ้มกอ ที่แต่ก่อนผมมองข้ามไปเป็นส่วนใหญ่

แต่ด้วยความคิดที่จะลองนำพระกำแพงซุ้มกอมาจัดลำดับในชุดที่ผมมีทั้งหมด

จึงส่องแบบ "ละเอียด" ทีละองค์ๆๆๆๆๆๆๆๆ

และมาสะดุดตาแบบ "สุดๆ" กับความสมบูรณ์และงดงามของพระองค์นี้

ทั้งความเนียนของผิว การกร่อน คราบน้ำว่าน ควมเหี่ยว ฯลฯ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แร่ "ดอกมะขาม" ยามต้องแสงไฟ งามจับตา จริงๆ

และถ้าส่องกับแสงดวงอาทิตย์ด้วยแล้ว ออกสี แดง-ขาว-เหลือง-ส้ม สลับกันอย่างกลมกลืน พราวไปทั้งองค์

ทำให้ผมคิดถึงคำสอนในตำราเป็นกลอนโบราณว่า ".....ซุ้มกอซึ้งแร่ดอกมะขาม งามจับจับตา....."

ที่เป็นภูมิปัญญาโบราณของคนไทย

ที่นำแร่เฮมาไทท์ (Hematite) มาบดผสมกับดิน ปูน และน้ำว่าน (น้ำมันพืช) ฯลฯ เคลือบด้วยยางไม้ ตากให้แห้ง แล้วนำมาอบหรือบ่มด้วยไอความร้อนพอให้เนื้อมวลสารละลายกลืนเข้าหากันอีกระดับหนึ่ง

จนเป็นวัสดุแข็งทนทานได้เป็นพัน หรือเป็นหมื่นๆปี

เมื่อกาลเวลาผ่านไปหลายร้อยปี แร่เหล็กจะละลายตัวแทรกอยู่ในเนื้อและคราบน้ำว่าน เห็นเป็นคราบและเม็ดแดงๆ ปนกับปูนขาว อยู่ในน้ำว่านเหลืองๆ ส้มๆ แดงๆ ที่วงการพระเครื่องตั้งฉายานามว่า "แร่ดอกมะขาม" หลากสี สมชื่อเลยละครับ

 

ใครต้องการดูว่า "แร่ดอกมะขาม" สวยยังไง

ต้องส่องกับแสงไฟ หรือแสงอาทิตย์ครับ จะเห็นสีแดง เหลือง ส้ม ขาว เจิดจร้ส สลับกันอยู่ในคราบทั้งด้านหลังและด้านหน้า

ผมถ่ายรูปได้ชัดเท่านี้ครับ

ของเก๊อย่างมากก็บดแร่เหล็กผสมกาวใสๆทาเคลือบลงไปที่ผิว ดูด้านๆ เลอะๆ

 

นอกจากนี้ "องค์งาม" ของผม ยังมีความสมบูรณ์มากๆ

ตั้งแต่ พิมพ์ทรงโดยรวม

จนผมได้ข้อสรุปในการส่องว่า.........

 

การดูพระแท้ๆ........ก็แค่รู้จักแยกแยะ ระหว่าง......

1. คราบน้ำว่าน (ใสเหมือนเทียน) ก้บการทากาว (ขุ่น และมีสารต่างๆปนมา)

2. ผิวเดิมๆ (สะอาด เนียน) กับผิวแต่งเติม (เละๆ เลอะๆ)

3. ผิวเหี่ยว(แท้) กับผิวตึง (เก๊)

4. พิมพ์งดงาม กับพิมพ์เละๆ

ฯลฯ

ก็แค่นี้ อิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิ

ก็จะไม่หลงหยิบพระเก๊แล้ว 

ลองพิจารณาดูแล้วจะเข้าใจ