
ภาพจาก hqssc.rtarf.mi.th
ส่วนมากเด็กไทยสมัยก่อน ทั้งในเมืองและชนบท มิได้มีวิถีชีวิตที่แวดล้อมไปด้วยอาหารขยะเหมือนปัจจุบัน จึงทำให้เด็กสมัยนั้น มีร่างกายผอมเพรียว ตัวเล็ก เนื่องจากอาหารที่เน้นธรรมชาติแล้ว เด็กๆมีพื้นที่วิ่งเล่น ออกกำลังกายมาก เช่นเด็กชนบท เราสามารถเดิน วิ่งไปได้ทุกๆที่ ซึ่งมีพื้นที่เล่นราว ๑ ตารางกิโลเมตร ต่างจาดเด็กกรุงเทพฯ มาก
เด็กสมัยนี้ไม่ว่าบ้านนอก และในเมืองล้วนแวดล้อมไปด้วยสิ่งยั่วยวนต่อการกิน การเล่น การดู ซึ่งเด็กๆ ไม่รู้ผลของมัน โดยเฉพาะเรื่องการกิน เมื่อเมืองไทยเปิดเป็นประเทศเสรี ทำให้เกิดกิจกรรมเพื่อการค้า กำไรแบบเชิงเดี่ยว คือ ไม่สนใจว่า ใครจะเดือดร้อนหรือรับผิดชอบสังคม ขอให้ฉันได้ฝ่ายเดียวก็พอ
พ่อค้า แม่ค้า นายทุนคือ ผู้เสนอสินค้า นำสินค้ามาล่อสายตาเรา ผู้ใหญ่เราคงพอรู้ทันว่าอะไรดี ไม่ดีต่อร่างกาย ส่วนเด็กนั้นกลับอ่อนแอหรือขาดการตรอง ไม่เหมือนผู้ใหญ่ จึงถูกพ่อค้า แม่ค้า ขายสินค้าที่น่ารัก น่ากิน เพราะมีสีสันให้ เด็กจึงได้อาหารที่เน้นไปด้านใด ด้านหนึ่งมากไป ขาดความสมดุล จึงทำให้เด็กอ้วนจ้ำม่ำ ซึ่งเป็นภาพที่น่ารักในสายเรา แต่ภาพเช่นนี้ ในสายตาหมอ คงต้องคิดหนัก
ตลอดเวลา ๑๐ กว่าปี มานี้ เรามีปัญหาเรื่องสุขภาพกับเด็กๆ โดยเฉพาะเด็กในเมือง ที่ได้รับอิทธิพลจากตะวันตก ที่มีไลฟ์สไตล์แบบฝรั่งฝั่งตะวันตก ซึ่งเป็นเมืองหนาว ต้องกินไขมันมาก แต่เราเป็นเมืองร้อน กลับมีนิสัยกินแบบฝรั่ง ผลคือ เด็กมีสุขภาวะผิดปกติ มันสะท้อนหลายอย่างที่เรา มองตื้นหรือถูกครอบงำด้วยวัฒธรรมต่างชาติมากไปหรือไม่
ปัญหาที่ตามมากับเด็กไทยคือ โรคอ้วน โรคไขข้อ โรคเบาหวาน โรคทุโภชนาการ ฯ สาเหตุของโรคเหล่านี้มาจากวิถีแบบใหม่ สมัยใหม่แบบฝรั่งนั่นคือ กินเค้ก โดนัท แฮมเบอร์เกอ พิชช่า ไก่ทอดเคเอฟซี มันฝรั่งทอด ดื่มน้ำอัดลม น้ำหวาน ของหวาน อาหารสำเร็จรูป ฯ ในขณะเดียวกัน เด็กเหล่านี้ก็ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย เพราะเหนื่อยง่าย จึงนั่งนิ่ง ดูสื่อ เล่นเกม ท่องเน็ต เล่นไลน์ ฯ ยิ่งทำให้ร่างกายสะสมพลังงานมากขึ้น
ผลที่ทรมานแบบตายทั้งเป็นสำหรับเด็กคือ น้ำหนักเพิ่มขึ้น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน นี่คือ ผลลัพธ์ที่เกิดจากการอยู่ การกิน ที่สะดวกสบาย แต่มีเส้นตายที่สะดวก ทำให้เด็กขาดประสิทธิภาพต่อประเทศชาติ เราคงทราบว่า ทุกวันนี้ เด็กอ่านไม่ออก เรียนแย่ลง กลายเป็นเด็กไม่ชอบเรียนรู้ ไม่ชอบใฝ่รู้ แต่ชอบสนุก เล่น ร้อง แสดง ประกวดต่างๆ เพราะไม่ต้องใช้ทักษะสมองมาก
ในด้านพฤติกรรมทางกาย กิริยาการ ท่าทาง ลักษณาการ ต่างๆ กลับแสดงออกแบบท้าทายสังคม นิยมเสรี คิดแยกแปลกต่าง เบื่อสิ่งเก่าโบราณ กลายเป็นเด็กก้าวร้าว ฉุนเฉียวง่าย อ่อนแอง่าย ไม่อดทน อ่อนโยนไม่เป็น จนขาดความเป็นไทย ฯ เหล่านี้เป็นพฤติกรรมเด็กที่ถูกรับรองจากรัฐธรรมนูญที่ว่า "ทุกคนมีเสรีภาพ" ถ้าเด็กอ้างเช่นนี้ แล้วแสดงออกอย่างเกินขอบเขต อะไรจะเกิดขึ้น เราพอเห็นกันอยู่ จึงกลายเป็นเด็ก "อ่อนหวาน อ่อนโยน"
หากเราเดินผ่านกลุ่มเด็กชายหรือนั่งอยู่ใกล้ๆ สักพักเราจะได้ยินคำสบถ คำพูดแปลกๆ ได้ ใครมีลูกกำลังโต (ประถม) ย่อมจะประจักษ์ว่า เด็กยุคใหม่อ่อนโยนหรืออ่อนหวานหรือไม่ มีกิริยามารยาทสุภาพหรือไม่ ดื้อเกเร เถียงพ่อแม่หรือไม่ ฯ กระแสเหล่านี้กำลังมีแนวโน้มเจริญขึ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อม สังคม ครอบครัว วินัย ผู้ใหญ่ ที่ต้องค่อยๆ สอดแทรกความดีงามให้เด็ก
ดังนั้น ภาพที่ผู้เขียนสะท้อนนี้ เป็นภาพที่เด็กยุคใหม่เป็นอยู่ ซึ่งต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่ของพ่อแม่อย่างใกล้ชิด และเด็กไทยในวันนี้ ควรมีตระหนักในตัวเอง ดังนี้
๑) "อ่อนหวาน" หมายถึง การกินอาหารที่มีน้ำตาลให้น้อยลง เพื่อป้องกันโรคอ้วน โรคเบาหวาน
๒) "อ่อนหวาน" หมายถึง มีกิริยามารยาทที่ดีงาม ตามวัฒนธรรมสังคม เคารพผู้ใหญ่ พ่อแม่ ครู อาจารย์ พระสงฆ์ ผู้มีพระคุณ และรวมไปถึงมีจิตสาธารณะ ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
๓) "การเคารพกฎ" ในกติกาสังคม ศีลธรรม จรรยาบรรณ มีคุณธรรม มโนธรรมง่ายๆ เพื่อให้เป็นเสน่ห์ มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ในตัวเอง
๔) "การทำหน้าที่" ของตนให้รอดพ้น และมุ่งมั่น ฝันให้ไกลไว้ เพื่ออนาคตของตนเองและครอบครัว
๕) "การใฝ่" คือใฝ่รู้ ใฝ่คิด ใฝ่สร้างสรรค์ ใฝ่สังเกต ให้มาก
คำขวัญวันนี้คือ "กตัญญู รู้หน้าที่ เป็นเด็กดี มีวินัย สร้างไทยให้มั่นคง"
---------------<>---------------
- แฮมเบอร์เกอร์
- โดนัท
- ไก่ชุบแป้งทอด
- มันฝรั่งทอด
- น้ำอัดลม
- ข้าวโพดอบเนย
- วุ้นผงสำเร็จรูป และเยลลี่
- ไอศกรีม
เด็กไทยต้องอ่อนหวาน....ไม่เป็นเบาหวาน..ใช่เลย...!
.... สา'สุข.... กำลัง "รณรงค์" เด็กไทยไม่กินหวาน" อยู่ค่ะ .... เด็กไทยเป็น ...โรค DM (เบาหวาน) มีแนวโน้มมากขึ้นทุกปีค่ะ ..... และไม่ชอบกิน "ผักสด-ผลไม้สด" ...ด้วยนะคะ
เห็นด้วยทุกประการค่ะ ที่เด็กไทยต้อง "อ่อนหวานโดยลดน้ำตาล" และ "อ่อนหวานในกิริยามารยาท"
สำหรับด้านการบริโภคก็มีทั้งข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ได้พบเห็นด้วยตา และรายงานด้านสุขภาพค่ะ ไอดินฯ ได้เขียนเรื่องนี้ในบันทึกก่อนของ Blog "MantoKnow" ค่ะ