เช้าวันนี้ได้อ่านบันทึกนี้ ปลูกผักจนได้กิน(12) ของ อ.ขจิต แล้วรู้สึกดีใจด้วยมากๆกับพืชผักที่ปลูกแล้วเจริญงอกงาม ออกดอกออกผลจนนำมากินได้ ทำให้ผู้เขียนอดมองไปที่สวนน้อยของตัวเองไม่ได้ที่เวลานี้ช่างแห้งแล้งเสียนี่กระไร

   ดูอย่างภาพนี้ใบบวบเขียวงามตา ยอดเลื้อยพันให้ความหวังจะได้เชยชมดอกผลบวบงามตามตั้งใจ...

   หลายคนต่างชื่นชมและให้ความหวังว่าจะได้กินลูกกินผล...

 แต่สุดท้ายกับเหลือแต่ใบที่ติดโรคราพร้อมการจากไปของฤดูฝนฉ่ำ...

   เมื่อมานึกคิดกับชีวิตของสรรพสิ่งก็ไม่แตกต่างกันมากนัก ที่ไม่มีอะไรแน่นอนเอาเสียเลย และทำให้เกิดความคาดหวังพรั่งพรู แต่พอไม่เป็นไปดังที่ตั้งใจ ก็เกิดความเสียดาย เกิดความอยากได้ในสิ่งที่ไม่แน่นอน

   เช่นเดียวกันกับมะละกอต้นนี้...ทีออกดอกและลูกน้อยๆมาให้ความหวังอีกเช่นกัน

   แต่ลูกน้อยๆเหล่านั้นต่างก็ร่วงหล่นลงดิน เหี่ยวเฉาแห้งไปกับกาลเวลา ไม่มีลูกไหนที่จะเจริญเติบโตมากไปกว่านี้อีก น้องปอกลับมาเยี่ยมบ้าน บอกว่าเป็นมะละกอตัวผู้ จึงไม่ออกลูก

  โบราณเคยบอกว่าคนที่จะปลูกพืชได้กินต้องเป็นคนมือเย็น คนมือเย็นปลูกอะไรก็ได้กิน...

   หรือว่าเกิดจากความไม่มีเวลาดูแลเอาใจใส่ของผุ้เขียนหรือเปล่า เพราะพืชผักก็คงจะมีชีวิตจิตใจเหมือนสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่ต้องการเอาใจใส่ ดูแล ....

   หรือนี่คือสัจธรรมของสรรพสิ่ง ที่ไม่มีอะไรแน่นอน ตามหลักที่พระท่านว่า

   อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

.................

ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่าน

8 มกราคม 2557

พ.แจ่มจำรัส