ในอดีต การทำงานเชิงรุก เพื่อการสร้างสุขภาพนั้น เจ้าหน้าที่บางคนอาจจะทำแล้วรู้สึกท้อ เพราะรู้สึกว่าทำแล้วไม่มีใครเห็น และมองว่าเป็นงานที่ไม่สำคัญ ไม่เป็นที่ต้องการของประชาชน และที่สำคัญคือ ทำแล้วไม่เกิดผลอย่างทันตาเห็น ไม่เหมือนกับการรักษาโรคหรือการให้บริการที่ตั้งรับในสถานบริการที่ผู้รับบริการเดินเข้ามาให้เราบริการ หรือเป็นความต้องการของเขา และผลการดำเนินการก็เห็นผลชัดเจน เช่น พอเย็บแผลปุ๊บเลือดจะหยุดไหล หรือเมื่อกินยาแก้อักเสบแล้วฝีก็จะทุเลาหรือหาย ซึ่งเห็นได้ภายใน 3 วัน 7 วัน แต่การสร้างเสริมสุขภาพหรืองานเชิงรุกนั้น เป็นงานมวลชนที่กว่าจะปรับเปลี่ยนแนวคิดหรือทัศนคติได้นั้นก็แสนจะยาก และเืมืื่อทำการสร้างเสริมสุขภาพแล้วกว่าจะเห็นผลก็เนิ่นนาน บางคนจนเสียชีวิตแล้วก็ยังไม่สามารถเห็นผลจากการสร้างเสริมสุขภาพอย่างชัดเจน

            ปัจจุบัน การทำงานเขิงรุกมีความสำคัญมาก เพราะการสร้างเสริมสุึขภาพเป็นมิติเดียวที่จะช่วยให้ประชาชนมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศชาติ และทำให้คุณภาพชีิวิตของประชาชนดีขึ้น แต่สิ่งที่สำคัญ คือ เจ้าหน้าที่ที่จะทำงานเชิงรุกในชุมชน จะต้องปรับเกระบวนทัศน์ของตัวเอง จากคนเชิงรับมาเป็นคนเชิงรุก และวัดผลที่ผลลัพท์เชิงกระบวนการ(ผลลัพท์ระหว่างทาง)ก่อนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องวัดที่ผลกระทบซึ่งอาจต้องใช้เวลานาน (และอาจทำให้ทั้งชาวบ้านและเจ้าหน้าที่เกิดความรู้สีกท้อ) และที่สำคัญที่สุด คือ ตัวเราซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ ต้องคอยเป็นกระบอกเสียง พิทักษ์สิทธิ์ และต้องเป็นคนจิตใจดี มนุษย์สัมพันธ์ดี มีความอดทน มีความยืดหยุ่น ยุติธรรม และสิ่งที่ำสำคัญคือ ต้องเป็นผู้ให้ที่ไม่หวังผลตอบแทน