เรื่อง ดนตรี ใต๋ และ วัฒนธรรมดนตรีไทยภาคกลาง Music and the musical of the central Thai Tai

 

รายการ ภูมิปัญญาภาษาเลอะเลือน

 

สาเหตุของปัญหา ทำไมเพลง อาซูซ่าย ของแคว้นยูนาน (云南)  มีโครงสร้างคำกลอนของเพลงเป็นกลอน 8 ไปเหมือนกับโคลงสร้างกลอน 8 ของอินเดียตอนใต้ อันเป็นต้นกำเนิดของกลอนที่เก่าที่สุดนั้น ไทยได้นำมาใช้ในบทขับเสภา บทเรื่องขุนช้างขุนแผน รามเกียรติ์ พระอภัยมณี วรรณคดีไทยหลายเล่มและเพลงไทยเดิมหลายประเภท เพียงแค่คำเรียงกลอนที่ 7 ตกจังหวะและคำที่ 8 ไม่มี แต่มีจังหวะหยุดค่า – หนึ่งคำแทน

 

ผู้ดำเนินการขออภัย และขอกล่าวก่อนว่า รายงานฉบับนี้มุ่งศึกษาสายวัฒนธรรมดนตรีจากแคว้นยูนานฝั่ง จิ่งหง คือสิบสองปันนา เพื่อหาวัฒนธรรมต้นกำเนิดของดนตรีไทยอยู่ในแคว้นนี้หรือไม่ โดยเริ่มค้นหาจากจังหวัด หนองแส (หลี่เจียง: 丽江) กับ ต้าหลี่(大理)ทั้งสองจังหวัดนี้เคยเป็นกรุงเก่าของอาณาจักรน่านเจ้า เป็นแถบแถวบริเวณเหนือประเทศไทยขึ้นไป ในสมัยพระเจ้า ฌ้อป๋าอ๋อง( 楚霸王)ได้ค้นพบกลองขึงหน้าด้านเดียวใหญ่กว่ากลองทัดที่ใช้เล่นประโคมกับปี่พาทย์เครื่องห้า (แต่กลองทัดขึ้นหน้าไว้สองหน้ามีห่วงหูสองหูไว้ให้ไม้กลองได้ทัด) หรือประมาณใหญ่กว่ากลองพระฉันเพลเล็กน้อย เข้าใจว่าใช้ในการร้องทุกข์ตามแบบเมือง ไคฟง (开封) สำหรับกลองนั้นตามรูปการแล้วสำหรับรู้สึกว่าไม่ได้ให้ความรู้ด้านวัฒนธรรมดนตรีไทย ทางเสียงให้กับผู้ดำเนินการเลย แต่มีเครื่องดนตรีประเภท ดูด – เป่า ประเภทหนึ่งเข้าใจว่า เป็นแคน ตามรูปลักษณะซึ่งไม่เหมือนกับแคนอีสานบ้านเรา และขอให้การหมายว่าไม่ได้สืบค้นหาในเรื่องเครื่องดนตรี เพราะความสำคัญของดนตรีนั้นหลักสำคัญ อยู่ที่เสียง มีผู้ให้ความหมายของเสียงนั้นเปรียบเสมือนดอกไม้ประดับวัฒนธรรมของชาติแขนงหนึ่ง คือชาติใดมีวัฒนธรรมที่เบ่งบานอย่างงดงาม ย่อมบอกถึงชาตินั้นมีความเจริญ เป็นธรรมดาของสังคมโลกอยู่แล้วว่าเบื้องหลังของความเจริญ คือความเจริญที่เทถ่ายความสกปรกทิ้งไว้ให้เช็ด

ยูนนาน (云南) ปัจจุบันนี้ยังมีพื้นที่เป็นชนบทสวยงาม มีบางน้ำจืด ภูเขาตระง่านอากาศดีพื้นที่กว้างทำการเลี้ยงสัตว์ เช่นแพะ – แกะ - ไร่ชา ทัพยากรแผ่นดินมากหลาย และมีมหาวิทยาลัยมีนักศึกษาลาว – ไทย – จีนในไทย – Myanmar – Vietnamese รวมทั้งจีนทางภาคเหนือและชนเผ่าสิบสองปันนาเข้าศึกษารวม ความเป็นอยู่เรียบง่าย แม้ในถิ่นเจริญในยูนานนั้น

 

เพลง อาซูซ่าย เพลงพื้นบ้านต้นรากแห่งวัฒนธรรมยูนานปลายสมัย อานาจักร น่านเจ้า ที่ผู้ดำเนินการได้รู้มาจากชาวไทยใหญ่เป็นภาษาจีนเก่า (ขอคำอ้างอิง) กำหนดคำของภาษาไว้ 7 - 8 คำต่อกระสวนวรรคบท ใช้สระเรียงเลียนเสียงทำนองเป็นเพลงขึ้นจาก Time sig nature และดำเนินการขออนุญาตใช้เครื่องมือทฤษฎีไทย ซึ่งกระผมคิดขึ้นเองโดยดัดแปลงมาจากของชาวตะวันตกบ้างเพื่อพิจารณา

 

 1 ถ้อยความประโยคถามย่อยมี 7กับ – เท่ากับ 8 คำต่อ 1 กระสวนวรรคบทที่ 1

 1 ถ้อยความประโยคตอบย่อยมี 7กับ – เท่ากับ 8 คำต่อ 1 กระสวนวรรคบทที่ 1

   .............................................................................................

1 ถ้อยความประโยคถามย่อยมี 8 คำต่อ 1 กระสวนวรรคบทที่ 2

 1 ถ้อยความประโยคตอบย่อยมี 8 คำต่อ 1 กระสวนวรรคบทที่ 2

    ………………………………….. …………………………….                            

            1 ถ้อยความประโยคถามย่อยมี 8 คำต่อ 1 กระสวนวรรคบทที่ 3

            1 ถ้อยความประโยคตอบย่อยมี 8 คำต่อ 1 กระสวนวรรคบทที่ 3

               ………………………………………………………………..

  1 ถ้อยความประโยคถามย่อยมี 8 คำต่อ 1 กระสวนวรรคบทที่ 4

  1 ถ้อยความประโยคตอบย่อยมี 8 คำต่อ 1 กระสวนวรรคบทที่ 4

 

ถ้อยสรุป   ใช้ 2 คำหยุด 1 คำใช้ 4 คำหยุด 1 คำรวม 8 คำ 

                          

ความคิดโดยรวมของชนจีนยุคนั้น นิยมการศึกษาเป็นสำคัญ ชอบวาดภาพ ดังคำกล่าวไว้ในอดีตว่า มีนักศึกษาชาย ได้เข้าศึกษาและได้สอบเป็นจ้อหงวน แล้วรับราชการมีตำแหน่งสำคัญๆ แน่นอน ย่อมเป็นที่หมายปองของพวกสาวๆที่มองเห็นอนาคต การไม่สนใจหรือมัวแต่จ้องตัวหนังสือ ยังความไม่พอใจของพวกสาวๆที่ทอดสะพานให้ท่าจอดเรือเลย ขุ่นใจเป็นยิ่งนัก เลยตั้งฉายากระแนะกระแหนให้กับพวกหนอนหนังสือชายเหล่านี้ว่า “ขงจื้อกระบอกไม้ไผ่” กล่าวหาว่าวันๆมัวแต่จ้องมองตัวอักษรสลักอยู่บนกระบอกไม้   

ประเทศ Taiwan ออกสำเนียงเหน่อนั้น สิ่งนี้ชวนสงสัยทำให้อยากรู้อย่างชี้ชัด ผู้ดำเนินการหันไปทาง Taiwan ว่าเกิดอะไรขึ้นกับวัฒนธรรม Taiwan มีอะไรกับวัฒนธรรมโบราญกับตอนปลาย ของ อานาจักร น่านเจ้า เมือสืบค้นแล้วไม่มีหรอก

 

ย้อนกลับไปไทยใหญ่อีกครั้ง ได้รู้เรื่องของกองพลที่ 93 คืออะไร เล่ากันว่าเป็นทหารกองหนึ่งซึ่งส่งมาจาก นายพลเจียงไคเช็ค วางกองกำลังพลไว้ที่ ยูนาน คอยกั้นทหารพรรคจีน มิให้ตามติด แล้วไปตั้งรัฐบาลใหม่ที่เกาะ Formosa ประเทศTaiwan ปัจจุบัน ถึงแม้ว่ากองทหาร 93 ถูกส่งกลับTaiwan หมด ก็ยังเหลือวัฒนธรรมทางบุคคลติดตามมาจากจีนเก่าและจากพลเรือน หลังจากนั้น จีนฮ่อ (กองพล 93) ได้เปลี่ยนชื่อเป็นจีนคณะชาติ จากทหารในสงครามนั้นรู้ได้เพราะใช้ภาษา Mandarin ที่ใช้กับTaiwan และจีนแผ่นดินใหญ่ แต่แปล่งไปกว่าTaiwan และจีนแผ่นดินใหญ่บ้างหลายคำ

 

แปลกใจเหมือนกันว่าดินแดนทางเหนือของไทยตามจุดพื้นที่ของดินแดน ทำไมมีคำว่า”เชียง” นำหน้าตลอด ถ้านับจากเชียงใหม่ก็มีเชียงดาว เชียงตุง มีเพลงไทยเดิมภาคกลางเข้าผสมเช่นเพลงฟ้อนมาลัย หรือลาวดวงดอกไม้ ลาวดวงเดือน และอีกหลายเพลงจากนั้นก็มีเพลงประจำภาคเหนือฟังง่าย เพราะทำนองคล้ายเพลงภาคกลางเช่นเพลงฟ้อนเทียนเพลง ใจ๋ยา เป็นต้น

 

จากนั้นก็มี เชียงแสน เชียงทอง (หลวงพระบางปัจจุบัน) และเชียงรุ่งหรือ จิ่งหง ไทยเรียกเมืองสิบสองปันนา กล่าวกันว่าต่างเป็นเมืองญาติพี่น้องแยกย้ายไปปกครอง อดีตกาลได้ผ่านไปของมนุษย์ทำให้เกิดการแบ่งเขตแดนปกครองอิสระ (นี่เขตบ้านฉันนั่นเขตบ้านเธอนะ..พี่น้องแบ่งมรดกกัน..) แต่ประชาชนก็ยังมีอิสระไปมาหาสู่ต่อการคบค้าวัฒนธรรมดนตรีแถบแถวนี้เลยคล้ายกัน เล่นเพลงเดียวกันและร่วมกันได้ เสียงวัฒนธรรมไทยเริ่มชัดขึ้นที่หลวงน้ำทา เป็นวัฒนธรรมดนตรีไทย – ลาว จากดินแดนลาวไปจางหายลงเมื่อมุ่งเข้าเชียงรุ่ง

 

 

ณัฐนพ มนู อินทาภิรัต