"จิตในกาย"
ในการศึกษาชีวิตให้กระจ่าง ตามทางศาสนาพุทธนั้น มีรัศมีใน ๒ ฐานคือ "ฐานกาย และฐานจิต" โดยอาศัยหลักธรรมสำทับ กำกับในเวลาฝึกฝน เพื่อให้รู้รอบ รอบรู้ รู้ตื่น ตื่นตัว อันเป็นพื้นฐานที่จะนำไปเป็นฐานกาย ฐานจิตให้มั่นคง ในคราวเผชิญกับปัญหานานานัปการ ในแต่ละวัน จะได้ไม่อ่อนแอ หลงเชื่อง่าย ไม่เหลวไหล ใจแกว่ง หรือร้องไห้ง่ายๆอีกต่อไป
องคาพยพของชีวิต คนส่วนมากจะเห็นแค่กายภาพเท่านั้น ที่เชื่อว่าเป็นจริง ที่พิสูจน์ได้เชิงวิทยาศาสตร์ แบบสมัยใหม่ หากศึกษาให้ลึก กว่าที่เห็น ย่อมจะพบสิ่งที่แอบซ่อนกลไกของระบบร่างกายอย่างน่าอัศจรรย์อยู่ข้างในได้ นี่คือ ฐานที่สำคัญของคำว่า ชีวิต ที่เราใช้มันไปในการหาประโยชน์มิใช่แค่ด้านทรัพย์สินเงินทองเท่านั้น ยังมีคุณสมบัติอื่นๆ กล่าวคือ
๑) "กาย " คือ เครื่องมือ สื่อธรรม หมายความว่า การใช้กองกาย สังขารนี้ให้เกิดประโยชน์ในการสร้างสาร ให้เกิดเป็นคุณค่าของกายขึ้นมา เช่น การแสดงออกของกายในทางที่ชอบ สร้างสรรค์ เป็นแบบอย่างที่ดี แก่ตน สังคม สิ่งแวดล้อม กายก็จะกลายเป็นภาพลักษณ์ของรูปทรงของกายนั้นๆได้
๒) "กาย" คือ อุปสรรคของใจ หมายความว่า กายเป็นฐานให้เกิดประสาท การรับรู้ การเคลื่อนไหว การกระทบ การสะสม ฯ เมื่อกายเป็นด่านแรก เมื่อถูกกระทบกระเทือนกับสิ่งต่างๆ จากโลก สังคม สิ่งแวดล้อม ฯ เช่น กายอ่อนแอก็พลอยกระทบทางใจไปด้วย ใจอยากทำอะไร แต่กายไม่เอื้อ ก็ไม่สำเร็จ นักกีฬาใจสู้ แต่กายกลับบอบช้ำแล้ว กายเจ็บป่วย ใจย่อมหมดกำลังที่ทำอะไร
๓) "กาย" คือ ผู้ดำเนินไปตามกฏแห่งกรรม หมายความว่า ร่างกาย เป็นกระบวนการของการเกิดขึ้นของชีวิต ที่มีเงื่อนไข มีโครงสร้างสายพันธุ์ที่ถือว่า เป็นกฏแห่งกรรม (นิติกรรม) ที่อยู่ภายใต้ของกฏต่างๆของโลกอีกด้วย เช่น กฏแรงโน้มถ่วง กฏของเวลา กฏของการไหลเวียน กฏแห่งการเกิด-ดับ ฯ ซึ่งร่างกายคือ หลักฐานที่รองรับกฏต่างๆนั้นไว้
๔) "กาย" คือ พลังทั้งสอง หมายความว่า กายเป็นแดนเกิดของกำลังกาย แรงกาย เพื่อนำมาเคลื่อนไหว ปกป้องตัวเอง หนีภัย เรียกว่า พลังกลชีพ และมีพลังทางจิตใจ ที่เสริมกันให้กายกล้าหาญ มั่นใจ มั่นคง เพื่อที่จะนำไปประกอบกิจที่ใช้กำลังกายและใจในการทุ่มเทสิ่งใดๆ
๕) "กาย" คือ ยานแห่งจิต หมายความว่า กายเป็นที่อยู่อาศัยของจิต กายจะเดินทางไปไหน จิตย่อมต้องไปด้วย จิตจะอยู่โดดเดี่ยวหรืออยู่อย่างเอกเทศมิได้ ในทำนองเดียวกัน กายเองก็อาศัยจิตควบคุม สั่งการหรือวางแผน คาดการณ์ ประเมินผลด้านบวกและด้านลบ เพื่อป้องกันมิให้กายผิดพลาดด้วย
"ลักษณะของจิต" มีดังนี้
๑) "จิต" คือ ต้นกำเนิดกรรม หมายความว่า การกระทำหรือเจตจำนง ที่เป็นต้นแบบแห่งกรรมนั้น มาจากจิตเป็นผู้กำหนด เป็นผู้เผยเจตนา (Will) กายเป็นเพียงผู้สนองเจตน์ของจิตเท่านั้น และกลายเป็นผู้รับผลไปด้วย เช่น การฆ่ามนุษย์ การคิดไม่ดี การไร้เมตตา ฯ ล้วนอาศัยจิตเป็นผู้ผลักไสกายให้แสดงออก เหตุเบื้องล่างของกรรมคือ ความไม่รู้ ความอยากฯ
๒) "จิต" คือ บ่อสะสมสสาร หมายความว่า จิตเป็นผู้รับรู้และเป็นผู้สะสม ในการเก็บข้อมูลต่างๆ ตั้งแต่เกิดมา ประสาทที่เปิดอยู่เสมอ จึงกลายเป็นท่อลำเลียงขนส่งพลความ พลวิทยา เข้าสู่จิตทุกๆวัน ยิ่งอายุมาก ยิ่งมีข้อมูลในสมอง ในจิตมาก ทำให้เกิดความคิด จินตนาการมากขึ้นด้วย แต่ข้อมูลในสมอง ยังมิได้คัดกรอง คัดสรร แยกย่อย ประเมิน ประมวลผลให้เป็นสะสารข้อความ ที่ต้องผ่านอุดมคติหรือค่านิยม หลักเกณฑ์ของสังคมนั้นๆ ว่า อะไร ดี ไม่ดี สิ่งที่ควร ไม่ควร ถูก ผิด ฯซึ่งอาศัยปัญญาที่เหนือจิตอีกที
๓) "จิต" คือ ไตรเทพ หมายความว่า จิตมีฐานะเป็นได้ทั้ง ๓ หน้าที่ คือ ๑) หน้าที่ในการสร้างจิตกรรมต่างๆ ขึ้นมาในตนเอง ๒) หน้าที่ในการดูแล ป้องกัน คุ้มครอง ตามสัญชาตญาณของตน ๓) หน้าที่ในการทำลาย ถอดถอน ชำระล้าง บำบัดให้หายสูญ หรือให้เบาบางลง เช่น จิตคิดเรื่องดี (สร้าง) แล้วก็สืบสานต่อ (รักษ์) และทำลายสิ่งที่ไม่ดี ที่จะทำลายความดีให้หมดไป
๔) "จิต" คือ ผู้นำชีพ ให้พ้นภพ และชาติ หมายความว่า การกระทำของกาย มีจิตเป็นผู้รับรองผลผลึก และจิตนี้เองเป็นผู้ตัดกรรมที่จรมา จรไปในทุกๆขณะจิต และตัดภพ ตัดชาติ มิให้เกิดเชื้อ เกิดผลในกาลกลอีกต่อไป เช่น มนุษยภพ เป็นภพที่สามารถกำหนดให้ชีวิตหลุดพ้นได้ในชาติปัจจุบันได้ เพราะจิตมีแรงพากเพียรได้ เพราะมีกายสนับสนุน ถ้าสิ้นกายตายแล้ว จิตก็ขาดพลังนำ มีแต่เสวยกรรม อันเกิดผลเมื่อยังชีวิตอยู่เท่านั้น
๕) "จิต" คือ ผู้ต้องขังในเรือนจำกาย หมายความว่า จิตจะอยู่แบบเดี่ยวๆไม่ได้ จะต้องอาศัยกายเป็นที่อยู่ เมื่ออยู่แล้วก็ต้องอยู่แบบถาวรกระทั่งกายหมดอายุไข ฉะนั้น จิตจึงเหมือนเป็นผู้ต้องขัง ติดคุกในกายตอลดชีวิต จนกว่าจะสิ้นลม จึงจะเป็นอิสระ กระนั้น ก็มิใช่ว่า จิต จะอิสระเองได้ เพราะต้องรับผลกรรม (ดี ชั่ว) ที่ตนทำอีก ดูเหมือนว่า จิต จะหาผู้ประกันออกจากวงจรนี้ไม่ได้ นอกเสียจากว่า จิตได้รับการฝึกฝน ทนด้วยธรรม จนนำตนออกจากคุก แล้วเป็นไท โดยจิตบริสุทธิ์เป็นอริยบุคคลเท่านั้น
ดังนั้น เมื่อเห็นกายตนเองหรือคนอื่น กายนี้สามารถใช้เป็นเครื่องมือ สื่อสารในการสืนสวนหาความจริงของสิ่งที่ซ่อนอยู่ในได้ นั่นคือ จิต ส่วนจิตนี้จะถูกไขออกมา โดยผ่านพฤติทางกาย ซึ่งต่างส่วนก็ล้วนอาศัยกันไปในลักษณะ 2 in 1 นั่นเอง
---------------<>-----------------
.... จิตแจ่มใส่ ... กายสงบ ในปี 2557 นะคะ