เช้าวันนี้มาถึงที่ทำงานรื้อหาเอกสารบางอย่างในโต๊ะทำงาน ก็บังเอิญเจอหนังสือธรรมะเล่มหนึ่ง คือ "สติเป็นธรรมเอก" ของท่านอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก จำได้ว่าผู้เขียนเคยนำมาจากบ้านช่วงข่าวฮืออาของท่านมิตซูโอะหลายเดือนก่อน

    ผู้เขียนได้นำมาเขียนบันทึกชื่อ มิตซูโอะ เล่มสุดท้าย โดยคัดหัวข้อ "หัดตายทุกวัน" มาบันทึกไว้ วันนี้เมื่อบังเอิญเจอธรรมะดีๆ แต่เช้า จึงบันทึกร่วมกิจกรรม หนังสือเปลี่ยนชีวิต ต้อนรับปีใหม่ด้วย เพื่อจะได้ทบทวนชีวิตที่ผ่านมาทั้งปีละที่จะดำเนินต่อไปข้างหน้า ด้วยการรับรู้สติในปัจจุบันขณะ ในหัวข้อ

   สติปัฏฐาน ๔ โดยสรุปย่อพอเป็นสังเขปว่า

   พระพุทธเจ้าทรงเตือนสติเราไม่ให้ประมาท ดังทรงตรัสไว้ในปัจฉิมโอวาทว่า

   "สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด"

   ๑.การเจริญกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน

   คือการพิจารณากาย จนรู้แจ้งเห็นจริง ตามความเป็นจริงว่า กายสักแต่ว่ากาย ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา เป็นอนัตตา

   ๒.การเจริญเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน

   คือการพิจารณาเวทนา จนรู้แจ้งเห็นจริง ตามความเป็นจริงวาเวทนาว่า เวทนาสักแต่ว่าเวทนา ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา เป็นอนัตตา

    มีสุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา ตั้งอยู่แล้วก็ดับไปเป็นธรรมดา

   ๓.การเจริญจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน

   คือการพิจารณาจิต จนรู้แจ้งเห็นจริง ตามความเป็นจริงของจิตว่า จิตสักแต่ว่าจิต ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา เป็นอนัตตา

   เพื่อให้เกิดความรู้สึกตัวชัดเจนถึงอาการของจิตในลักษณะต่างๆ เรียกว่าเห็นจิตในจิต กล่าวคือจิตผู้รู้ก้ส่วนหนึ่ง อาการต่างๆที่เกิดกับจิตก็ส่วนหนึ่ง จิตไม่ใช่เรา เราไม่ใช่จิต จิตเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นต้น

   ๔.การเจริญธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน

   คือการพิจารณาธรรม จนรู้แจ้งเห็นจริงในธรรม ว่าธรรมสักแต่ว่าธรรม ธรรมทั้งหลายทั้งปวงไม่ใช่สัตว์ ุคคล ตัวตน เรา เขา เป็นอนัตตา

   คือการพิจารณาธรรมในหมวดต่างๆโดยความเป็นธรรมเสมอกัน ไม่ว่าจะเป็นอกุศลธรรม ได้แก่ นิวรณ์๕  กุศลธรรม ได้แก่ โพชฌงค์๗  หรือธรรมที่เป็นกลางๆ ได้แก่ ขันธ์๕ อายตนะภายใน๖ อายตนะภายนอก๖ และอริยสัจ๔ เป็นต้น

  ผู้เจริญวิปัสสนาจนเห็นด้วยปัญญาว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับเป็นธรรมดา จิตย่อมไม่ยึดมั่นถือมั่นในธรรมทั้งปวง เข้าถึงสภาวะแห่งพุทธะ คือ ความเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน แม้ว่า ตาหู จมูก ลิ้น กาย ใจ จะยังทำหน้าที่ตามปกต แต่ปัญญารุ้แจ้งเห้นจริงในอริยสัจ ๔ เห็นอนิจัง ทุกขัง อนัตตา จนปล่อยวาง ถอนอุปาทานยึดมั่นถือมั่น จนกระทั่งไม่มีความรักความยินดีในขันธืทั้ง๕ ไม่มีสิ่งใดที่ยึดมั่นถือเป็นของเราอีดต่อไป

   มีสติปัญญาระลึกรู้อยู่ตลอดเวลาว่า

   กายสักแต่ว่ากาย

   เวทนาสักแต่ว่าเวทนา

   จิตสักแต่ว่าจิต

   ธรรมสักแต่ว่าธรรม

   ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน เป็นอนัตตา

   ดั่งพระพุทธองค์ทรงตรัสว่า

   "สัพเพ ธัมมา นาลัง อภินิเวสายะ

สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น"

....................

ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่าน

25 ธันวาคม 2556

พ.แจ่มจำรัส