ผมจั่วหัวบทบรรณาธิการแบบเกาะกระแสการเมืองที่กำลังเรียกร้องการ “ปฏิรูปประเทศ” ซึ่งตลอดเดือนที่ผ่านมาสำนักงานสารคดีของเราก็ยังอยู่ท่ามกลางพื้นที่การชุมนุมและภายใต้สถานการณ์ที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ
ความจริงสารคดีพิเศษฉบับนี้ พวกเราเริ่มต้นพูดคุยเตรียมงานกันมาตั้งแต่ต้นปี เริ่มจากข่าวว่าปีนี้กรุงเทพฯ ได้เป็นเมืองหนังสือโลก ซึ่งน่าจะมีกิจกรรมอะไรดีๆ เกิดขึ้นมากระตุ้นคนไทยให้สนใจการอ่านหนังสือเพิ่มขึ้นบ้าง แต่เมื่อติดตามข่าวกันมาเรื่อยๆ ก็พบว่าแทบไม่มีอะไรให้จับต้องเป็นชิ้นเป็นอัน นอกจากการใช้เงินงบประมาณหลายร้อยล้านบาทหมดไปกับการจัดงานอีเวนต์วันสองวันให้เป็นข่าวแล้วเลิกรากันไป
ถึงตอนนี้ถ้าถามว่าจะปฏิรูปประเทศ ต้องปฏิรูปอะไรบ้าง ในฐานะคนทำหนังสือ ผมเสนอว่าต้องปฏิรูประบบหนังสือและการอ่านเป็นลำดับแรก
เพราะหนังสือคือทรัพยากรพื้นฐานที่สุดของการสร้างปัญญา และการอ่านคือนิสัยพื้นฐานที่สุดของคนมีปัญญา และแน่นอนที่สุดว่าประเทศจะเจริญก้าวหน้าต้องใช้ปัญญา
นี่เป็นความจริงอันชัดแจ้งเหลือเกิน ทุกคนรู้กันดีหมด แต่ไม่เคยมีรัฐบาลไหนใส่ใจอย่างจริงจัง
หนังสือมิใช่ทรัพยากรที่มีอยู่ทั่วไป อย่างผืนดิน แม่น้ำ อากาศ ที่ให้ทุกคนได้ใช้ประโยชน์ฟรีๆ
และนิสัยการอ่านก็มิใช่อะไรที่ติดตัวทุกคนมาแต่กำเนิดเช่นกัน
ทั้งหนังสือและการอ่านต้อง “สร้าง” ขึ้นเท่านั้น และมันมีต้นทุน ทั้งคน ทักษะความรู้ เงินทุน และเวลา
ก่อนจะอ่านก็ต้องมีหนังสือให้อ่าน การสร้างหนังสือและให้หนังสือไปถึงมือผู้อ่านจึงมาก่อนการอ่าน
ทุกวันนี้สิทธิการเข้าถึงหนังสือของประชาชนถูกจำกัดด้วยช่องทางหลักสามอย่าง คือ ห้องสมุด ร้านหนังสือ และราคาหนังสือ
คำถามคือห้องสมุดที่เป็นบริการสาธารณะ แหล่งความรู้ของชุมชน มีอยู่กี่มากน้อยทั่วประเทศ และที่มีอยู่มีงบประมาณจัดซื้อจัดหาหนังสือเท่าไหร่ (ผมมักพบว่าห้องสมุดนิยมขอรับบริจาคหนังสือไปตามสำนักพิมพ์เสมอ) แล้วห้องสมุดคัดเลือกหนังสือประเภทใดเข้าห้องสมุด เป็นประโยชน์แก่ชุมชนหรือผู้อ่านเพียงใด
ส่วนร้านหนังสือวันนี้กำลังเป็นธุรกิจเครือข่ายของบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์ที่ต้องพิจารณาผลกำไร รายได้การขาย มาก่อนการพิจารณาคุณค่าและความหลากหลายของหนังสือ ในร้านจึงมีแต่หนังสือแนวขายดี และสูตรสำเร็จของการขายดีนั้นมีไม่กี่อย่าง นั่นคือความงามความบันเทิง ความงมงายในโชคดวงชะตา และความร่ำรวยทางลัด แต่พื้นที่สำหรับความรู้และสติปัญญานั้นเหลือน้อยเต็มที ซ้ำร้ายหนังสือดีขายช้าจะมีเวลาอยู่ในร้านหนังสือไม่กี่สัปดาห์ และหนังสือที่ถูกประเมินว่าขายได้น้อย อาจไม่มีโอกาสแม้แต่จะเข้าไปอยู่ในร้าน
สำหรับราคาหนังสือ เรื่องนี้มีสองแง่มุม
ในมุมผู้อ่าน แน่นอนว่าราคาหนังสือถูกเท่าไรย่อมดีเท่านั้น แต่ความจริงก็คือ มิใช่ว่าราคาหนังสือถูกแล้วผู้อ่านจะซื้อหนังสือเสมอไป เพราะเราอ่านหนังสือเล่มที่อยากอ่าน ไม่ใช่อ่านเพราะราคาถูก ในทางกลับกัน ถ้าหนังสือนั้นน่าสนใจอยู่บ้าง แต่หากมีราคาสูงไปก็คงมีผู้อ่านน้อยคนยอมจ่ายเพื่อเป็นเจ้าของ
ในมุมผู้เกี่ยวข้องกับการสร้างหนังสือ ตั้งแต่นักเขียน ช่างภาพหรือนักวาดภาพประกอบ นักพิสูจน์อักษร บรรณาธิการ นักออกแบบรูปเล่ม สำนักพิมพ์ ต่างรู้ดีว่าต้นทุนพื้นฐานทุกอย่างในการจัดทำจัดพิมพ์หนังสือ นับวันมีแต่จะเพิ่มขึ้น ขณะที่ค่าจ้าง ค่าสติปัญญา ค่าฝีมือ ค่าวิชาชีพของบรรดาผู้เกี่ยวข้อง ไม่ค่อยขยับไปไหน
เป็นที่รู้ดีว่าการตั้งสำนักพิมพ์ผลิตหนังสือตามอุดมคติของคนทำหนังสือให้อยู่รอดนั้นยากเพียงใด ด้วยการจัดจำหน่ายหนังสือทุกวันนี้เป็น “ระบบฝากขาย” เพราะหนังสือมิใช่สินค้าจำเป็นประเภทที่ผู้จัดจำหน่ายสั่งยอดออเดอร์ให้ผู้ผลิตผลิตตามจำนวน แต่สำนักพิมพ์ต้องประเมินเองว่าจะพิมพ์หนังสือกี่เล่ม ต้องแบกภาระต้นทุนตั้งแต่จ่ายค่ากระดาษค่าพิมพ์ให้โรงพิมพ์ จ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้ผู้เขียน จ่ายค่าวิชาชีพค่าฝีมือให้ผู้เกี่ยวข้อง และสุดท้ายแต่ละเล่มที่ขายได้ต้องแบ่งเปอร์เซนต์การขายให้แก่ร้านหนังสือและผู้จัดจำหน่ายในสัดส่วน ๔๐-๕๐% ของราคาปก (ทุกครั้งที่คุณผู้อ่านควักสตังค์ซื้อหนังสือ ๑๐๐ บาท ร้านหนังสือและผู้จัดจำหน่ายรับไป ๔๐-๕๐ บาท นักเขียน ๑๐ บาท โรงพิมพ์ ๓๐ บาท สำนักพิมพ์เหลือ ๑๐-๒๐ บาทสำหรับจ่ายเป็นค่าดำเนินงานอื่นๆ ทุกอย่าง)
ทั้งหมดนี้ไม่มีหลักประกันว่าหนังสือปกไหนจะขายได้หมดมีกำไร หรือขอแค่เท่าทุนก็นับว่าไม่ใช่ง่าย จัดพิมพ์ ๑๐ เล่ม อาจขายหมด ๒ เล่ม ขายไม่หมด ๘ เล่ม ได้แต่รับหนังสือคืนมาเก็บไว้เต็มสต็อก รอขายลดราคา
การตั้งราคาปกหนังสือสำนักพิมพ์จึงต้องตั้งบนการเดาจุดคุ้มทุน เช่นหากพิมพ์หนังสือ ๓,๐๐๐ เล่ม คาดว่าคุ้มทุนที่ ๖๐% คือน่าจะขายได้ ๑,๘๐๐ เล่ม ราคาปกหนังสือจึงต้องตั้งสูงกว่ากรณีที่รู้ว่าขายตามยอดพิมพ์ได้หมดแน่
อุปสรรคของพื้นที่งอกงามทางปัญญา จึงตั้งต้นตั้งแต่การขาดแคลนพื้นที่การอ่านอย่างห้องสมุด แถมยังขาดหนังสือดีๆ ให้บริการ ขณะที่หนังสือขาดการพัฒนาให้มีคุณภาพเพราะสำนักพิมพ์ส่วนใหญ่เน้นผลิตหนังสือแนวขายดีป้อนร้านหนังสือ ซึ่งทั้งมีพื้นที่จำกัดและทำลายความหลากหลายในการสร้างสรรค์ของคนทำหนังสือ สุดท้ายก่อนจะได้หนังสือดีๆ สักเล่มให้ลูกอ่าน คุณต้องสำรวจว่ามีเงินในกระเป๋าพอจะซื้อหนังสือหรือไม่
สิทธิการเข้าถึงแหล่งความรู้และปัญญาของประชาชนจึงจำกัดจำเขี่ยอย่างยิ่ง
การสร้างนิสัยการอ่านที่หลายคนบอกว่าต้องเริ่มตั้งแต่เด็กและครอบครัว จึงเป็นไปได้เฉพาะกลุ่มคนผู้มีกำลังรายได้และอยู่ตามเมืองใหญ่ที่สามารถเข้าถึงร้านหนังสือหรือห้องสมุดทันสมัย
ถามว่าทำไมคนไทยไม่อ่านหนังสือ คำตอบก็คือที่ผ่านมาคนไทยไม่มีโอกาสเข้าถึงหนังสือ
ถามว่าหากเราต้องการสร้างปัญญาให้แก่พลเมืองของประเทศอย่างทั่วถึง เหตุใดห้องสมุดและหนังสือจึงมิใช่บริการสาธารณะที่รัฐต้องดำเนินการให้ทุกคนทุกชุมชนเข้าถึง อ่านได้ฟรี ไม่ว่าจะยากจนหรืออยู่ห่างไกลเพียงใด
ความจริงหนทางการปฏิรูปการอ่านและหนังสือนั้นมีผู้ชี้ทางสว่างไว้นานแล้ว นั่นคือ “ระบบหนังสือและการอ่านแห่งชาติ” ของอาจารย์มกุฏ อรฤดี ที่ได้ศึกษาและวางองค์ประกอบไว้อย่างเป็นระบบ ครบถ้วนสมบูรณ์ เพียงแต่ไม่เคยมีรัฐบาลหรือพรรคการเมืองใดกล้าหาญพอ หรือเห็นความสำคัญและนำไปดำเนินการให้เป็นจริง
หากกระแสการปฏิรูปประเทศเดินหน้าแล้ว ก็ขอฝากการปฏิรูประบบหนังสือและการอ่านไปด้วยนะครับ
บรรณาธิการบริหาร
สุวัฒน์ อัศวไชยชาญ

การสร้างนิสัยการอ่านที่หลายคนบอกว่าต้องเริ่มตั้งแต่เด็กและครอบครัว จึงเป็นไปได้เฉพาะกลุ่มคนผู้มีกำลังรายได้และอยู่ตามเมืองใหญ่ที่สามารถเข้าถึงร้านหนังสือหรือห้องสมุดทันสมัย
ถามว่าทำไมคนไทยไม่อ่านหนังสือ คำตอบก็คือที่ผ่านมาคนไทยไม่มีโอกาสเข้าถึงหนังสือ
...
ผมเห็นพ้องกับมุมมองนี้นะครับ
ตอนนี้ ผมสะสมหนังสือไว้เยอะมาก กำลังขนกลับสู่บ้านเกิดเพื่อทำห้องสมุด และศูนย์เรียนรู้ขึ้นมา...
ขอชื่นชมครับ ขอให้สำเร็จและเป็นห้องสมุดที่มีชีวิตชีวิา มีคนอ่านคึกคักๆ
สารคดีปกนี้ จะมีตัวอย่างคนทำห้องสมุดดีๆ หลายราย ลองหาอ่านนะครับ น่าจะเป็นตัวอย่างที่มีประโยชน์ทีเดียว
เห็นด้วยครับ กับบท บ.ก. นี้
ผมเป็นหนอนหนังสือ อยากจะเสนอความเห็นว่า คนไทยส่วนมาก อาจจะไม่ได้แบบอย่างเป็นนักอ่านมาจากพ่อแม่ หรือครู
ผมเผอิญโชคดี ที่คุณพ่อเป็นนักอ่าน นักสะสมหนังสือ (จากร้านขายของเก่า) และครูประจำชั้นสมัยประถม ที่ปลูกฝังรักการอ่านของท่านให้กับศิษย์
สังคมสมัยนี้ จิตใจผู้คนในเมืองไปเหนื่อยกับรถติด แล้วก็ไปพักผ่อนกับละครโทรทัศน์ หรือ เน็ท หรือ เล่นไลน์ กับ เฟซฯ จนไม่มีเวลาให้หนังสือที่เป็นกระดาษ ไม่รู้ว่า สัมผัสกับกระดาษดีๆ ตัวฟอนต์สวยๆ มันรู้สึกดีแค่ไหน (ผมนอนโรงพิมพ์มาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม ทำหนังสือให้ชมรม ที่โรงเรียน เมื่อ ๔๐ ปีก่อน ชินกับชอบกลิ่นกระดาษและหมึกพิมพ์)
หลงกลิ่นกระดาษ สัมผัสเวลาพลิกหน้ากระดาษทีละแผ่นๆ และโลกแห่งความสงัดขณะอ่านตัวอักษรทีละบรรทัด
เช่นกันครับ