๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๖ เป็นวันที่ผมได้เข้าไปเดินในป่าดิบ ในเวลาราชการ

 

เช้าวันนี้อากาศดีครับ ฝนตกพอให้รู้สึกชื้นๆในจมูก อุณหภูมิประมาณ ๒๔ องศาบ้านเรา ผมมีภาระกิจต้องเดินป่าของมหาวิทยาลัย เพื่อเตรียมการรับเสด็จสมเด็จพระเทพฯ

 

วานนี้มีหนังสือราชการจากมหาวิทยาลัยแจ้งมาว่า สมเด็จพระเทพฯจะเสด็จมาทรงงานในภาคใต้ และภายในมหาวิทยาลัย ซึ่งทางทีมงานของมหาวิทยาลัยเองก็จะทูลเชิญเสด็จไปชมป่าอนุรักษ์ในเขตพื้นที่ของเขาคอหงส์ซึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของวิทยาเขต พวกเราซึ่งผมหมายถึงมหาวิทยาลัยจะต้องพบกับงานส่วนหน้าก่อนการเสด็จ เพื่อไปดูสถานที่ต่างๆที่พระองค์ท่านต้องแวะเยี่ยม

 

จะว่าไป เรื่องงานอนุรักษ์ป่าเขาคอหงส์นี้ ผมได้ยินมาสักพักหนึ่งแล้ว เคยรับฟังการนำเสนอจากงานวิจัยบ้าง หรือเห็นจากใน facebook บ้าง ไม่เคยนึกหรอกว่าจะได้มีโอกาสขึ้นมาเดินดูอย่างที่นักวิจัยเขาทำกัน

 

เวลาราว ๙ โมงเศษ ผมและทีมงานต่างๆของมหาวิทยาลัย และงานส่วนหน้าก่อนการเสด็จก็มาเจอกันบริเวณหลังแฟลตบ้านพักอาจารย์ บริเวณทางเดินขึ้นเขานี้ผมเคยถีบจักรยาน หรือขับมอเตอร์ไซค์ผ่านมาบ่อยๆสมัยยังหนุ่มๆ (เฮ้ย.....)

ฝนยังคงตกพรำๆ โชคดีที่ผมเตรียมหมวกและร่มมา งานนี้เลยออกอาการสำอางเดินป่า กลุ่มบรรดานายทหารเดินตากฝน รองเท้าหนังมันผลับกลับเปื้อนดินโคลนที่เหยียบย่ำไป แต่อาจารย์มหาวิทยาลัยหลายท่านเดินกางจ้อง สำหรับผมเองเตรียมตัวมาอย่างดี ใส่ Adidas คู่ใจสีดำแถบส้มสะท้อนแสงมาเลยทีเดียว แบบว่า เดินแตกกลุ่มเขาก็ยังคงเห็นแถบสะท้องแสงนั่น และก็ยังกางจ้องเดินตามเรื่อยไป

ป่าดิบที่ผมว่ามานี้เป็นป่าดั้งเดิมของคอหงส์ครับ พื้นที่ราว ๔๐๐ ไร่ที่มีคนบริจาคให้เป็นของมหาวิทยาลัยผืนนี้ยังบริสุทธิ์มาก ข้อมูลจากงานวิจัยพบว่ามีพันธุ์ไม้หายาก พันธุ์ไม่เฉพาะถิ่นใต้ รวมถึงสัตว์ป่าเฉพาะถิ่นจำพวกเขียด ปาด อยู่หลายชนิด ผมลืมถามไปว่ายังมีกระจง ที่เขาว่ากันว่ามันชุกชุมนักเมื่อครั้งที่เปิดมหาวิทยาลัยใหม่ๆอยู่บ้างไหม ถ้ามีอยู่คงเป็นเครื่องยืนยันความดิบของป่าผืนนี้ได้เป็นอย่างดี

ป่าผืนนี้มีความแปลกอีกอย่างหนึ่ง ผมสังเกตเห็นมีการกรีดยางอยู่เป็นระยะๆ น้องนักวิจัยเล่าให้ฟังว่า ต้นยางที่เห็นเหล่านี้ เป็นยางป่า ไม่ใช่ยางพาราสายพันธุ์ที่เขาปลูกกันเป็นไร่ๆสวนๆ น้ำยางด้อยคุณภาพ ชาวบ้านเขาจะมากรีดยางเอาขี้ยางไปขาย เป็นการอยู่อาศัยแบบเกื้อหนุนกัน แปลกดีครับ

 

ทางเดินเล็กๆลื่นๆได้พาผมและทีมงานเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ ผมได้มีโอกาสแหงนหน้ามองต้นไม้ไม่กี่ครั้ง เพราะกางร่มอยู่ จะได้มองบ้างเมื่อต้องหุบร่มเวลาผ่านเหล่าเถาวัลย์ที่ห้อยย้อยลงมาขวางทางเดิน หรือเมื่อฝนหยุดตกเป็นช่วงสั้นๆ บางครั้งเสียงฝนเหมือนตกลงหนักขึ้น แต่น้ำฝนที่หล่นร่วงลงมาไม่มากเท่าเสียงมัน นั่นคงเป็นเพราะใบไม้ปลายยอดมันดักน้ำเอาไว้ให้ค้างอยู่ด้านบนก่อนค่อยๆปล่อยลงมา ผมได้ยินเสียงเขียดร้อง ได้ยินเสียงป๊อกแป๊กของฝนกระทบใบไม้ และได้ยินเสียงหอบของเพื่อนร่วมทาง ผ่านมาอีกครู่หนึ่ง หูผมก็ยินเสียงน้ำไหลชนิดที่ต้องเงี่ยฟัง ผมมองหาถึงแหล่งที่มาและเหลือบมองเห็นรอยแยกของผืนดินที่แสดงให้พอเดาออกว่า ตรงนั้นน่าจะเป็นลำธาร จึงไม่รอช้าที่จะแยกออกไปดูก่อนใคร ไม่กลัวหลง เพราะรองเท้าสีเจ็บกว่าใครเขา และผมก็เห็นธารนำไหล ผมเห็นน้ำตกเล็กๆชนิดที่กระจงต้องถอยและวิ่งกระโดดข้ามได้ ผมเห็นสายน้ำที่ไหลลงสู่อ่างม.อ. ผมเห็นสายน้ำที่ฝันอยากจะเห็นมานาน บ้านผมเคยใช้น้ำปลายทางของธารสายนี้

 

รู้สึกดีใจกับความดิบของธรรมชาติ แม้เพียง ๔๐๐ ไร่ยังสร้างความชุ่มชื้นได้ขนาดนี้ มาหดหู่สะดุดลงไปเมื่อทราบว่า หลังจากเนินลูกนี้ไป เขามีเจ้าของจับจองหมดแล้ว มันถูกตีตราให้อยู่ในกรรมสิทธิ์ของเหล่าบรรดานักการเมืองผู้ซึ่งสามารถทำได้ทุกอย่างในประเทศสารขัณฑ์อัณฑะเปื่อยแห่งนี้ (ฮาไม่ออก...)

 

วันนี้ฝนเม็ดใหญ่ ตกเรื่อยๆแต่ได้น้ำได้เนื้อ ฝนได้นำความชุ่มชื่นมาให้ ป่าที่เดินนำความชุ่มชื่นมาให้ แต่ข่าวร้ายที่ได้รับมาหลังขึ้นเขามันทำให้ผมหัวหนักเป็นครั้งที่สอง (หลังเรื่องด้านบน) ลูกน้องที่สนิทสนมกันมาเธอด่วนจากพวกเราไป เธอไปเร็วเหลือเกิน เร็วชนิดไม่เปิดโอกาสให้ร่ำลา

เมื่อวานผมยังเปรยออกมา "ความตายอยู่ใกล้เรานัก ความตายเป็นเพื่อนแท้ของเรา" ไม่ทันได้นึกว่า ประโยคนี้มันได้มาสอนเราเร็วกว่าที่คิด

 

ผมมีเวลาเหลือว่างอีกเพียงเล็กน้อยก่อนจะเข้าประชุมใหญ่ จึงวิ่งขึ้นไปยังภาควิชาสูติของผม ได้มีโอกาสมองโต๊ะ เก้าอี้ทำงานของเธอ ได้มองเห็นภาพในอดีตที่เธอทุ่มเททำงานเพื่อภาควิชา เพื่อพวกผม รู้สึกใจมันโหวงๆพิกล ผมรู้สึกคิดถึงภาควิชา วันนี้ควรเป็นวันที่ผมต้องเข้าร่วม grand round เหมือนทุกๆสัปดาห์ บ่ายแก่ๆวันพุธจะต้องมานั่งคุยอยู่ตรงนี้ มีเจ๊จินหัวเราะดังลั่น มีพี่เอี้ยงคอยรับมุข และมีเธอ "เกดกนก"

 

บ้าจริง!