สถานการณ์ปัญหาการเข้าถึงและใช้สิทธิในสถานะบุคคลของประชาชนอาเซียนที่มีจุดเกาะเกี่ยวกับรัฐไทย
กลุ่มกรณีศึกษาที่ 17
นางแสนถี, นางมิชุ ไม่มีนามสกุล, นายแต่ไหน๋ ไม่มีนามสกุล และนางหล้า ไม่มีนามสกุล
หรือตัวแทนของคนอพยพย้ายถิ่นรุ่นที่ 1 ซึ่งมีจุดเกาะเกี่ยวกับรัฐไทยกับการสิทธิที่จะขอสถานะคนต่างด้าวฯ
นอกจากกรณีของนางแสนถี นางมิชุ ไม่มีนามสกุล ซึ่งได้กล่าวไปแล้วในตอนต้น แล้ว ยังมีกรณีอื่นๆ อีก ได้แก่
กรณีนายแต่ไหน๋ ไม่มีนามสกุล[1]
นายแต่ไหน๋ เกิดปี พ.ศ.2498 (ไม่ทราบวันและเดือนเกิด) อพยพเข้ามาในประเทศไทยมากกว่า 30 ปี ปัจจุบันถือบัตรประจำตัวคนไม่มีสัญชาติ (กลุ่มบุคคลบนพื้นที่สูง) ได้รับการกำหนดเลขประจำตัวสิบสามหลักขึ้นต้นด้วยเลข 6 อาศัยอยู่ที่บ้านแม่จัน อำเภออุ้มผาง จังหวัดตากปัจจุบันนายแต่ไหน๋อายุ 58 ปี และไม่ได้ประกอบอาชีพ จากการสอบถามพบว่านายแต่ไหน๋ไม่สามารถพูดภาษาไทยได้เลย เพราะชีวิตประจำตัวนายแต่ไหน๋อยู่แต่ในหมู่บ้าน
กรณีนางหล้า ไม่มีนามสกุล[2]
นางหล้า ไม่มีนามสกุล ได้เข้ามาอาศัยในประเทศไทยนานถึง 44 ปี ปัจจุบันถือบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (กลุ่มชุมชนบนพื้นที่สูง ชาวเขา 9 เผ่า) ได้รับการกำหนดเลขประจำตัวสิบสามหลักขึ้นต้นด้วยเลข 6
เดิม นางหล้าไม่สามารถพูดหรือใช้ภาษาไทยได้เลย แต่เนื่องจากนางหล้าได้ประกอบอาชีพค้าขาย ทำให้ได้มีการพบปะผู้คนจึงมีการฝึกภาษาไทยจากการค้าขายจนพอสื่อสารได้ แต่บางคำนางหล้านั้นจะออกเสียงได้ไม่ชัดเจน ซึ่งตามปกติในหมู่บ้านของนางหล้านั้นจะไม่มีการใช้ภาษาไทยจะใช้แต่ภาษาท้องถิ่นหรือภาษากะเหรี่ยงเพียงอย่างเดียว แต่ถ้าหากออกมานอกหมู่บ้านแล้วต้องสื่อสารกับคนที่ไม่ใช่คนในหมู่บ้านหรือกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกันนางหล้าก็จะใช้ภาษาไทยในการติดต่อสื่อสาร
กลุ่มกรณีศึกษาที่ 15 ซึ่งได้แก่ นางแสนถี, นางมิชุ ไม่มีนามสกุล, นายแต่ไหน๋ ไม่มีนามสกุล, นางหล้า ไม่มีนามสกุล นี้ นับเป็นตัวแทนของกรณีบุคคลที่อพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลานานแล้วและได้รับการบันทึกตัวบุคคลในฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรของรัฐไทย ในสถานะบุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทย กลุ่มชนกลุ่มน้อย (เดิม) หรือเป็นผู้มีจุดเกาะเกี่ยวกับรัฐไทยภายใต้หลักภูมิลำเนา ภายใต้มาตรา 17 พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ประกอบมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2553 และเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2555 กรณีศึกษาดังกล่าวจึงเป็นผู้ทรงสิทธิในการพัฒนาสถานะบุคคลจากสถานะบุคคลเข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมีสิทธิอาศัยชั่วคราวไปสู่การเป็นบุคคลต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย และมีสิทธิอาศัยถาวร
ประเด็นปัญหาภายใต้หลักเกณฑ์การขอมีสถานะคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายของบุคคลประเภทที่อพยพเข้ามาในประเทศไทยและอาศัยอยู่เป็นเวลานานแล้วกลุ่มที่มิได้มีเชื้อสายไทยตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2553[3] ที่น่าจะเป็นอุปสรรคหรือข้อจำกัดในการพัฒนาสิทธิอาศัยของกรณีศึกษาตัวแทนดังกล่าว ได้แก่ เงื่อนไขที่กำหนดว่าผู้ยื่นคำร้องจะต้อง “สามารถพูดและฟังภาษาไทยเข้าใจ” และข้อจำกัดที่เกิดจากทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ทะเบียนราษฎรที่กำหนดให้พยานบุคคลจะต้องเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือข้าราชการ เพื่อพิสูจน์ยืนยันใน 3 เรื่องคือ หนึ่ง-การไม่มีสัญชาติของประเทศอื่น, สอง-มีความจงรักภักดีต่อประเทศไทยและเลื่อมใสการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และสาม-มีความประพฤติดีและไม่มีพฤติการณ์ที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศไทย
[1] เป็นหนึ่ง 130 คำร้องที่ดำเนินการรับคำร้องโดยคณะนิสิต และอาจารย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ภายใต้โครงการห้องเรียนสิทธิมนุษยชนเคลื่อนที่ครั้งที่ 2 ในระหว่างวันที่ 21 – 24 มิถุนายน 2556 ณ เทศบาลตำบลแม่จัน อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก ทั้งนี้เป็นการสนับสนุนการทำงานของคลินิกอุ้มผางเพื่อสิทธิมนุษยชนและอำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก ในฐานะคณะทำงานตามคำสั่งจังหวัดตากที่ 474/2556 ลงวันที่ 5 มีนาคม 2556) ให้อำเภอต่างๆ ดำเนินการรับคำร้องด้านสถานะบุคคล โดยทางอำเภออุ้มผางขอให้เรารับคำร้องในสองกลุ่มคือ กรณีขอสถานะต่างด้าว กับขอสัญชาติไทยฯ
[2]เป็นหนึ่ง 130 คำร้องที่ดำเนินการรับคำร้องโดยคณะนิสิต และอาจารย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ภายใต้โครงการห้องเรียนสิทธิมนุษยชนเคลื่อนที่ครั้งที่ 2, เพิ่งอ้าง
[3]หลักเกณฑ์การขอมีสถานะคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายของบุคคลประเภทที่อพยพเข้ามาในประเทศไทยและอาศัยอยู่เป็นเวลานานแล้วกลุ่มที่มิได้มีเชื้อสายไทย ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2553
1) รัฐบาลมีนโยบายให้สถานะเป็นบุคคลต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายและมีถิ่นที่อยู่ถาวรในราชอาณาจักร
2) ไม่สามารถกลับประเทศต้นทางหรือไม่มีจุดเกาะเกี่ยวใดๆ กับประเทศต้นทาง ทั้งนี้หลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นไปตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกำหนด (การตรวจสอบหลักฐานหรือวิธีการสอบสวนอื่นๆ ทั้งนี้ ให้ยกเว้นไม่ต้องตรวจสอบผู้ที่ยื่นคำร้องแล้ว และอยู่ระหว่างกระบวนการขอรรับการกำหนดสถานะตามมติคณะรัฐมนตรีเดิม)
3) มีภูมิลำเนาและอาศัยอยู่ในประเทศไทยติดต่อกันต่อเนื่อง 10 ปีขึ้นไปนับถึงวันที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคล เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2548 (อพยพเข้ามาจนถึงวันที่ 18 มกราคม 2538) โดยต้องมีชื่ออยู่ในเอกสารทะเบียนราษฎร
4) สามารถพูดและฟังภาษาไทยเข้าใจ
5) ต้องมีความจงรักภักดีต่อประเทศไทยและเลื่อมใสการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
6) มีความประพฤตดีและไม่มีพฤติการณ์ที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศไทยตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกำหนด ไม่เคยรับโทษคดีอาญา ยกเว้นความผิดโดยประมาท หรือลหุโทษ ทั้งนี้หากได้รับโทษในคดีอาญา ต้องพ้นโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี นับถึงวันที่ยื่นคำร้อง
7) ประกอบอาชีพสุจริต ยกเว้นพระภิกษุ สามเณร และนักบวชในศาสนาอื่นๆ ซึ่งต้องปฏิบัติกิจมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี
8) ต้องไม่เป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามมีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรตามมาตรา 44 แห่งพ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522