กาลครั้งหนึ่งนานมากๆๆๆแล้ว มีครอบครัวไม่ใหญ่ ไม่เล็ก ครอบครัวหนึ่ง ครอบครัวนี้เป็นครอบครัวที่อาจจะอบอุ่นในบางครั้ง หรือบางคราก็อาจร้อนจนไฟลุกกันเลยทีเดียว สมาชิกในบ้านมี พ่อ แม่ และลูกน้อย(ใจ) 3 คน คนโตเป็นผู้ชายหน้าตาหล่อเหลา ฉลาด ซุกซน รักการเรียนรู้ และอีก 2 คนเป็นผู้หญิงทั้งคู่ คนที่ 2 (คนกลางนั้น)เกิดมาพร้อมหน้าตาที่ก็ไม่น้อยหน้าไปกว่าคนพี่ ระดับสติปัญญาปานกลาง นิสัยก็กลาง ๆ ไม่ได้ออกแนวสุดโต่งไปทางใดเป็นพิเศษ ส่วนน้องคนสุดท้องนั้นเกิดมาพร้อมความผิดปกติทางร่างกายบางอย่าง หน้าตาก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่ แต่หากเทียบกับพี่น้องนั้นที่ถือว่าไม่ดีเท่า
ครอบครัวนี้มีพ่อทำงานหาเงินหลัก ๆ ของบ้าน ส่วนแม่นั้นก็เป็นซุปเปอร์คุณแม่ทำทั้งงานบ้าน ดูแลลูก ทำงานหาเงินเล็ก ๆ น้อยๆ เท่าที่พอจะทำได้ นิสัยพ่อนั้นเป็นคนชอบความสนุก โกรธง่ายหายเร็ว แต่ขึ้นลงเร็วแทบตลอด ๆ ใน 1 วัน และมีอีก 1 นิสัยที่ผู้ชายไทยส่วนใหญ่นั้นมีคือ “ความเจ้าชู้” แต่เป็นแนวเจ้าชู้ไก่ไม่ตื่น เจ้าชู้เงียบ ๆ ส่วนแม่นั้นเป็นคนขยันขันแข็ง รักลูกมากๆๆๆๆ ไม่ว่าลูกจะอยากได้อะไร อยากกินอะไร ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงของแม่ แม่จะจัดให้เสมอ (ด้วยแรงผลักดันจากการขาดความรักในวัยเด็กของแม่)
ทั้ง 3 คนถูกเลี้ยงดูมาด้วยกันตลอด จนในวันหนึ่งมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น ด้วยลูกชายเป็นเด็กฉลาด ซุกซน มีความเป็นตัวของตัวเองสูง ทำให้เกิดมีปัญหาถึงขนาดพ่อโกรธจัด จัดหนักลูกชายไป จนย่าของเด็ก ๆ มาเห็นเข้าทนไม่ไหว จึงขออนุญาตแม่ของเด็กชาย ส่งหลานชายไปให้ลุงช่วยดูแล และลุงนั้นก็มีลูกชายหัวแก้วหัวแหวนอยู่แล้ว 1 คน แม่ของเด็กชายด้วยความรักลูกมาก และไม่ได้มีความรู้อะไรในการเลี้ยงดู รักแต่ไม่รู้ จึงส่งตัวลูกชายนั้นไปให้ครอบครัวฝ่ายลุงช่วยดูแล ขณะนั้นอยู่ในช่วงปฐมวัย
เมื่อเด็กชายไปอยู่กับทางฝ่ายลุง ก็รู้สึกว่า ตนนั้นไม่เป็นที่รักของพ่อแม่ ตนนั้นไม่มีค่ามากพอที่พ่อแม่สมควรจะรัก เฝ้าเก็บความรู้สึกนั้นไว้ในใจ อีกทั้งมาเจอการแสดงความรักในรูปแบบที่ตัวเองไม่เคยได้รับ จากทางครอบครัวฝ่ายลุง การแสดงความรักนั้นก็มีปันมาให้เด็กชายตัวน้อยผู้น่าสงสารบ้าง แต่จะดีกว่าไหม ถ้าความรักนี้เขาได้จากพ่อแม่ที่แท้จริง เด็กชายคนนี้อาศัยกับครอบครัวฝ่ายลุงสักระยะใหญ่ ๆ เป็นปี ก็กลับมาใช้ชีวิตกับครอบครัวตัวเองดังเดิม แต่ความรู้สึกเดิม ๆ แผลในใจเดิม ๆ ยังมีอยู่และนับวันยิ่งฝังลึกในจิตใจ ยิ่งนับวันเด็กชายยิ่งโตขึ้นก็เหมือนจะยิ่งสร้างปัญหาให้กับครอบครัว มีการเชิญผุ้ปกครองให้ไปพบที่โรงเรียนอยู่หลายทีในขณะที่เด็กชายนั้นอยู่ในวัยเรียน เขาค่อย ๆ เติบโตไปพร้อมกับความรู้สึกที่ไม่มั่นคงในความรักของพ่อแม่ ด้วยการสื่อสารทางความรักของพ่อแม่นั้นทำชนิดที่ว่า “รักนะ แต่ไม่แสดงออก” ความรักมีมากมาย แต่ส่งไปค่อยจะไม่ถึงใจลูก
เขาได้เติบโตเป็นหนุ่มใหญ่ ไม่มีใบปริญญาบัตร ด้วยความที่เป็นคนมีความคิดเป็นของตัวเองสูง มั่นใจในสติปัญญาของตัวเองมาก มักพูดหลายครั้งว่า เขานั้นฉลาดรอบรู้กว่าใคร ๆ อีกทั้งยังมีบรรดาพลพรรคเพื่อนพ้องทั้งหลายที่คอยสนับสนุนความคิดนี้ เพื่อน ๆ มักเห็นพ้องว่าเขาเป็นคนฉลาด เก่ง และดีด้วยนะ แต่ดีในการตีความหมายของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ดีสำหรับเพื่อนอาจจะไม่ได้ดีกับพ่อแม่ก็ได้จริงไหม ด้วยความเป็นคนหน้าตาดี จึงมีสาว ๆ มากมายมารายล้อม และด้วยอาการพร่องความรัก เขาจึงเติมเต็มตอบสนองด้วยการรักนะจ๊ะกับสาว ๆ ทั่ว ๆ ไปเช่นกัน ครั้งหนึ่งในสมัยเรียนระดับมหาวิทยาลัย เขาได้ได้พบรักถูกตาถูกใจกับสาวนางหนึ่งเข้า รักมากขนาดที่อยากจะแต่งงานกับสาวคนนี้ แต่ไม่นานเท่าไหร่สาวนั้นก็สะบั้นรักจากไปอย่างไม่มีเยื่อใยต่อกัน เขาเสียใจร้องไห้ฟูมฟายมากมาย เป็นอีกครั้งที่เขาต้องบาดเจ็บกับความรัก
ถึงเรียนไม่จบ แต่ด้วยสายวิชาชีพที่เขาเรียนมานั้นพ้องกับตลาดแรงงานตอนนั้นพอดี เขาจึงสามารถหางานได้ไม่ยากนัก แต่ก็ทำได้ไม่นานนักด้วยเป็นคนอัตตาสูง คิดว่าตัวเองนั้นเก่งเกินราคาที่จ้างงาน เขาไม่ได้คำนึงสภาพทางสังคมความเป็นจริงว่า “ใบปริญญา”นั้นสำคัญมากกับสังคมไทย ณ ตอนนั้น(จนปัจจุบันก็สำคัญมากเนอะ)
สุดท้าย ในเรื่องหน้าที่การงานก็ยังเหลวไม่เป็นท่า ในเรื่องคู่ครองก็ดูเหมือนว่าจะไม่ได้จริงจังมากนัก เขามีโลกส่วนตัวสูง ชอบเล่นเกมส์เป็นชีวิตจิตใจ อันที่จริงเกมส์แรกที่ได้เล่นเป็นของขวัญที่พ่อซื้อมาให้มอบให้กับลูก ๆ เมื่อสมัยเป็นเด็กน้อย เขามีความสุขมากเมื่อได้เล่นเกมส์ เขาสร้างโลกใหม่ที่เขาอยากได้ในเกมส์จนคล้ายเป็นคนหลุดโลก หลาย ๆ คนอาจไม่ชอบเขาด้วยการพูดจาแบบไม่รักษาน้ำใจใคร เท่าไหร่ มักพูดยกตนข่มท่านบ่อย ๆ
มีเหตุการณ์ครั้งหนึ่งเขาพูดทั้งน้ำตาว่า แม่ไม่เคยรักเขา แม่ทำร้ายเขาเสมอ เขาพูดเหมือนกับบอกว่าทุกอย่างที่แม่พยายามททำเพื่อลูกนั้น เขามองว่ามันคือการทำร้ายเขา ทำด้วยเจตนาร้าย แม่อยากทำให้เขาเจ็บ แม่ไม่รักเขาเลย มีเพียงพ่อและย่าเท่านั้นที่รักเขา ณ ตอนนั้น เขาอยู่ในอาการเหมือนจะเมาเล็ก ๆ และเขาก็ได้สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักยิ่งของเขาไปแล้วทั้งคู่ ย่าและพ่อของเขาจากโลกนี้ไปในระยะเวลาไม่ห่างกันมากนัก
พ่อแม่ทั้งหลายคุณอ่านเรื่องนี้จนถึงบรรทัดนี้ คุณคิดว่าเหตุใดเขาจึงคิดเช่นนั้น ทั้ง ๆ ที่แม่นั้นแสดงออกความรักต่อเขามากมาย แทบไม่เคยจะดุ จะตีลูกให้บอบช้ำทางกายเลย ส่วนพ่อนั้นถ้าได้โกรธ ตัดสินว่าลูกผิดด้วยความคิดตนเองเมื่อไหร่เป็นได้เลือด ซิบ ๆ ฝ่ายย่ายนั้นไม่ได้อยู่ด้วยตลอดเคยอาศัยอยู่ด้วยในช่วงแรกเกิดถึงวัยเด็กก่อนเข้าเรียน และมีเดินทางไปหาบ้างยามเปิดเทอม
คุณคิดว่าปัญหาคืออะไร ทำไมชายคนนี้จึงพูดเช่นนั้น ????? แต่คำตอบก็ไม่สำคัญเท่ากับว่า ณ ตอนนี้คุณกำลังทำสิ่งเหล่านั้นกับลูกคุณอยู่หรือไม่ คุณเลี้ยงลูกอย่างไร ใช้ความรู้คู่ความรักหรือเปล่า เลี้ยงแบบถูกใจฉัน เลี้ยงตามประสบการณ์ตัวเองตอนเด็ก ๆ เลี้ยงตามสั่งคมสั่งสมมา คุณเลี้ยงลูกแบบไหนชวนกันทบทวนการทำหน้าที่ของตัวเองเนอะ
การสร้าง....ย่อมดีกว่าการซ่อมเสมอ คุณว่าจริงไหม
***นิทานเรื่องนี้แต่งจากเค้าโครงเรื่องจริง และยังมีอีก 2 เรื่องจริง ที่ยังไม่ได้ถ่ายทอด ตัวละครของลูกสาวยังอยู่อีก 2 คน ไว้หากไม่ลืม มีเวลาจะมาพิมพ์ต่อเนอะ
ใช่เลยครับ
เป็นการเปิดประเด็นสู่คำถามที่ดีมาก
หากต้องการเลี้ยงเด็กให้เติบโตแข็งแรง เก่ง ดี มีสุข
พ่อแม่ ผู้เลี้ยง ต้องมีทักษะอะไรบ้าง
รอแชร์ต่อนะครับ