ช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมานี้เหตุการณ์การบ้านการเมืองของโลกนี้น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะเราได้เห็นปรากฎการณ์ "สองพรรค" ทั้งในระดับนานาชาติและระดับประเทศ

ในระดับนานาชาติก็คือช่วงต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมาที่พรรครีพับลิกันที่มีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนของอเมริกาเล่นแง่ไม่อนุมัติงบประมาณประจำปีของฝ่ายบริหารที่มาจากพรรคเดโมแครตเยื้อยุดกันไปครึ่งเดือน

ส่วนในระดับประเทศนั้นก็คือเหตุการณ์ "นิรโทษกรรม" ที่กำลังเกิดขึ้นในตอนนี้

ที่จริงแล้วสำหรับประเทศไทยนั้นการมีสองพรรคหลักได้นี่ถือว่าเป็นพัฒนาการทางการเมือง เพราะก่อนหน้านี้เรามีแต่พรรคเล็กพรรคน้อยเต็มไปหมด แต่การเมืองในอดีตของเราก็ไม่ได้อยู่ในรูปแบบที่ สส. จะมีสิทธิ์เสียงมากมายนักเช่นในปัจจุบัน คนไทยเราเลยไม่ได้สนใจการเมืองมากนัก สาเหตุนั้นเป็นเพราะอะไรผู้ใหญ่อายุหลักสี่สิบขึ้นไปแล้วคงจำกันได้แต่เด็กๆ นั้นน่าจะไม่รู้ ก็ไม่เป็นไรเพราะไม่ใช่เรื่องที่น่าจะเขียนถึงเท่าไหร่ และบันทึกนี้ไม่ได้เกี่ยวกับประเทศไทย

ผมไม่ได้มีความรู้รัฐศาสตร์อะไรที่จะไปเขียนแนะนำอะไรใครได้ ได้แต่สังเกตไปเรื่อยๆ ตามประสาคนช่างสงสัย

ที่น่าคิดก็คือประเทศในโลกนี้อยู่ไปอยู่มาก็จะกลายว่ามีพรรคการเมืองเหลือแค่สองพรรคกันหมด แล้วการมีสองพรรคนี่ก็กลายเป็นการเผชิญหน้าในเรื่องทุกเรื่อง เรียกว่าเอากันให้ตายไปข้างหนึ่งไม่ว่าจะเป็นประเทศไหนก็ตาม เป็นเหตุการณ์ปกติรายวันที่เจอได้เวลาอ่านข่าวนานาชาติ

แสดงว่าลักษณะนี้เป็นปรากฎการณ์ธรรมชาติของสังคมมนุษย์ เพราะพอลองมองกลับไปในอดีตในยุคก่อนที่จะมีการเมืองการปกครองแบบปัจจุบันก็เป็นลักษณะเช่นนี้

แถวอาฟริการบไปรบมาก็รบกันอยู่สองเผ่า คือมีหลายเผ่าอยู่กระจายกันไปแต่จะมีคู่อาฆาตอยู่แค่หนึ่งเผ่า

แม้สามก๊กจะขึ้นชื่อว่า "สาม" ถ้าอ่านดูดีๆ จะพบว่ามีแค่สองเป็นหลักในช่วงเวลาที่ต่างกันเท่านั้นเอง

ส่วนสงครามโลกครั้งไหนๆ ไม่ว่าร้อนหรือเย็นยังไงก็มีแค่สอง

เมื่อมนุษย์จำลองการรบมาเป็นการกีฬา มนุษย์ก็ยังสร้างเกมส์ที่มีแค่สองฝ่ายในกีฬาเกือบทุกประเภท

น่าคิดนะครับ ว่าทำไมมีแค่สองไม่มีสาม

ในทางจิตวิทยาเท่าที่ผมพอรู้ก็คือจะต้องพยายามให้มีกลุ่มในการตัดสินใจ (groups of decision makers) ให้เป็นเลขคี่

เช่นเวลาเขาส่งนักบินอวกาศขึ้นไปที่ไหนก็ตาม เขาจะไม่ส่งคนจำนวนเป็นเลขคู่แต่จะเป็นเลขคี่

แต่เอาเข้าจริงการรวมกลุ่มของกลุ่มคนที่มีจำนวนเป็นเลขคี่นั้น ปล่อยให้รวมไปรวมมาตามธรรมชาติก็จะเหลือแค่สองกลุ่มเสมอ โดยกลุ่มจะมีจำนวนไม่เท่ากันเสียทีเดียว แต่รวมไปรวมมากลุ่มทั้งสองก็จะมีจำนวนใกล้เคียงกัน

น่าจะเป็นปรากฎการณ์ธรรมชาติของสังคมมนุษย์จริงๆ ส่วนสังคมสัตว์นั้นไม่รู้ว่าเหมือนกันหรือเปล่า ถ้าเหมือนกันนี่จะยิ่งน่าคิดมากขึ้น

มนุษย์นั้นเป็นสัตว์ประเภทหนึ่ง เรายังอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ที่สั่งมาจากจิตใต้สำนึกเป็นหลัก เรื่องหลายๆ เรื่องที่ดูเหมือนเราใช้เหตุผลในการคิดกลับกลายเป็นว่ามาจากจิตใต้สำนึกเสียนี่ เท่าที่ผมศึกษาศาสนาต่างๆ มาผมคิดว่าสิ่งที่ศาสดาต่างๆ พยายามสอนคือให้เรารู้เท่าทันจิตใต้สำนึกของเรา เป็น "ผู้ตื่น" ที่เลือกคิดตัดสินใจจากจิตสำนึกเป็นหลักให้ได้นั่นเอง