จุดแข็งของ KM ชุมชน – ท้องถิ่น จ.พิจิตร ก็คือคุณสุรเดช เดชคุ้มวงศ์ ผู้อำนวยการมูลนิธิพัฒนาพิจิตร มีความสามารถด้านการจัดการเครือข่ายสูงมาก และคิดยุทธศาสตร์การทำงานเก่งมาก

“ตลาดนัดความรู้เกษตรธรรมชาติ”  ที่พิจิตร


          งาน “รวมพลคนรักษ์สุขภาพ” จ.พิจิตร   วันสุดท้ายคือ 26 มิ.ย.48   เป็นเวทีตลาดนัดความรู้ด้านเกษตรธรรมชาติโดยเฉพาะ   โดยตั้งวงประชุมเป็น 6 วง   ได้แก่
          เกษตรผสมผสาน (ไร่นาสวนผสม)
          เกษตรประณีตบนพื้นที่ขนาดเล็ก (สวนผสมขนาดเล็ก)
          ข้าว/นา ปลอดสารพิษ
          เครือข่ายทายาทเกษตรกร
          ผักปลอดสารพิษ
          โรงสีชุมชน

“”         


          มีการนำเอา “ตารางแห่งอิสรภาพ” ที่เป็นหัวใจของการทำงานเกษตรปลอดสารพิษที่แกนนำเกษตรกร
ทั่วจังหวัดพิจิตรร่วมกันทำไว้ตอนจัดตลาดนัดความรู้ที่วัดวังจิก  อ.โพธิประทับช้าง   เมื่อเดือนธันวาคม 2547   เอามาดำเนินการต่อ   คราวนั้นชาวบ้านช่วยกันคิด
“แก่นความรู้” ของการทำงานเกษตรปลอดสารพิษ  ได้ 8 ตัว   คือ
1.      ผู้นำ/แกนนำ
2.      กระบวนการเรียนรู้
3.      การทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ
4.      การจัดการด้านการผลิต
5.      การจัดการด้านการตลาด
6.      การขยายเครือข่าย
7.      การขยายกิจกรรมและสมาชิก
8.      การทบทวนการทำงานที่ผ่านมา


         แต่ละวงประยุกต์ใช้เครื่องมือ “ธารปัญญา”   โดยมีการปรับใช้ตามความเหมาะสมในแต่ละวง   ความยากอยู่ที่มีสมาชิกใหม่ที่ไม่เคยผ่านกระบวนการ KM เข้ามาเพิ่ม   โดยไม่มีพื้น KM มาก่อน


          KM เพื่อการเกษตรปลอดสารพิษ จ.พิจิตร   ทำให้ชาวบ้านร่วมกันเลือก “ผู้นำแถว 2”   คือปราชญ์ชาวบ้านรุ่นที่ 2   ได้ 20 คน   มูลนิธิร่วมพัฒนาพิจิตรตัดเสื้อปราชญ์ชาวบ้านรุ่นที่ 2  สีฟ้า   และมอบเกียรติบัตรให้   โดยมีปราชญ์ชาวบ้าน จ.พิจิตร  รุ่นที่ 1 ไปแล้ว 10 คน   เสื้อสีแดงเลือดหมูมีลายสวยงาม


          จากการตั้งวงประชุมกลุ่ม   ทำให้แต่ละกลุ่มได้แผนดำเนินการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของกลุ่ม   โดยพบกันทุกเดือนสำหรับแต่ละกลุ่ม


          ตกเย็น   กลุ่ม “คุณอำนวย” และ “คุณลิขิต” ของกลุ่มก็มาประชุมทำ AAR กัน   มีการแจกงานกันไปดำเนินการ “เอื้ออำนวย” ต่อ


          จุดแข็งของ KM ชุมชน – ท้องถิ่น จ.พิจิตร   ก็คือคุณสุรเดช  เดชคุ้มวงศ์   ผู้อำนวยการมูลนิธิพัฒนาพิจิตร   มีความสามารถด้านการจัดการเครือข่ายสูงมาก   และคิดยุทธศาสตร์การทำงานเก่งมาก   ยุทธศาสตร์อย่างหนึ่งคือให้แกนนำชาวบ้านเป็นผู้เข้ามาเป็น “คุณอำนวย” แก่เพื่อนชาวบ้าน   แต่เนื่องจากชาวบ้านไม่สันทัดด้านการจดบันทึก   กลุ่ม “หมออนามัย” จึงเข้ามาหนุนเป็น “คุณลิขิต” ให้


          คุณสุรเดช  คอยย้ำอยู่เสมอว่า “หัวปลา” ต้องชัด   ว่าเป้าหมายสุดท้ายของการทำเกษตรปลอดสารพิษคืออะไร   เป้าหมายที่แท้จริงคือสุขภาพ   มิตรภาพ   ได้กินอาหารปลอดสารพิษ   ลดต้นทุน   ลดหนี้สิน


          “คุณอำนวย” คนหนึ่งเล่าว่า   ในวงหนึ่งมีการสรุปว่าเป้าหมายคือ   เพื่อความร่ำรวย   รวยปัญญา   มีปัญญาจากการใฝ่รู้   จากการคบบัณฑิต   รู้ธรรมชาติ   รู้สังคม
          ข้อเสนอในการดำเนินการเพิ่มเติม   ได้แก่
1)      การจัดตลาดนัดความรู้พัฒนาเมล็ดพันธุ์ผัก/พืช
2)      การหมุนเวียนสถานที่ประชุม “เพื่อนเยี่ยมเพื่อน”
3)      การถ่ายทอดความรู้จากผู้มีความสามารถพิเศษ   สู่ผู้สนใจในชุมชน   และทำวีดีโอ/บันทึกเป็นเอกสาร   เป็นความคิดของคุณป้าใจมา  มีบุญ
4)      การเชื่อมโยงนักวิชาการ/วิจัย/วิทยาศาสตร์   มาต่อยอดความรู้ที่ชาวบ้านพัฒนาขึ้นใช้
5)      การเชิญวิทยากรเฉพาะด้านที่เกษตรกรต้องการมาบรรยายให้ชาวบ้านฟังเป็นครั้งคราว


         ผมกลับมาจาก จ.พิจิตรด้วยหัวใจที่อิ่มเอม   แม้ร่างกายจะตรากตรำเกินไปสักหน่อย


                                                                             วิจารณ์  พานิช
                                                                               27 มิ.ย.48