"หม่อมอุ๋ย" ฉะ สศค. ช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ไม่ทำตัวเป็นเสาหลักด้านการคลัง ไม่ทัดทานนโยบายประชานิยมที่ส่งผลเสียหายต่อภาคการคลัง  สอน ขรก. ถ้าไม่ยึดติดเก้าอี้ก็จะตัดสินใจสิ่งต่าง ๆ ได้ถูกต้อง  "ทิพาวดี" สั่ง ก.พ.ร. แก้ปัญหาโครงสร้าง 3 กระทรวง แต่ให้คงระบบผู้ว่าฯ ซีอีโอไว้  ด้านเลขาธิการ ก.พ.ร. โยนบอร์ดชี้ขาดยึดพิมพ์เขียวปฏิรูปราชการ 2 ยุค "ทักษิณ" หรือไม่เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ "นโยบายการคลังในอนาคต" ในโอกาสครบรอบ 45 ปี การสถาปนาสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ว่า ที่ผ่านมา ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ (อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย) ได้วางระบบให้ธนาคาร     แห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นเสาหลักด้านนโยบายการเงินและ สศค. เป็นเสาหลักด้านนโยบายการคลัง ซึ่งตลอด 25 ปีแรก สศค. ทำหน้าที่ได้ดีและเป็นที่ยอมรับ แต่มาระยะหลังดูเหมือนว่าภาพความเป็นเสาหลัก สังคมจะไม่รับรู้เท่าไรนัก   "โดยเฉพาะในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา สศค. ไม่ได้ทำหน้าที่ในการทัดทานนโยบายรัฐบาลที่อาจจะมีผลเสียต่อภาคการคลังในอนาคตเท่าที่ควร บางเรื่องที่ผมเคยร่วมประชุมอยู่ ผมก็เห็นว่ามีการทัดทานอยู่บ้าง แต่บางเรื่อง ก็ทำเป็นเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ปล่อยให้ใช้มาตรการการคลัง และมาตรการกึ่งการคลังที่มีผลเสียต่อเศรษฐกิจ  โดยไม่ยอมทัดทาน ทั้งที่รู้ว่านโยบายประชานิยมเหล่านั้นใช้เงินไม่คุ้มค่า และบางมาตรการมีผลเสียในระยะยาว  แต่ไม่มีใครกล้าที่จะหยิบยกเรื่องดังกล่าวออกมาให้สังคมรับทราบ ทั้งที่ความจริงมันมีศิลปะอีกมากมายที่จะ ทัดทานได้ โดยไม่เกิดความขัดแย้ง" ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าวว่า เรื่องการใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณก็เช่นกัน ถ้าไม่สามารถทัดทานได้ ก็ต้องมีการวางกฎเกณฑ์ให้การใช้จ่ายทำอย่างโปร่งใสที่สุด และตรวจสอบได้ หรือไม่เช่นนั้นก็ต้องทำหน้าที่ประเมิน       สรุปความเสี่ยง และรายงานให้รับทราบ ถ้า สศค. ไม่ทำหน้าที่เหล่านี้ทั้งที่เป็นด่านสุดท้าย ประเทศจะอยู่อย่างไร "ผมเข้าใจและเห็นใจข้าราชการทุกคน เพราะทุกคนรับราชการเป็นอาชีพ ได้รับเงินเดือนก็ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ถ้าตกงานก็คงลำบาก มีลูกเมียที่ต้องรับผิดชอบ ถูกบีบ ถูกครอบ จนสุดท้ายก็ต้องทำ แต่ผมขอยกประโยคของอาจารย์ป๋วยขึ้นมาเตือนใจ เพราะคำพูดคำนี้เป็นหลักการทำงานของผมเสมอคือ คนเราถ้าทำงานโดย ไม่ยึดติดเก้าอี้ก็จะตัดสินใจได้ถูกต้องเสมอ" ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าวผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างการปาฐกถาดังกล่าว ข้าราชการระดับสูงของกระทรวงการคลังและ สศค.  ที่เข้าร่วมต่างนั่งฟังเงียบกริบ และมีสีหน้าไม่สู้ดีนักวันเดียวกันคุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) แถลงภายหลังมอบนโยบายแก่ผู้บริหารระดับสูงของ ก.พ.ร. ว่า  ได้มอบหมายให้นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการ ก.พ.ร. ไปจัดทำแผนปฏิบัติงานเร่งด่วน 4 เรื่อง เพื่อดำเนินการภายใน 1 ปี ของรัฐบาลชุดนี้ ได้แก่  1. การเพิ่มตัวชี้วัดด้านคุณธรรมจริยธรรมลงในการจัดทำคำรับรอง         การปฏิบัติราชการของกระทรวง ทบวง กรม และจังหวัด   2. การแก้ไขปัญหาเรื่องการทับซ้อนของกรมต่าง ๆ ภายในส่วนราชการ 2-3 กระทรวง โดยหนึ่งในนั้นมีสำนักงาน ก.พ.ร. กับสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) รวมอยู่ด้วย ซึ่งตนจะลงมาดูแลเรื่องนี้เอง โดยจะเชิญผู้บริหาร ก.พ.ร. และ ก.พ. มาหารือต่อไป อย่างไรก็ตาม ที่พูดไม่ได้หมายความว่าจำเป็นต้องยุบรวมกระทรวงทันที แต่ในการทำงาน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องประสานงานกันให้ดี คุณหญิงทิพาวดีกล่าวว่า เรื่องที่ 3. การเพิ่มคุณภาพในการให้บริการประชาชน  และ 4.การเชื่อมโยงการทำงานของผู้ว่าราชการจังหวัดแบบบูรณาการกับการให้บริการประชาชน โดย ก.พ.ร. ต้องประสานงานกับกระทรวงมหาดไทย   ทั้งนี้ ยืนยันว่าจะไม่มีการยกเลิกนโยบายผู้ว่าฯ แบบบูรณาการ (ซีอีโอ) เพราะเป็นหลักการที่ดี แต่ในทางปฏิบัติคิดว่าผู้ว่าฯบางจังหวัดถูกเปลี่ยนแปลงบ่อย ทำให้การทำงานขาดตอน ดังนั้น ต่อไปผลสัมฤทธิ์     ของงานตามคำรับรองการปฏิบัติราชการจะเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายผู้ว่าฯ ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้ขวัญและกำลังใจข้าราชการดีขึ้นด้านนายทศพรกล่าวว่า สำหรับส่วนราชการที่มีปัญหาเรื่องงานทับซ้อนกันคือ การดูแลเรื่องน้ำของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งตนทราบจากนายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ว่า นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้ความสำคัญกับเรื่องน้ำมาก และจะหารือเรื่องดังกล่าวเอง โดยในวันที่ 20 ตุลาคม   ตนจะเข้าพบนายโฆสิตเพื่อขอรับทราบนโยบาย ส่วนความเป็นไปได้ในการนำผลการศึกษาเรื่องการปรับโครงสร้างกระทรวง ทบวง กรม ที่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เคยศึกษาไว้ขึ้นมาพิจารณานั้น คงต้องรอการประชุมบอร์ด ก.พ.ร. ก่อน  เพราะขณะนี้สำนักเลขาธิการ ครม. ได้ตีกลับทั้งร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม และร่าง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน คืนมาก็ต้องนำเรื่องนี้ให้บอร์ด ก.พ.ร. พิจารณาอีกครั้ง ก่อนนำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไปผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้รัฐบาลทักษิณได้วางพิมพ์เขียวปฏิรูปราชการระลอก 2 โดยเหลือ 18 กระทรวง จากเดิม 20 กระทรวง โดยให้ยุบรวมกระทรวง 2 คู่ ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์-กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี-กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที)มติชน  19  ต.ค.  49