บันทึกเก่าเล่าใหม่จากศรีลังกา02


เมื่อปีที่แล้วผมได้เปิดสมุดเรื่องการฉลอง 260 ปี สยามวงศ์ และบันทึกแรกก็คือ

01.อารัภมบท:260 ปีสยามวงศ์: ใคร อะไร ที่ไหน ทำไมและอย่างไร

 

อารัมภบท

ผมเปิดสมุดเรื่อง 260 ปีสยามวงศ์ด้วยความปลื้มปีติเพราะมีความตั้งใจมากที่จะจัดงานฉลองวาระดังกล่าวซึ่งผมเชื่อว่าผมได้รับโอกาสจากธรรมะจัดสรร ตั้งแต่การได้ไปประจำการที่อินเดีย ได้มีโอกาสศึกษาค้นคว้าเรื่องของของพระพุทธศาสนา วิถีพุทธในอินเดีย ประวัติศาสตร์และสิ่งน่ารู้ของอินเดียในปัจจุบัน รวมทั้งได้ีมีโอกาสบวชถวายในหลวง 80 พรรษา ซึ่งเป็นบุญกุศลอย่างสูงสุดในชีวิตและต่อมาได้มีโอกาสไปรับตำแหน่งเอกอัครราชทูต ณ กรุงโคลัมโบ ศรีลังกาอีก ก็เท่ากับว่าผมได้มีโอกาสเดินไปบนเส้นทางธรรม จากแดนพุทธภูมิสู่แดนพุทธธรรมอันศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่มาของการได้รับรู้เรื่องราวของพระมหาเถระผู้ยิ่งใหญ่องค์หนึ่งในประวัติศาสตร์ของพุทธศาสนาในศรีลังกาและต้องเป็นประวัติศาสตร์ของสยามประเทศด้วย นั้่นคือเรื่องราวของพระอุบาลีจากวัดธรรมาราม อยุธยาซึ่งได้รับหน้าที่ที่สำคัญและทรงเกียรติ์ให้ไปบวชพระศรีลังกาซึ่งพระอุบาลีทำหน้าที่ได้ดียิ่ง ทำให้พุทธศาสนาในศรีลังกาสืบต่อมาจนถึงทุกวันนี้ 

เรื่องราวของพระอุบาลี อาจเลือนหายไปตามกาลเวลาเพราะเนิ่นนานมาถึง เกือบ 260 ปีแล้ว ในปี 2556 จะเป็นปีที่ครบรอบ 260 ปีของการก่อตั้งสยามวงศ์ในศรีลังกา ดังนั้นเพื่อเป็นการเทิดเกียรติของพระมหาเถระรูปนี้ ผมตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะจัดงานฉลองดังกล่าวในฐานะเอกอัครราชทูตไทยประจำศรีลังกา

ผมพบว่าเรื่องราวของพระอุบาลีนั้นมิได้เกี่ยวกับพระอุบาลีเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับบุคคลต่างๆ มากมายทั้งสยามและศรีลังกาซึ่งล้วนมีบทบาทและมีความสำคัญยิ่ง เราไม่ควรลืมบุคคลเหล่านี้และผมตั้งใจที่จะทำให้คนรุ่นนี้ได้ตระหนักถึงคุณค่าและคุรงามความดีของบุคคลเหล่านี้ โดยจะรวบรวมข้อเขียนที่เกี่ยวกับพระอุบาลี ทั้งเรียบเรียงเองและนำมาจากที่อื่นมาไว้ที่เดียวกันเพื่อจะได้เป็นที่รวมเรื่องราวอันทรงคุณค่านี้

ขออาราธณาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ  พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล(ซึ่งเคยเสด็จฯ เยือนศรีลังกา)  ตลอดจนพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ฯ ซึ่งผมในฐานะเอกอัครราชทูต ขอจงช่วยส่งและเสริมให้การจัดงานฉลอง 260 สยามวงศ์ครั้งนี้ราบรื่น บรรลุความสำเร็จ เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศและต่อชาวพุทธทั่วโลก ด้วยเทอญ....สาธุ

เป็นอารัมภบทจากใจจริง

ด้วยความปรารถนาดี

พลเดช วรฉัตร

ออท. ณ กรุงโคลัมโบ


ซึ่งต่อมามีสมาชิกเข้ามาแสดงความเห็น ดังนี้

     เจริญพร ท่านอาจารย์พลเดช วรฉัตร

   อาตมาได้ศึกษาเรื่องราวของการก่อตั้งสยามวงศ์ตามตำราและเว็บไซท์ต่างๆ ก็มีความซาบซึ้งในวีรกรรมอันกล้าหาญของทั้งชาวแคนดีและชาวสยามเป็นอย่างยิ่ง แต่ทว่ามีข้อสงสัยอยู่เรื่องนึงเกี่ยวกับนักบวชคณินนานเส ในหนังสือตามรอยพระอุบาลีของลังกากุมาร  คณินนานเสนี้เป็นนักบวชประเภทหนึ่งของศรีลังกาในสมัยก่อน  บ้างก็ห่มผ้าขาว บ้างก็ห่มจีวรเหมือนพระสงฆ์ แต่ไม่ได้เป็นพระสงฆ์ตามพระธรรมวินัย และจะเรียกตัวเองว่า "สามเณร"  ซึ่งในหนังสือเล่มนี้ก็ยังบอกอีกด้วยว่า สามเณรสรณังกรก็ได้ไปบวชในสำนักของท่านคณินนานเส นามว่าสูริยโกดะเถระ เจ้าอาวาสวัดสูริยโกดะวิหาร

  คำถามก็คือ นั่นแสดงว่าแต่เดิมก่อนที่พระอุบาลีเถระจะมาทำการอุปสมบทเป็นพระภิกษุให้ ท่านสรณังกรก็เป็นคณินนานเสมาก่อน ไม่ใช่สามเณรตามพระธรรมวินัย ใช่หรือไม่ ? ขออาจารย์ช่วยให้ความกระจ่างในเรื่องนี้ด้วย เพราะตำราเล่มอื่นๆ หรือตามเว็บไซท์ ไม่ค่อยจะได้กล่าวถึงนักบวชคณินนานเสนี้เท่าใดนัก

   สุดท้ายนี้...ขอให้ท่านอาจารย์ประสบความสุขความสำเร็จทั้งทางโลกและทางธรรมด้วยเทอญ ฯ      

 
หมายเลขบันทึก: 550746เขียนเมื่อ 12 ตุลาคม 2013 09:34 น. ()แก้ไขเมื่อ 12 ตุลาคม 2013 09:34 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (5)

ตอบคำถามนะครับ

 ผมเข้าใจว่าในสมัยก่อนที่พระพุทธศาสนาจะเสื่อมในศรีลังกาก็มีพระสงฆ์และสามเณรอยู่ครบพุทธบริษัท 4 ซึ่งก็รวมถึงพระภิกษุณีด้วย แต่จากการที่มีต่างชาติมารุกรานปปรกครองศรีลังกาตั้งแต่โปรตุเกส ฮอลันดาและอังกฤษเป็นลำดับสุดท้าย พุทธศาสนาจึงค่อยๆ เสื่อมลง พระสงฆ์และสามเณรก็เลยสูญไปและที่ีมีอยู่ก็เปลี่ยนสภาพเป็นเพียง คณินนานเส หรือนักบวช ซึ่งก็คงมีสามเณรอยู่เป็นแน่ สามเณและนักบวชเหล่านี้ ก็คงยังมีคนที่เก่งในธรรมะอยู่เช่นกันเพียงแต่ว่าไม่ได้เป็นพระเหมือนเช่นเดิม ดังนั้นใครที่เก่งมีความรู้ธรรมะก็ยังคงได้รับความนับถืออยู่ จึงอาจไม่แปลกที่สามเณรที่เหลืออยู่เคยไปเรียนกับนักบวชที่มีอยู่ในสมัยนั้น 

และเท่าที่ปรากฏข้อมูลสามเณรสรณังกรเป็นผู้รู้ธรรมะอย่างดีเยี่ยมคนหนึ่งในศรีลังกาในขณะนั้นจึงน่าจะรู้พระวินัยเป็นอย่างดี เพราะได้แต่งตำราและหนังสือธรรมะไว้มากมายในช่วงเป็นเณร จึงน่าจะสันนิษฐานว่าท่านน่าจะเป็นเณรถูกต้องตามพระวินัยครับ เพียงแต่เคยไปเรียนกับนักบวช

นี่เป็นการสันนิษฐานของผมนะครับ 

 

อ่านตั้งแต่เช้าแล้วค่ะ แต่เข้าระบบไม่ได้ ดีใจที่จะได้อ่านบความผ่านgotoknowอีกครั้ง

ตันติราพันธ์

ถึงเวลาที่จะกลับมาอีกครั้ง ขอบใจจ๊ะ 

พระมหาวิริยะ ธมฺมสารี

อาตมาก็สันนิษฐานในใจอย่างนั้นเหมือนกัน ขอบคุณมากๆ สำหรับข้อมูล ขอให้ท่านอาจารย์เจริญรุ่งเรืองในหน้าที่และในงานพระศาสนายิ่งๆ ขึ้นไป

พระมหาวิริยะ ธมฺมสารี

อาตมาก็สันนิษฐานไว้อย่างนั้นเหมือนกัน ขอบคุณท่านอาจารย์มากๆ สำหรับข้อมูลนี้ ขอให้เจริญรุ่งเรืองในหน้าที่และในงานพระศาสนายิ่งๆ ขึ้นไป

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี