การฝึกสติ  การฝึกสมาธิ
ความแตกต่างที่ต้องทำความเข้าใจ

การเรียนการสอนในยุคของการสื่อสารไร้พรมแดนทำให้เกิดช่องทางในการแสวงหาความรู้ของผู้เรียนอย่างไม่มีขีดจำกัด  ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้โดยอาศัยอินเตอร์เน็ต (internet  ที่เป็นระบบเครือข่ายเชื่อมต่อแหล่งความรู้ต่าง ๆ ได้ทั่วโลก  การเรียนรู้ในลักษณะนี้มีทั้งข้อดีข้อเสีย  ข้อดีคือสะดวกรวดเร็วและเรียนรู้ได้อย่างไม่มีขีดจำกัดทั้งเวลาและสถานที่  ส่วนข้อเสียคือ  อินเตอร์เน็ตเป็นระบบเครือข่ายแบบเสรี  ไม่สามารถแยกแยะสิ่งที่ไม่ดี  สิ่งที่ไม่เหมาะสม  หรือสิ่งที่ผิดกฏหมาย  เช่น  สื่อลามก  เกมส์ที่สร้างความรุนแรง  รวมทั้งบุคคลมิจฉาชีพออกจากระบบได้  ทำให้ผู้เรียนหรือนักเรียนต้องเผชิญกับสิ่งที่เย้ายวนยั่วยุให้เกิด  ราคะ  โทสะ  โมหะ  ส่งผลให้คุณธรรมและจริยธรรมเสื่อมถอย  เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมา เช่น  การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร การใช้ความรุนแรง  การก่ออาชญากรรม  การติดยาเสพติด  ฯลฯ 

ปัจจุบันได้มีการแก้ไขปัญหาเหล่านี้  โดยการปิดเวปเครือข่ายที่ไม่ดีไม่เหมาะสม โดยการติดตามจับกุมลงโทษ  แม้ในสถานศึกษาเองก็ได้มีมาตรการควบคุมการสั่งห้ามผู้เรียนไม่ให้มีการใช้อินเตอร์เน็ตไปในทางที่ไม่เหมาะสม  แต่ก็ไม่ได้ผลเท่าที่ควร  เพราะเป็นการแก้ที่ปัญหาภายนอก  ส่วนในทางพระพุทธศาสนาให้ความสำคัญของการแก้ปัญหาภายในจิตใจเป็นสำคัญ  โดยเน้น “การฝึกสติ” เพราะสติเป็นธรรมะที่มีอุปการะมากทำให้เกิดการระมัดระวัง  ไม่ยอมถลำลงไปในทางเสื่อม และไม่ยอมพลาดโอกาสสำหรับความเจริญก้าวหน้า ตระหนักดีถึงสิ่งที่จะต้องทำและไม่ทำ ใส่ใจสำนึกอยู่เสมอในหน้าที่  ไม่ปล่อยปละละเลย  กระทำการด้วยความจริงจัง  และพยายามก้าวรุดหน้าอยู่ตลอดเวลา[1]  ดังนั้นการฝึกสติจึงเป็นหลักและวิธีการที่ดีและเหมาะสมอย่างยิ่งที่ควรนำมาบูรณาการกับการเรียนการสอนยุคการสื่อสารไร้พรมแดนนี้

              การฝึกสติ  สามารถแบ่งออกได้สองลักษณะใหญ่ ๆ คือ (๑) การฝึกสติเพื่อความพ้นทุกข์  หมายถึง  การฝึกสติในลักษณะของการปฏิบัติธรรมขั้นสูง  มีเป้าหมายเพื่อความพ้นทุกข์  ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษว่า minfulness[2]  ในความหมายนี้การฝึกสติอยู่ในฐานะของธรรมะที่เป็นคุณวิเศษเหนือมนุษย์ (อุตตริมุสสธรรม) [3] มีชื่อเรียกเฉพาะในพระพุทธศาสนาหลายชื่อคือ  สติปัฏฐาน[4]  สตินทรีย์[5]  สติพละ[6]  สติสัมโพชฌงค์[7] และสัมมาสติ[8] (๒) การฝึกสติทั่วไป  หมายถึง  การฝึกสติเพื่อใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน อาทิ  ยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ขับถ่าย ปัสสาวะ คิด พูด ทำ ฯลฯ  รวมทั้งใช้ในการศึกษาเล่าเรียนและในการทำงาน  เป็นต้น  มีลักษณะการฝึกเพื่อให้เกิด  การระลึก  นึกถึง  นึกไว้  ซึ่งจะส่งผลทำให้จิตมีคุณลักษณะของการระลึกได้  นึกได้  ไม่เผลอ ไม่ลืม ในเรื่องที่ผ่านไปแล้วหรือเรื่องที่กำลังจะผ่านไปก็ได้ ตรงกับภาษาอังกฤษว่า recall, recollection[9]  ตามความหมายนี้สติจึงมาคู่กับสัมปชัญญะ  คือความรู้สึกตัว  รู้เท่าทันการทำ การพูด การคิด  สติสัมปชัญญะเป็นธรรมะที่มีอุปการะมาก  มีประโยชน์ในการนำมาใช้กับชีวิตประจำวัน  ในการศึกษาเล่าเรียน  ในการทำงาน  อย่างไรก็ตามการฝึกสติสองลักษณะดังกล่าวต่างก็เป็นเหตุปัจจัยแก่กันคือ  เมื่อฝึกสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ก็เป็นเหตุให้เกิดการสำรวมอินทรีย์สมบูรณ์  เมื่อมีการสำรวมอินทรีย์สมบูรณ์ก็เป็นเหตุให้ กาย  วาจา  ใจสุจริตสมบูรณ์  เมื่อกาย วาจา  ใจสุจริตสมบูรณ์ก็เป็นเหตุให้สติปัฏฐานสมบูรณ์  เมื่อสติปัฏฐานสมบูรณ์ก็เป็นเหตุให้สติสัมโพชฌงค์สมบูรณ์  เมื่อสติสัมโพชฌงค์สมบูรณ์ก็เป็นเหตุให้เกิดวิชชาและวิมุติ[10]  และในทางกลับกันเมื่อเกิดวิชชาวิมุติขึ้นก็เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ประกอบกิจชีวิตประจำวัน  การศึกษาเล่าเรียน  การทำงาน  ได้โดยถูกต้องดีงามและมีประสิทธิภาพ  เกิดประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น  ตลอดจนเกิดประโยชน์ต่อสังคมโดยส่วนรวม  ผู้ที่เข้าถึงซึ่งวิชชาและวิมุตินี้ทางพระพุทธศาสนาถือว่าเป็นผู้หลุดพ้นเป็น “พระอรหันต์” ซึ่งไม่มีกิเลสคือ  ความโลภ  ความโกรธ  ความหลง  ในจิตใจ  แต่ถ้าวิชชาและวิมุติยังไม่สมบูรณ์เต็มที่ก็เป็นพระอริยเจ้าหรือเป็นอริยบุคคลลดหลั่นลงมาคือ  อนาคามี  สกทาคามี  โสดาบัน[11] 

นอกจากการฝึกสติแล้วยังมีคำหนึ่งที่มีความหมายคล้ายกันหรือบางครั้งใช้แทนกันได้นั่นคือ ”การฝึกสมาธิ”  เป็นการกำหนดจิตแน่วแน่อยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง  ไม่ให้ฟุ้งซ่าน[12]  ซึ่งสามารถแบ่งเป็นสองลักษณะใหญ่ ๆ (๑) การฝึกสมาธิเพื่อความพ้นทุกข์  ซึ่งเป็นสมาธิในพระพุทธศาสนา  เป็นสมาธิในทางปัญญา  สมาธิที่มีนิพพานเป็นอารมณ์[13]  เป็นสัมมาสมาธิ  หมายถึงสมาธิชอบ (สมาธิถูก)  อยู่ในข้อที่ ๘ ของอริยมรรคมีองค์ ๘  หรืออยู่ในหลักไตรสิกขา  ศีล  สมาธิ  ปัญญา  ซึ่งสมาธิในไตรสิกขานี้ประกอบด้วย  สัมมาวายะมะ  สัมมาสติ  สัมมาสมาธิอยู่ในหมวดเดียวกัน[14]  ตามความหมายนี้การฝึกสมาธิจึงมีความหมายเหมือนกันกับการฝึกสติ  ไม่แยกจากกัน  ในทางกรรมฐานจะใช้คำว่า  สมถะและวิปัสสนา[15]  (๒) การฝึกสมาธิทั่วไป  เป็นการฝึกสมาธิเพื่อความสงบ  เพื่อความสุข  แต่ไม่เป็นไปในทางปัญญา  เป็นสมาธิซึ่งมีอยู่ในทุกศาสนา  (ในทางพระพุทธศาสนาจะใช้สมาธิทั่วไปเป็นฐานของการเจริญปัญญาเพื่อความพ้นทุกข์  ตามข้อ (๑))  ตามความหมายนี้  การฝึกสมาธิทั่วไปจึงแตกต่างจากการฝึกสติคือ  การฝึกสมาธิเป็นการกำหนดจิตแน่วแน่อยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง  ไม่ให้ฟุ้งซ่าน  การฝึกสมาธิจึงต้องการความสงบ  ปราศจากสิ่งรบกวน  ดังนั้นในสถานศึกษาที่มีผู้คนพลุกพล่าน  มีเสียงรบกวน  จึงเป็นอุปสรรคต่อการฝึกสมาธิ  ส่วนการฝึกสติเป็นการตามระลึก  นึกได้  ไม่ต้องกำหนดจิตแน่วแน่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง  คือตามดูรู้ทันสิ่งต่าง ๆ แล้วใช้การพิจารณาสังเกตกิจที่ทำในชีวิตประจำวัน  เช่น  ยืน  เดิน  นั่ง  นอน  รับประทานอาหาร  เรียนหนังสือ  เป็นต้น  สถานศึกษาที่มีผู้คนพลุกพล่าน  มีเสียงรบกวน  จึงไม่เป็นอุปสรรคต่อการฝึกสติ 

และเพื่อขยายความแตกต่างของการฝึกสติกับการฝึกสมาธิให้ละเอียดชัดเจน  จึงต้องพิจารณาสมาธิและสติในอีกความหมายหนึ่งคือ  “เจตสิก”  แปลว่า  เครื่องปรุงของจิต[16]  สมาธิมีชื่อว่า “เอกัคคตาเจตสิก”[17]  หมายถึง  เครื่องปรุงของจิตที่ทำให้ภาวะจิตมีอารมณ์หนึ่งเดียว  มีลักษณะไม่ซัดส่าย  ไม่ฟุ้งซ่าน[18]  เป็นเจตสิกที่มีลักษณะเข้าได้กับเจตสิกอื่น ๆ  ทั้งฝ่ายดีฝ่ายชั่ว  และฝ่ายกลาง ๆ  ถ้าเข้ากับฝ่ายดี[19] ซึ่งมี ๒๕ อย่าง  อาทิเช่น สัทธาเจตสิก  สติเจตสิก  ปัญญาเจตสิก  เป็นต้น ก็จะส่งผลทำให้จิตมีสภาพเป็นจิตที่ดี  และในทางตรงกันข้ามถ้าสมาธิเจตสิกไปเข้ากับเจตสิกที่เป็นฝ่ายชั่ว[20] ซึ่งมี ๑๔ อย่าง อาทิเช่น  โลภะเจตสิก  โทสะเจตสิก โมหะเจตสิก  เป็นต้น  ก็จะส่งผลทำให้จิตมีสภาพเป็นจิตที่ชั่ว  และถ้าเข้ากับเจตสิกที่เป็นกลาง ๆ[21] ซึ่งมี ๑๒ อย่าง (ไม่รวมกับเอกัคคตาเจตสิกหรือสมาธิ)  ก็จะส่งผลทำให้จิตมีสภาพเป็นจิตกลาง ๆ ไม่เป็นจิตดีหรือชั่ว  ส่วนสติมีชื่อว่า “สติเจตสิก”  เป็นเจตสิกฝ่ายดีที่จะเข้าได้กับเจตสิกฝ่ายดี ๒๕ อย่างและเข้าได้กับเจตสิกที่เป็นกลาง ๆ ๑๓ อย่าง (รวมเอกัคคตาเจตสิกหรือสมาธิด้วย) แต่ไม่สามารถเข้าได้กับเจตสิกที่เป็นฝ่ายชั่ว ๑๔ อย่าง  เมื่อพิจารณาตามความหมายแบบเจตสิกแล้วจะเห็นว่า  “การฝึกสติ”  จึงเป็นการปฏิบัติที่ปลอดภัย  เพราะทำให้ผู้ฝึกดำรงอยู่แต่ในจิตฝ่ายดี  ฝ่ายกุศลอย่างเดียว  แต่การฝึกสมาธิถ้าไม่เข้าใจก็อาจทำให้จิตอยู่ในฝ่ายชั่ว  ฝ่ายกุศลได้  ซึ่งสอดคล้องกับพระพุทธพจน์ที่พระพุทธเจ้าให้ความสำคัญเป็นอย่างมากกับการฝึกสติว่าเป็นข้อปฏิบัติที่อยู่ในระบบของทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา)  และเป็นข้อปฏิบัติที่พระพุทธองค์ทรงชี้ชัดว่าเป็นทางเดียวที่ดับทุกข์ได้ (เอกายนมรรค)  ไม่มีทางอื่น  และมีในพระพุทธศาสนาเท่านั้น[22]    

 



[1]พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.  ปยุตฺโต), พุทธธรรม  ฉบับปรับปรุงและขยายความ, พิมพ์ครั้งที่ ๒๐,(กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์  บริษัท  สหธรรมมิก  จำกัด, ๒๕๕๓), หน้า ๘๐๕.

[2] พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.  ปยุตฺโต), พุทธธรรม  ฉบับปรับปรุงและขยายความ, เชิงอรรถ  หน้า ๒๑.

[3] วิ. ม. (บาลี)  ๑/๑๙๓-๒๑๑/๑๒๖-๑๒๙, วิ. ม. (ไทย)  ๑/๑๙๓-๒๑๑/๑๗๗-๒๑๐. 

                   [4]สติปัฏฐาน  หมายถึง  หลักและวิธีการปฏิบัติธรรม  โดยใช้ความเพียร (อาตาปี)  สัมปชัญญะ (สัมปชาโน)  และสติ (สติมา)  ตามดูตามรู้ที่ตั้ง ๔ อย่าง  คือ (๑) กาย  (๒) เวทนา  (๓) จิต  (๔) ธรรม  เพื่อกำจัดความยินดี (อภิชฌา)  ความยินร้าย (โทมนัส), อ้างใน  สํ.ม. (บาลี) ๑๙/๘/๘, สํ.ม. (ไทย) ๑๙/๘/๑๒-๑๓, ที.ม,(บาลี) ๑๐/๓๗๓/๒๔๘.ที.ม,(ไทย) ๑๐/๓๗๓/๓๐๑-๓๐๒.

[5] สตินทรีย์  มาจากคำว่า สติ + อินทรีย์  แปลว่า  สติที่เป็นใหญ่  หรือ ความเป็นใหญ่คือสติ  เป็นธรรมข้อที่ ๓ ในหลักอินทรีย์ ๕ ที่แสดงถึงความแก่กล้าที่ถึงพร้อมเพื่อการบรรลุธรรมเป็นพระอริยะ หรืออริยบุคคล ได้แก่  ๑) สัทธินทรีย์  ๒) วิริยินทรีย์  ๓) สตินทรีย์  ๔) สมาธินทรีย์  ๕) ปัญญินทรีย์

[6]สติพละ  มาจากคำว่า สติ + พละ  แปลว่า  สติที่เป็นกำลัง  หรือ กำลังของสติ  เป็นธรรมข้อที่ ๓ ในหลักพละ ๕ ที่แสดงถึงความแก่กล้าที่ถึงพร้อมเพื่อการบรรลุธรรมเป็นพระอริยเจ้า  หรือ  อริยบุคคล ได้แก่ 
๑) สัทธาพละ  ๒) วิริยะพละ  ๓) สตพละ  ๔) สมาธิพละ  ๕) ปัญญาพละ

[7]สติสัมโพชฌงค์  มาจากคำว่า  สติ + องฺค  แปลว่า  สติที่เป็นองค์ธรรมเพื่อการตรัสรู้  เป็นธรรมะข้อแรกในหลักโพชฌงค์ ๗

                 [8]สัมมาสติ  แปลว่า  สติชอบ  ระลึกชอบ  ตรงข้ามกับมิจฉาสติ  สติผิด  ระลึกผิด เป็นธรรมะข้อที่ ๗  ในอริยมรรคมีองค์ ๘  คือ  ๑) สัมมาทิฏฐิ  ความเห็นชอบ  ๒)  สัมมาสังกัปโป  ความดำริชอบ ๓) สัมมาวาจา  เจรจาชอบ  ๔) สัมมากัมมันโต  การงานชอบ  ๕) สัมมาอาชีโว  อาชีพชอบ  ๖) สัมมาวายาโม  ความเพียรชอบ  ๗) สัมมาสติ  สติชอบ  ๘)สัมมาสมาธิ  สมาธิชอบ  คำว่า  สัมมาสติ  สติปัฏฐาน  เอกายนมรรค  มีความหมายเหมือนกันใช้แทนกัน, อ้างใน สํ.ม. (บาลี) ๑๙/๘/๘, สํ.ม. (ไทย) ๑๙/๘/๑๒-๑๓, เทียบ  ที.ม,(บาลี) ๑๐/๓๗๓/๒๔๘.ที.ม,(ไทย) ๑๐/๓๗๓/๓๐๑-๓๐๒.  

[9] พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.  ปยุตฺโต), พุทธธรรม  ฉบับปรับปรุงและขยายความ, เชิงอรรถ  หน้า ๒๑.

[10] พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.  ปยุตฺโต), พุทธธรรม  ฉบับปรับปรุงและขยายความ, หน้า ๕๗๘.

[11] พึงเข้าใจว่าพระอรหันต์  ใช้กับพระสงฆ์ เท่านั้น  เพราะในวิสัยคฤหัสถ์ไม่สามารถรองรับอริยบุคคลขั้นสูงสุดนี้ได้ ในมหาวัจฉโคตตสูตร  ว่าด้วยเรื่องพุทธบริษัทผู้ทำให้แจ้งวิมุติ  แสดงเพศคฤหัสถ์เป็นอริยบุคคลได้เฉพาะ  อนาคามี  สกทาคามี  โสดาบัน, ดูรายละเอียดใน  ม.ม. (ไทย) ๑๔/๑๙๕/๒๓๐.

  [12]พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.  ปยุตฺโต), พุทธธรรม  ฉบับปรับปรุงและขยายความ, หน้า ๘๒๔.     

[13]สํ.ม. ๑๙/๘๗๔/๒๖๔, ๘๖๘/๒๖๒, สํ.อ. ๓/๓๓๗, อ้างในพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.  ปยุตฺโต), พุทธธรรม  ฉบับปรับปรุงและขยายความ, หน้า ๘๒๕.      

   [14] มรรคมีองค์ ๘ สงเคราะห์ลงในไตรสิกขา  ดังนี้  มรรคข้อที่ ๓) สัมมาวาจา, ๔) สัมมากัมมันตะ, ๕) สัมมาอาชีวะ สงเคราะห์ลงใน  ศีล,  มรรคข้อที่ ๖) สัมมาวายามะ, ๗) สัมมาสติ, ๘) สัมมาสมาธิ  สงเคราะห์ลงใน  สมาธิ,  มรรคข้อที่ ๑) สัมมาทิฏฐิ, สัมมาสังกัปปะ  สงเคราะห์ลงใน  ปัญญา,อ้างใน พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.  ปยุตฺโต), พุทธธรรม  ฉบับปรับปรุงและขยายความ, หน้า ๙๑๔-๙๑๕.     

                   [15]พึงเข้าใจว่าสมถะและวิปัสสนาไม่แยกจากกัน  จะทำหน้าที่สนับสนุนและเสริมกันไป  เหมือนการยกท่อนไม้ให้ลอยขึ้น  สมถะคือด้านโคนของท่อนไม้  วิปัสสนาคือด้านปลาย  เมื่อท่อนไม้ลอยขึ้นทั้งโคนและปลายก็ลอยขึ้นตามกัน  ซึ่งสงเคราะห์การฝึกสมาธิและการฝึกสติลงในหลักการและวิธีการปฏิบัติกรรมฐานในทางพระพุทธศาสนา ๔ อย่าง  ดังนี้  ๑) วิปัสสนามีสมถะนำหน้า หมายถึง  การฝึกสมาธิก่อนการฝึกสติ  ๒) สมถะมีวิปัสสนานำหน้า  หมายถึง  การฝึกสติก่อนการฝึกสมาธิ  ๓) สมถะและวิปัสสนาเข้าคู่กัน หมายถึง  การฝึกสมาธิกับการฝึกสติที่ผสมผสานกันไป คือ  เมื่อฝึกสมาธิได้ความตั้งมั่นของจิตแล้วจึงฝึกสติพิจารณาในทางปัญญา  และเมื่อสติพิจารณาสิ่งใดอยู่นาน ๆ ก็เกิดสมาธิตามมาก็ฝึกสมาธิอีกแล้วจึงฝึกสติต่อไป เข้าคู่กัน  สลับกันไป  ๔) การปฏิบัติเมื่อจิตถูกชักให้ไขว้เขวด้วยธรรมุธัจจ์ หมายถึง  เป็นลักษณะอาการเกิดขึ้นระหว่างที่ฝึกสมาธิและฝึกสติ  จิตถูกชักให้เขวด้วยวิปัสสนูปกิเลส  อาทิ  แสงสว่าง  ญาณ  ปีติ...ความติดใจ  เป็นต้น, อ้างใน  ขุ.ป. (บาลี) ๓๑/๓๐/๓๕๘-๓๖๔, ขุ.ป. (ไทย) ๓๑/๓๐/๔๘๒-๔๘๖.

   <