ชีวิตที่พอเพียง: 2008. เรียนรู้เรื่อง coaching
วันที่ ๒ ก.ย. ๕๖ ได้อ่านเรื่อง coaching ใน นสพ. ทีเดียว ๒ ฉบับคือเรื่อง Gen Y and Baby Boomers : Coaching Differences โดย Kriengsak Niratpattanasai ในบางกอกโพสต์และเรื่อง Character more important for a coach than skills and knowledge โดย Michael Heah ใน เดอะเนชั่นทำให้ตระหนักว่า สงสัยยุคนี้เรื่อง coaching จะเป็นแฟชั่นสำหรับ HRD
คุณเกรียงศักดิ์ใช้ TheCoach model ซึ่งเน้น 4-Iคือ Individual, Instruct, Inspire, และ Inquire คือต้องรู้จักและวางแนว coaching แก่ coachee เป็นรายคนแล้วใช้อีก 3-IInstruct คือสอนงานInspire โดยทำเป็นตัวอย่าง, เล่าเรื่อง, และเล่าประสบการณ์ของตัวโค้ชเอง
ในสายตาของผม สุดยอด coaching ทำได้โดย Inquiring คือถามคำถามเป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับโค้ชคนที่ทำงานแบบเน้นใช้ความรู้ (knowledge worker)
คุณเกรียงศักดิ์บอกว่า มีข้อแตกต่างในการโค้ช คนเจนวายกับคนยุคเบบี้บูมเมอร์ โดยได้เสนอให้พิจารณา 3-I
Instruct คือการสอนคนไทยทั้งสองรุ่นรับฟังอย่างสงบและมักไม่ถาม เหมือนๆ กันโดยโค้ชต้องอย่าเข้าใจผิดว่าเขาเห็นด้วยวิธีนี้ได้ผลน้อยที่สุด
Inspire คนเจนวายรับการ coaching โดยวิธีนี้ได้ดีกว่าโดยที่ในเบบี้บูมเมอร์ก็ได้ผล
Inquireได้ผลดีกว่าในคนรุ่น เบบี้บูมเมอร์ คนรุ่นเจนวายจะลังเลที่จะตอบคำถาม เพราะขาดประสบการณ์การทำงานแต่เมื่อได้พัฒนาความเชื่อถือไว้วางใจระหว่างกันแล้วคนทั้งสองรุ่นจะตอบสนองต่อ coaching แบบ inquiring ดีพอๆ กัน
ส่วนคุณไมเคิล เฮียะ เขียนเรื่องตัวโค้ชว่าบุคลิกของโค้ชสำคัญกว่าความรู้หรือทักษะในการโค้ชการให้ความเห็นแบบนี้ ผมไม่ค่อยเห็นด้วยผมว่าสำคัญพอๆ กันหรือสำคัญด้วยกันแต่สาระที่เขานำเสนอ ว่าบุคลิกด้านลบ ที่จะทำให้โค้ชไม่ประสบความสำเร็จมีอะไรบ้าง ผมเห็นด้วยทั้งหมด
เขาใช้คำว่า character killers คือเป็นบุคลิกที่ฆ่าตัวตายได้แก่ (๑) อวดเก่ง ว่าตนเก่งเหนือคนอื่น(๒) มองคนอื่นในแง่ลบ(๓) ขาดแรงบันดาลใจ(๔) ไม่มีพลังใจที่จะยืนหยัดในสิ่งที่ตนเชื่อ ทำให้ประนีประนอมเกินไป(๕) ไม่ดูแลบ้านของตนเองให้เรียบร้อยคือแนะคนอื่นได้แต่ชีวิตของตนเองวุ่นวายสับสน
ผมเคยเล่าเรื่องไปเรียนรู้เรื่อง coaching ไว้ ที่นี่
วิจารณ์ พานิช
๔ ก.ย. ๕๖