กังฟูมุสลิม
เรียบเรียงโดย อัลฮิลาล
เป็นที่รู้กันดีในประเทศจีนว่า ชาวหุย หรือ ชาวจีนมุสลิมเป็นกลุ่มชนที่อดทนและกล้าหาญอย่างยิ่ง พวกเขาจึงสามารถฟันฝ่าภยันตรายข้ามน้ำข้ามทะเลจากคาบสมุทรอารเบียแผ่นดินเปอร์เซียมาค้าขายยังจักรวรรดิจีนได้เมื่อพวกเขาตั้งรกรากสืบลูกหลานในประเทศจีนแล้วศิลปะวัฒนธรรมของจีนอย่างหนึ่งที่ชาวหุยนิยมชมชอบเป็นพิเศษคือศิลปะการป้องกันตัวของจีนที่เรียกว่า กังฟู หรือ วูซู หรือ อู่ซู่ เช่นกังฟูประเภทซ่วยเชียว (Shuai Chiao หรือการกอดปล้ำแบบจีน), เผ่าฉวน (Pao Quan), ถ่งเป่ยฉวน (Tong Bei Quan), หลิวโห่ฉวน (Liu Ho Quan), ไท่ซูชางฉวน (Tai Tzu Chang Quan), ป่าจี่ฉวน (Baji Quan), ไผ่ฉั่วฉวน (Pi Qua Quan )
ชาวหุยพยายามฝึกปรือจนเป็นเลิศในด้านกังฟูและในที่สุดพวกเขาก็พัฒนาสไตล์กังฟูของตัวเองขึ้นมาจนโด่งดังถึงทุกวันนี้เช่น ชาฉวน (Cha Quan), หัวฉวน (Hua Quan), ถ่นโถ่ย 10 ท่า (10 Routine Tan Tui หรือ Tom Toy), หลิวลู่ต้วนฉวน (Liu Lu Duan Quan), โถ่ยฉวน (Toi Quan), หย่งชานฉวน (Yong Chan Quan) ซึ่งสไตล์เหล่านี้ชาวหุยปรับปรุงมาจากวูซูดั้งเดิมต่างๆ ของทางเหนือ
ก่อนจะมีการคิดค้นอาวุธปืนขึ้นมาการสู้รบและป้องกันตัวในประเทศจีนจะใช้วิชากังฟูเป็นหลักผู้นำชาวหุยมักเรียกร้องให้ชาวหุยฝึกหัดกังฟูให้เชี่ยวชาญพวกเขาถือว่าการฝึกกังฟูเป็นการ “ฝึกตนเพื่อพระผู้เป็นเจ้า” ซึ่งช่วยให้ชาวหุยมีวินัยและกล้าหาญโดยเฉพาะพวกเขาต้องอยู่รอดให้ได้ในดินแดนที่มิใช่มาตุภูมิของตนเอง
และจนกระทั่งทุกวันนี้ ในงานฉลอง 3 เทศกาลสำคัญของชาวหุยทั้งวันไบรัมเล็ก (หรือวันออกบวชหรือตรุษอิดิลฟิตรีย์) วันกุรบ่าน (หรือวันตรุษอิดิลอัดฮา) และวันเมาลิดชาวหุยจะจัดการแข่งขันวูซู หรือไม่ก็แสดงวูซูโชว์ที่มัสยิดเสมอๆ
ชาวหุยเป็นนักสู้ที่ห้าวหาญ ในอดีตพวกเขาจำนวนมากรับราชการทหารและสามารถไต่เต้าเป็นนายพลหรือแม่ทัพมากมายและเช่นกันที่ชาวหุยจะจงรักภักดีต่อองค์จักรพรรดิอย่างที่สุดแม้พวกเขาจะเป็นลูกหลานชาวต่างชาติก็ตาม
ความจงรักภักดีของชาวหุยต่อจักรวรรดิจีน
หลังจากกองทัพมองโกลเข้ายึดครองประเทศจีน ก่อตั้งราชวงศ์หยวน (ค.ศ.1279-1368) ชาวจีนฮั่นวางแผนโค่นล้มราชวงศ์ของชาวมองโกลหลายครั้ง และเป็น จูหยวนจางชาวนาผู้นำทัพชาวจีนขับไล่มองโกลออกไปจากแผ่นดินจีนได้จูหยวนจางผู้เป็นปฐมจักรพรรดิราชวงศ์หมิงไม่เคยประกาศว่าพระองค์เป็นมุสลิม แต่แม่ทัพใกล้ชิดของพระองค์ทั้ง 6 คนเป็นมุสลิมแน่นอน ซึ่งได้แก่ ชางอู้ชุน (Chang Yuchun), หู ต้าห่าย (Hu Dahai), หมู่ หยิง (Mu Ying), หลันหยู่ (Lan Yu), เฟิง เซิง (Feng Sheng), และ ติง เต้อซิง (Ding Dexing) ซึ่งแม่ทัพทั้ง 6 คนเป็นปรมาจารย์วูซูชื่อดังของยุคนั้นแม่ทัพชางอู้ชุนเป็นผู้คิดค้นวูซูที่โด่งดังคือ ไค่ผิงเฉียงฟา (Kai Ping Qiang Fa) หรือการต่อสู้ด้วยทวนยังคงสอนกันอยู่ในเมืองจีนจนกระทั่งทุกวันนี้ส่วนแม่ทัพเฟิงเซิงมีผลงานโดดเด่นจนจูหยวนจางโปรดเกล้าให้เป็น “มหาอำมาตย์เฟิงแห่งราชวงศ์ซ่ง”
ปรมาจารย์กังฟูมุสลิมที่โด่งดังอีกคนหนึ่งก็คือ เจิ้งเหอ ยอดแม่ทัพเรือแห่งราชวงศ์หมิง
ช่วงบ้านเมืองวุ่นวายในปลายราชวงศ์หมิง (ค.ศ.1368-1644) เมื่อชาวแมนจูเข้ารุกรานจักรวรรดิจีนระลอกแล้วระลอกเล่าและท้ายที่สุดเข้ายึดครองแผ่นดินจีนได้ชาวหุยได้ต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับชาวฮั่นในการต่อต้านราชวงศ์ชิงหลายครั้ง หม่า โส่วหยิง (Ma Shou Ying) ชาวหุยมุสลิมร่วมมือกับ หลี่ ซี่เชิง (Li Zi Cheng หรือ King Cheng) ในการนำกองทัพชาวจีนซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวจีนมุสลิมต่อต้านกองทัพแมนจูหม่าถูกเรียกว่า “เหล่าหุยหุย” (Lao Hui Hui) หรือ “หุยอาวุโส” และกองทหารของเขาถูกเรียกว่า “กองทหารเหล่าหุยหุย” (Lao Hui Hui Battalion) แม้ช่วงที่แมนจูยึดครองประเทศจีนได้แล้วชาวหุยก็ไม่หยุดต่อต้านราชวงศ์แมนจูเพื่อฟื้นฟูราชวงศ์หมิงเพราะราชวงศ์หมิงเป็นราชวงศ์จีนแท้ๆมิใช่ชาวต่างชาติที่มายึดครองเช่นชาวแมนจู
ในปีค.ศ.1862 ตู้เหวินสิ่ว (Di Wen Xiu) เคยนำทัพชาวหุยในมณฑลยูนนานต่อต้านจักรพรรดิถ่งจื่อ (Tong Zhi) แห่งราชวงศ์ชิง และเขาสามารถยึดพื้นที่แถบตะวันตกเฉียงเหนือและตะวันตกเฉียงใต้ได้มากมาย
และเพราะการที่ชาวหุยมีความจงรักภักดีต่อราชวงศ์จีนสูงเช่นนี้แหละ ตลอดสมัยราชวงศ์ชิง (ค.ศ.1644-1911) ชาวหุยจึงไม่ได้รับความปรานีจากแมนจูเลยหากชาวหุยแสดงให้เห็นเพียงนิดว่ากระด้างกระเดื่องต่อผู้ปกครองชาวแมนจูพวกเขาจะถูกแมนจูปราบอย่างเ***้ยมโหดชาวหุยยังถูกห้ามมิให้เดินไปไหนด้วยกันเกิน 3 คน ห้ามพกพาอาวุธส่วนชาวหุยคนใดประกอบอาชญากรรมแม้เพียงเล็กน้อยก็อาจโดนข้อหาหนักถึงขั้นเป็นกบฏต่อแผ่นดิน และถูกตราหน้าว่าเป็น “หุยกบฏ” การลงโทษเช่นนี้ก็เพื่อต้องการให้ชาวหุยได้รับความอับอายในขณะเดียวกันก็เพื่อข่มขู่มิให้พวกเขาลุกฮือขึ้นมาต่อต้านราชวงศ์ชิงอีกแต่การปราบปรามดังกล่าวกลับทำให้ชาวหุยมีความมุ่งมั่นยิ่งกว่าเดิม!
บทบาทของชาวหุยต่อกังฟูจีน
Hui Contribution to Chinese Kung Fu
หลังราชวงศ์หมิงล่มสลายไปแล้ว ราชวงศ์ชิงห้ามชาวหุยฝึกกังฟูอีกแต่นั่นกลับทำให้ปรมาจารย์กังฟูมุสลิมแอบพัฒนากังฟูแบบฉบับของตนเองจนกระทั่งกังฟูมุสลิมยืนยงอยู่บนแผ่นดินจีนจนถึงทุกวันนี้
ในหนังสือ จี่เซียว สินซู (Jixiao Xinshu) เขียนโดย ฉี จี่กวาง (Qi Ji Guang) นักกลยุทธ์การทหารสมัยหมิงระบุว่าสำนักกังฟูที่โดดเด่นด้านการใช้ทวนมีอยู่ 3 สำนัก ได้แก่สำนักทวนตระกูลหยาง (Yang) ตระกูลหม่า (Ma) และตระกูลซา (Sha) ซึ่งทั้งตระกูลหม่าและตระกูลซาเป็นชาวหุยมุสลิมทุกวันนี้ลูกหลานของทั้งสองตระกูลยังคงสืบทอดตำราทวนต้นตำรับของตระกูล
นอกจากนี้ “หุยหุยซี่ป่าโซ่ว” (Hui Hui Shi ba Zou หรือ การฝึกการต่อสู้ 18 หมัดมวยของชาวหุย) ยังขึ้นชื่อว่าเป็นการฝึกการต่อสู้ที่ดีที่สุด
กั่นเฟิง ชี (Gan Feng Chi) ผู้นำชื่อก้องในการต่อต้านราชวงศ์ชิงได้รวมการฝึก 18 หมัดมวยของชาวหุยไว้ในหนังสือดังของเขาชื่อ หัวฉวนซงเจี้ยงฟา (Hua Quan zong Jiang Fa หรือ การสนทนาเรื่องหมัดมวยท่าสวยงาม)
ปรมาจารย์วูซูชาวหุยชื่อดังมีจำนวนมากทีเดียว พวกเขาชนะการแข่งขันมากมาย และก็เก่งวูซูหลายๆ แบบ เช่น
หวังซี่ผิง (Wang Zi Ping ค.ศ.1881-1973) เป็นปรมาจารย์วูซูประเภท ชาฉวน (Cha Quan) เขาคว่ำคู่ต่อสู้ชาวต่างชาติในการแข่งขันชกมวยมานับไม่ถ้วนทั้งนักมวยชาวรัสเซีย อเมริกัน ญี่ปุ่น และเยอรมนีโดยเฉพาะนักมวยชาวรัสเซียผู้ได้ฉายาว่า “ชายผู้แข็งแกร่งที่สุดในโลก” ถูกหวังซี่ผิงคว่ำจนเสียมวยในการแข่งขันชกมวยที่เซ็นทรัลพาร์ค กรุงปักกิ่งปีค.ศ.1918
ปรมาจารย์หวังมีชื่อเล่นว่า หยอนอาน (Yon An) เป็นชาวหุยมุสลิมจากเมืองชางโจว มณฑลเหอเป่ย เขาเกิดในตระกูลวูซู ตอนเด็กๆเขาเรียนวูซูจากญาติผู้พี่ ต่อมาศึกษาวูซูประเภท หัวฉวน (hua Quan) จาก ซาเป่าสิง (Sha Bao Xing) และ หม่า หยุนหลง (Ma Yun Long) และเรียนวูซูประเภทชาฉวนจาก หยาง หงสู่ (Yang Hong Xu) ต่อมาในปีค.ศ.1928 หลังจากมีการก่อตั้งสถาบันกลางศิลปะการป้องกันตัวแห่งประเทศจีนหวังซี่ผิงได้รับแต่งตั้งให้เป็นคณบดีของคณะเส้าหลินต่อมาเขาเป็นรองประธานสมาคมวูซูประเทศจีน
ในปีค.ศ.1960 หวังได้ติดตาม โจวเอินไหล นายกรัฐมนตรีจีนสมัยนั้นไปในการเยือนประเทศพม่าและหวังได้แสดงศิลปะการต่อสู้ของจีนในครั้งนั้นด้วยซึ่งน่าทึ่งอย่างยิ่งกับความแข็งแกร่งของร่างกายในวัย 80 เช่นนั้นความแข็งแกร่งของเขาทำให้หวังได้ชื่อว่าเป็น “ราชาแห่งหมัดพันปอนด์” เขาเป็นหนึ่งในยอดปรมาจารย์วูซูของจีนแห่งศตวรรษที่ 20
หม่าเฟิ่งถู่ (Ma Fengtu) เป็นปรมาจารย์วูซูชาวหุยอีกคนหนึ่งเขาเป็นนายพลในกองทัพของ เฟิง ยู่เสียง (Feng Yuxiang) และเป็นบิดาของหม่าเสียนต้า 1 ใน 4 ของ ต้วนระดับ 9 ของยุคปัจจุบัน ในปีค.ศ.1919 หม่าเฟิ่งถู่ได้ก่อตั้งสมาคมนักรบผู้รักชาติแห่งประเทศจีน
หม่าหยินถู่ (Ma Yintu) น้องชายของหม่าเฟิ่งถู่ก็เป็นปรมาจารย์วูซูชาวหุยอีกคนหนึ่งเขาชนะเลิศการแข่งขันวูซูแห่งชาติครั้งที่ 1 ในปีค.ศ.1929 หม่าหยินถู่เป็นอาจารย์ของ จ้าง เหวินกวาง (Zhang Wenguang) ยอดวูซูชาวหุยผู้ครองตำแหน่ง ต้วนระดับ 9 อีกคนหนึ่ง (ต้วนระดับ 9 หรือปรมาจารย์วูซูขั้นสูงสุดของจีนในปัจจุบันมีเพียง 4 คน)
จ้างเหวินกวาง เป็นปรมาจารย์วูซูประเภทชาฉวน เขาชนะการข่งขันมานับไม่ถ้วนในปีค.ศ.1936 เขาเป็นสมาชิกพิเศษในทีมวูซูจากประเทศจีนเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกครั้งที่ 11 ซึ่งจ้างได้แสดงวูซูประเภทชาฉวนโชว์ด้วยต่อมาจ้างเป็นรองประธานสมาคมวูซูแห่งประเทศจีน
แม้แต่วัดเส้าหลินก็ยังรับเอาวูซูประเภท ถ่นโถ่ย (Tun Tui หรือ Tom Toy) หรือ ขาสปริง (Spring Leg) ของชาวหุยมาให้นักเรียนวูซูฝึก เพื่อให้ใช้ขาได้คล่องแคล่วนอกจากนี้แล้วโรงเรียนกังฟูทางเหนือและทางใต้ก็รับเอาวูซูถ่นโถ่ยของชาวหุยไปฝึกด้วย ในวงการกังฟูของจีนมักมีคำพูดติดปากว่า “หากถ่นโถ่ยของคุณดีละก้อ กังฟูของคุณก็ต้องดีตามไปด้วย”
กังฟูถ่นโถ่ยของชาวหุยได้รับความนิยมไปทั่วประเทศจีน ทำให้เกิดคำพูดว่า “จากนานจิงไปปักกิ่งกังฟูที่ใช้ขาช่วงล่างได้ดีที่สุดต้องเป็นพวกหุยมุสลิมเท่านั้น” ทั้งกังฟูประเภทชาฉวนและหัวฉวนที่โรงเรียนกังฟูประเภทหมัดยาวของทางเหนือชอบฝึกกันนั้นมาจากการพัฒนาของชาวหุยทั้งสิ้นกังฟูอีกหลายประเภทที่พัฒนาโดยชาวหุยได้แก่
ป่าจีฉวน (Ba Ji Quan กังฟู 8 แผนผัง) สืบทอดมาโดย อู๋จง (Wu Zhong) ยอดกังฟูมุสลิมอีกคนหนึ่ง
หลิวเหอ (Liu He ทวนพันธมิตรทั้ง 6)
หลิวเหอฉวน (Liu He Quan)
เหอเป่ยสิ่งฉวน (Hebei Xing I Quan)
ถ่งเป่ยฉวน (Tong Bei Quan)
ไผ่ฉัวฉวน (Pi Qua Quan)
หลิวเหอป่าฟา (Liu He Ba Fa)
อย่างไรก็ตาม กำเนิดของกังฟูประเภท ชา-หัวฉวน และถ่นโถ่ย ยังมีทั้งความขัดแย้งและความคล้ายคลึงกันอยู่บ้าง กำเนิดของกังฟูประเภทชาและหัว
The Origin of the Cha and Hua Style
จากบันทึกของตระกูลชากังฟูชาฉวนได้รับความนิยมสูงและเป็นศิลปะการต่อสู้ของทางเหนือของจีนที่เก่าแก่มากทีเดียวกังฟูชาฉวนถือกำเนิดขึ้นในยุคเดียวกับที่เส้าหลินเริ่มพัฒนาขึ้นมากังฟูชาฉวนเน้นเรื่องความไว การเคลื่อนไหวที่คล่องแคล่วสามารถหยุดลงอย่างฉับพลันทันที และแน่นิ่งอยู่ในท่านั้นผู้ฝึกกังฟูท่านี้ต้อง “วูบหนึ่งเคลื่อนไปคล้ายลมพัดไหวอีกวูบหนึ่งตรึงกับที่แน่นิ่ง”
ชาฉวนถือกำเนิดขึ้นมาในสมัยราชวงศ์ถัง (ค.ศ.618-907) เรื่องมีอยู่ว่าพระจักรพรรดิได้ส่งกองทัพไปยังภาคตะวันออกเพื่อขับไล่ผู้รุกรานจากต่างแดนเมื่อกองทัพเคลื่อนถึงเมืองกวานเสียน (Guanxian ปัจจุบันอยู่ในมณฑลซันตง)นายพลคนหนึ่งซึ่งเป็นชาวหุยมุสลิมชื่อว่า หัว ซงฉี (Hua Zong Qi) เกิดบาดเจ็บขึ้นมา เขาจึงต้องพักรักษาตัวอยู่ที่นั่นในขณะที่กองทัพยังคงมุ่งหน้าต่อไปหัวซงฉีได้รับการดูแลรักษาพยาบาลของชาวนาในหมู่บ้าน เมื่อหายป่วยดีแล้วนายพลหัวจึงตอบแทนชาวบ้านเหล่านั้นด้วยการสอนกังฟูให้หัวเรียกกังฟูประเภทนี้ว่า เจี้ยนซี่ฉวน (Jianzi Quan หรือ Framed Boxing)
ผู้คนชื่นชอบความสามารถด้านวูซูของนายพลหัวมากเลยมาสมัครเป็นสาวกฝึกกังฟูกันมากมายต่อมาชั้นเรียนกังฟูของนายพลหัวชักจะขยายใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆท่านนายพลเลยให้ ชาหยวนอี้ (Cha Yuan Yi) ศิษย์เอกของท่านเดินทางมาจากบ้านเกิดเพื่อมาช่วยสอนด้วยชาหยวนอี้ก็เป็นยอดวูซูแต่เจี้ยนซี่ฉวนของเขาแตกต่างจากของนายพลหัวเล็กน้อยแบบนายพลหัวจะเคลื่อนไหวเยอะมากเลยถูกเรียกว่า ต้าเจี่ยฉวน (Da Jia Quan หรือ Big Fram Boxing) ในขณะที่แบบของชาหยวนอี้จะเร็วและเคลื่อนไหวอย่างรัดกุมกว่าเลยถูกเรียกว่า เสี้ยวเจี่ยฉวน (Xiao Jia Quan หรือ Small Frame Boxing) แต่ทั้งสองก็ถือเป็นวูซูประเภทเดียวกัน
ต่อมาชาวบ้านเลยเรียกกังฟูประเภทนี้เสียใหม่ว่า “กังฟูชา-หัว” แบบของนายพลหัวมี 4 ท่า (Routines หรือ Forms) ซึ่งมีการเคลื่อนไหวช้า ยาวนานและสมบูรณ์แบบชื่อของทั้ง 4 ท่า เรียกกันง่ายๆ ว่า หัวฉวนที่ 1-4 ส่วนแบบของชามี
กังฟูมุสลิม
มุสลิม
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
dejavu monmon · 17 ต.ค. 2549
E22PAB · 17 ต.ค. 2549
นาย ธีระชัย บำรุงศิลป์ · 17 ต.ค. 2549
นาย อริยะ เพ็ชร์สาคร · 17 ต.ค. 2549
ชลิต จงสำราญ · 17 ต.ค. 2549
อ้างอิงอะไรก็ไม่มี ร้อนวิชา สาระไม่เอาไหน เขียนแบบ Academic Masterbation
ละเมอไปหรือเปล่า