คำว่า "สุขภาพ" ไม่ได้หมายถึงเพียงความปราศ-จากโรคหรือการไม่เจ็บไข้ได้ป่วยเท่านั้น หากแต่หมายรวมถึงการมีร่างกายแข็งแรง คล่องแคล่ว กระฉับกระเฉง การมีจิตใจเข้มแข็ง ร่าเริง เบิกบาน สงบเย็น การอยู่ร่วมกับผู้อื่นทั้งในครอบครัวและสังคมด้วยดี มีความกลมเกลียว เอื้ออาทรต่อกัน ตลอดจนการมีสติและปัญญาอันสมบูรณ์ มองเห็นสรรพสิ่งตามที่เป็นจริง รู้เท่าทันตนเอง ผู้อื่น และสิ่งแวดล้อม มีคุณธรรมและจริยธรรม
นั่นคือ ครอบคลุมทุกมิติของชีวิต อันได้แก่มิติทาง ร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ (ปัญญา) สุขภาพตามความหมายดังกล่าวจึงเป็นเรื่องของความสุขและคุณภาพชีวิตของมนุษย์นั่นเอง ทั้งนี้ย่อมขึ้นกับปัจจัยอันหลากหลาย ทั้งในตัวบุคคล หรือมนุษย์ (เช่น พันธุกรรม จิตใจ ความรู้ ความเชื่อ บุคลิกภาพ พฤติกรรม เป็นต้น) และสิ่งแวดล้อม (เช่น ที่อยู่อาศัย ถนนหนทาง เสื้อผ้า อาหาร น้ำ ยารักษาโรค บริการทางการแพทย์ เชื้อโรค พืช สัตว์ สารเคมี มลพิษ ระบบเศรษฐกิจ-สังคม-การเมือง การศึกษา วัฒนธรรม ศาสนา ค่านิยม กฎหมาย เป็นต้น )
ปัจจัยเหล่านี้มีปฏิสัมพันธ์กันอย่างสลับซับซ้อน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของบุคคลได้ทุกมิติ เช่น ระบบเศรษฐกิจ-สังคม-การเมืองที่ด้อยพัฒนา ส่งผลให้เกิดปัญหาความยากจน ด้อยการศึกษา ซึ่งส่งผลให้เกิดแรงงานอพยพ การแตกสลายของครอบครัวและชุมชน แหล่งเสื่อมโทรม ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาโสเภณี ปัญหายาเสพติด ความเครียด การเสพบุหรี่ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในที่สุดก็ส่งผลต่อการเกิดโรคทางกาย เช่น อุบัติเหตุจราจร เอดส์ โรคที่เกิดจากบุหรี่ และแอลกอฮอล์ เป็นต้น
ความยากจนและความด้อยการศึกษายังส่งผลให้ประชาชนขาดความรู้และทักษะในการดูแลสุขภาพตนเอง มีพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่ถูกต้อง เช่น การบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสม การขาดการออกกำลังกาย การเสพสิ่งเสพติดให้โทษ การใช้ยาอย่างผิดๆ เป็นต้น รวมทั้งการเข้าไม่ถึงบริการทางการแพทย์ ทำให้เกิดโรคที่เกิดจากพฤติกรรม (เช่น โรคอ้วน ไขมันในเลือดสูง โรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง ตับแข็ง เป็นต้น) และโรคเรื้อรังที่มีสาเหตุจากพันธุกรรม (เช่น เบาหวาน ความดันเลือดสูง) ก็ขาดการดูแลอย่างถูกต้อง จนเกิดภาวะแทรกซ้อนมากมายตามมา
เมื่อสุขภาพร่างกายเสื่อมทรุด ก็ส่งผลกระทบต่อจิตใจ (เกิดความเครียด ท้อแท้ ซึมเศร้า วิตกกังวล) และการดำรงชีพ การประกอบอาชีพ การหารายได้ การการคบค้าสมาคม การสร้างภาระต่อครอบครัวและสังคม การเจ็บป่วยหรือการเสียสุขภาพ เป็นบ่อเกิดของความทุกข์ของบุคคล ครอบครัว และสังคมในระดับมหภาค ทุกภาคส่วนของสังคมจะต้องร่วมมือกันสร้างเสริมสุขภาพและความสุขของประชาชน โดยการผลักดันนโยบายและมาตรการในการพัฒนาปัจจัยทางสังคมและสิ่งแวดล้อม (เช่น เศรษฐกิจ การศึกษา สาธารณสุข วัฒนธรรม ศาสนา ค่านิยม กฎหมาย เป็นต้น) ให้เอื้อต่อสุขภาพของประชาชน
ในระดับจุลภาคซึ่งหมายถึงระดับบุคคลและครอบครัว จะต้องส่งเสริมให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ และทักษะในการดูแลสุขภาพตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านจิตใจและจิตวิญญาณ (ปัญญา) ซึ่งมีความสำคัญต่อการสร้างความสุขของบุคคล ครอบครัว และสังคม
การมีสุขภาพร่างกายที่ดี ไม่เจ็บไข้ได้ป่วยนั้นย่อม เป็นสิ่งที่ดี และลดผลกระทบต่อสุขภาพจิตใจและสังคม ทุกคนควรเรียนรู้วิธีการดูแลตนเองและพฤติกรรมสุขภาพ (เช่น การบริโภคอาหาร การออกกำลังกาย การบริหารจิต การหลีกเลี่ยงสิ่งอันตรายให้โทษ) เพื่อป้องกันโรคที่ป้องกันได้ เช่น โรคจากบุหรี่ แอลกอฮอล์ โรคจากพฤติกรรม เป็นต้น
แต่การมีสุขภาพร่างกายที่ดี เช่น เด็กและวัยหนุ่มสาวมักจะมีร่างกายแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง ก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องมีความสุขเสมอไป และอาจมีความทุกข์มากมายถ้าหากยังขาดสุขภาพทางจิตใจและจิตวิญญาณ
ตรงกันข้าม ผู้ที่เจ็บป่วย หรือพิการทางร่างกายก็ใช่ว่าจะมีความสุขไม่ได้ การเจ็บป่วยทางร่างกายบางครั้งอาจเกิดขึ้นโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรม หรือความเสื่อมของร่างกายเมื่ออายุมาก หรืออาจเกิดจากอุบัติเหตุที่เป็นการกระทำของผู้อื่น ซึ่งอยู่เหนือการควบคุมของตัวเรา ถ้าหากรู้จักดูแลตนเองและแสวงหาความช่วยเหลืออย่างถูกต้องจริงจัง ก็อาจช่วยให้ร่างกายทำหน้าที่ได้เช่นคนปกติ เช่น ผู้พิการสามารถใช้อุปกรณ์ช่วยให้เคลื่อนไหวร่างกายออกไปทำงานในสังคมได้ ผู้ที่เป็นเบาหวาน ความ ดันเลือดสูง โรคหัวใจ โรคมะเร็ง ก็สามารถใช้ยาและวิธีบำบัดต่างๆ เพื่อควบคุมโรค และชะลอการเกิด ภาวะแทรกซ้อน ก็ทำให้มีสุขภาพร่างกายดีพอที่จะสร้างงานที่มีคุณค่าต่อตัวเองและสังคมได้
เหนือสิ่งอื่นใด ถ้าบุคคลได้รับการฝึกฝนด้านจิตใจ และจิตวิญญาณ (ปัญญา) ให้แข็งแกร่ง โดยเฉพาะอย่าง ยิ่งการปฏิบัติตามแก่นธรรมของศาสนา จนมีสติและปัญญาสมบูรณ์ ก็จะสามารถดำรงชีวิตอย่างมีความสุขและมีคุณค่าต่อสังคม ไม่ว่าร่างกายจะแข็งแรงหรือไม่ก็ตาม ผู้ที่เจ็บป่วยด้วยโรคร้าย (เช่น มะเร็ง เอดส์) รวมทั้งผู้พิการจำนวนมากที่มีจิตใจและจิตวิญญาณที่แข็งแกร่ง สามารถมีความสุขตลอดจนช่วงชีวิตที่เหลือ และเป็นแบบอย่างของการใช้ชีวิตที่มีคุณค่าอันน่าสรรเสริญยิ่ง
องค์ประกอบของการมีสุขภาพดี
ระดับสุขภาพของบุคคล โดยอิทธิพลของพ่อ-แม่ และตนเองจะอยู่ในระดับใดมาจากองค์ประกอบหลัก 3 ประการ คือ พันธุกรรม สิ่งแวดล้อม และพฤติกรรม
1. อิทธิพลของพันธุกรรมต่อระดับสุขภาพของมนุษย์
พันธุกรรม มีอิทธิพลต่อระดับสุขภาพของมนุษย์ โดยพบว่าลักษณะทั่ว ๆ ไปด้านร่างกาย ได้แก่ โครงร่างของร่างกาย พื้นฐานการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย เป็นต้นว่า ความสามารถในการเคลื่อนไหวร่างกาย ความสามารถด้านสติปัญญา ลักษณะความต้านทานโรค มนุษย์จะได้รับ ถ่ายทอดมาทางพันธุกรรม นอกจากนี้โรคบางโรคก็ได้รับถ่ายทอดมาทางพันธุกรรมด้วย
โรคพันธุกรรม เช่น โรคเบาหวาน เลือดจางพันธุกรรม ตาบอดสี เป็นต้น ในปัจจุบันคนไทยเป็นโรคพันธุกรรมอยู่ไม่น้อย โดยพบว่าเป็นโรคเบาหวานประมาณ 2.5% โรคเลือดจางพันธุกรรมประมาณ 1% ทว่ามีคนที่เป็นพาหะของโรคเลือดจางพันธุกรรมอยู่มากกว่า 1 ใน 3 ของประชาชนทั้งหมด
2. อิทธิพลของสิ่งแวดล้อมต่อระดับสุขภาพของมนุษย์
สิ่งแวดล้อม หมายถึง ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวมนุษย์ ทั้งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ เหล่านี้ บางอย่างมีอิทธิพลต่อระดับสุขภาพของมนุษย์ทั้งในทางให้คุณ คือ ส่งเสริมสุขภาพ และให้โทษ คือบั่นทอนหรือทำลายสุขภาพ สิ่งแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อระดับสุขภาพของมนุษย์แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ สิ่งแวดล้อมก่อนเกิด กับ สิ่งแวดล้อมหลังเกิด
2.1 สิ่งแวดล้อมก่อนเกิด เป็นสิ่งแวดล้อมนับตั้งแต่เริ่มมีการปฏิสนธิในครรภ์มารดาจนตลอดระยะเวลาที่เป็นทารกอยู่ในครรภ์มารดา สิ่งแวดล้อมที่มีอิทธิพลโดยตรงก็คือตัวมารดานั่นเอง อาหาร ยา ยาเสพติด โรคภัยไข้เจ็บ และสุขภาพจิตของมารดา เป็นสิ่งแวดล้อมที่มีอิทธิพลรุนแรงมาก ทารกในครรภ์ต้องการอาหารเพื่อความเจริญเติบโต เช่น ต้องการธาตุแคลเซียม ฟอสฟอรัส และวิตามินเพื่อการเจริญเติบโตของกระดูกและฟันต้องการธาตุเหล็กเพื่อใช้ในการสร้างเม็ดเลือด และต้องการโปรตีนเพื่อการสร้างเนื้อเยื่อต่าง ๆ เป็นต้น ยาบางชนิด เมื่อมารดากินระหว่างการตั้งครรภ์จะเป็นอันตรายต่อทารกที่อยู่ในครรภ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระยะที่จะทำอันตรายต่อทารกในครรภ์ได้มากที่สุดคือ ระยะ 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์เพราะเป็นระยะที่ทารกกำลังสร้างอวัยวะต่าง ๆ ยาบางชนิดทำให้ทารกพิการแน่นอน เช่น ธาลิโดไมต์ (Thalidomide) ซึ่งจะทำให้ทารกตายในครรภ์ หรือไม่มีมือ-เท้า หูหนวกเป็นต้น ยาบางชนิดอาจทำให้ทารกพิการได้ เช่น วิตามินซี ถ้ามารดากินมากไปจะทำให้ทารกเป็นโรคลักปิดลักเปิดในระยะแรกคลอดได้ และยาบางชนิดจะมีพิษต่อทารกในครรภ์ เช่น เตตราซัยคลิน (Tetracycline) จะทำให้ฟันของทารกมีสีเหลืองดำถาวร เป็นต้น ยาเสพติดที่มารดาเสพระหว่างตั้งครรภ์ ก็มีอิทธิพลต่อทารกในครรภ์เช่นกัน เช่น มารดาที่สูบบุหรี่จะทำให้ทารกแรกคลอดมีน้ำหนักน้อยกว่าปกติ และอาจรุนแรงถึงขั้นทำให้แท้งได้ หรือมารดาที่เสพเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์มากจะมีผลต่อการเจริญเติบโตของสมองของทารก ทำให้สติปัญญาไม่ดีเท่าที่ควร อาจถึงขั้นทำให้ปัญญาอ่อน และอาจรุนแรงถึงขั้นทำให้แท้งได้เช่นเดียวกับบุหรี่ เป็นต้น โรคบางโรคที่เกิดกับมารดาในระหว่างตั้งครรภ์มีผลต่อทารกในครรภ์โดยตรง เป็นต้นว่า ถ้ามารดาเป็นโรคหัดเยอรมันในระยะ 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ จะทำให้ทารกพิการแน่นอน เช่น ต้อกระจก หูหนวก หรือโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด เป็นต้น ถ้ามารดาเป็นโรคซิฟิลิสในระหว่างการตั้งครรภ์เชื้อโรคอาจผ่านทางสายสะดือทำให้ทารกได้รับเชื้อซิฟิลิสได้ หรือพิษของเชื้อโรค อาจทำให้แท้งได้หรือทารกคลอดมาแล้วพิการ เช่น ตาบอด หูหนวกเป็นต้น นอกจากนี้ สุขภาพจิตของมารดาในระหว่างการตั้งครรภ์ก็ยังมีอิทธิพลต่อระดับสุขภาพของทารกในครรภ์อีกด้วย พบว่าถ้าในระยะตั้งครรภ์มารดามีอารมณ์ตึงเครียดมากจะทำให้อัตราการเต้นของหัวใจและการดิ้นของทารกเพิ่มขึ้น และถ้ามีอารมณ์ตึงเครียดมากติดต่อกันนาน ๆ อาจทำให้ทารกปัญญาอ่อนได้ อนึ่งถ้ามีอารมณ์ตึงเครียดมาก ๆ ในระยะตั้งครรภ์ 2-3 เดือนอาจทำให้แท้งได้
2.2 สิ่งแวดล้อมหลังเกิด เป็นสิ่งแวดล้อมตั้งแต่แรกคลอดไปจนตลอดชีวิต ซึ่งอาจจำแนกย่อยได้หลายด้านดังนี้
1. สิ่งแวดล้อมทางกายภาพ
2. สิ่งแวดล้อมทางชีวภาพ
3. สิ่งแวดล้อมทางสังคม
4. สิ่งแวดล้อมทางเศรษฐกิจ
5. สิ่งแวดล้อมทางเคมี
2.3. อิทธิพลของพฤติกรรมต่อระดับสุขภาพของมนุษย์
พฤติกรรมที่มีอิทธิพลต่อระดับสุขภาพมีอยู่หลายประการเฉพาะพฤติกรรมที่สำคัญๆ ได้แก่ การบริโภค การออกกำลังกาย การพักผ่อน การทรงตัว การระวังรักษาอวัยวะภายนอกของร่างกาย การป้องกันโรค การป้องกันอุบัติภัย การระวังรักษาอารมณ์และจิตใจ รวมทั้งการจัด และสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อมภายในบ้าน และชุมชน การมีพฤติกรรมที่ดี ได้แก่ การมีพฤติกรรมตามความรู้ จากการศึกษาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพอย่างเคร่งครัด ซึ่งเรียกว่า มีพฤติกรรมสุขภาพ (Health
Behavior) หลักการดังกล่าวมีดังต่อไปนี้
2.3.1. มีการสุขศึกษาอย่างจริงจังและต่อเนื่องตลอดชีวิต (สุขศึกษา คือ กระบวนการศึกษาแนวทางในการปฏิบัติให้มนุษย์มีสุขภาพในระดับดี)
2.3.2. มีพฤติกรรมสุขภาพอย่างเคร่งครัด
2.3.3. มีการสอนวิทยาศาสตร์สุขภาพแก่ผู้อื่นตามกาลเทศะอันควรอยู่เสมอ
นอกจากองค์ประกอบหลัก 3 ประการ คือ พันธุกรรม สิ่งแวดล้อม และพฤติกรรม จะเป็นองค์ประกอบของการมีสุขภาพดีโดยอิทธิพลของพ่อ-แม่และตนเองแล้ว ยังมีองค์ประกอบของการมีสุขภาพดีที่สำคัญอีกประการหนึ่ง อันมีผลช่วยการสร้างเสริมระดับสุขภาพของมนุษย์ คือ การบริการสุขภาพ ได้แก่ การให้บริการเพื่อช่วยสร้างเสริมสุขภาพแก่ประชาชนที่จัด และดำเนินงานโดยหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งมีขอบข่ายการให้บริการ 4 ด้าน ได้แก่ การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันและควบคุมโรค การรักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสภาพ
บรรณานุกรม
1. นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่: 346 เดือน/ปี: กุมภาพันธ์ 2008 คอลัมน์: บอกเล่าเก้าสิบ นักเขียนหมอชาวบ้าน: รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ
2. http://www.sirinun.com/lesson2/a10.php
สาธารณสุขมูลฐานกับความสุข
หลักการสาธารณสุข
ศาสตราจารย์ชารลส์-เอดวาร์ด เอ วินสโลว์ (Charles-Edward A. Winslow) ผู้มีชื่อเสียงทางด้านสาธารณสุข ได้ให้คำจำกัดความของคำว่า "การสาธารณสุข" ไว้เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๔ ว่า
"การสาธารณสุขเป็นวิทยาการและศิลปะแห่งการป้องกันโรค การทำให้อายุยืนยาว การส่งเสริมอนามัยและประสิทธิภาพของบุคคล โดย ความร่วมมือร่วมแรงร่วมใจของชุมชนในเรื่องต่างๆ อันได้แก่ การสุขาภิบาล สิ่งแวดล้อม การควบคุมโรคติดต่อการให้สุขศึกษาเกี่ยวกับสุขวิทยาส่วนบุคคล การจัดบริการทางด้านการแพทย์ และ พยาบาล เพื่อการวินิจฉัยโรคตั้งแต่เริ่มแรก และให้การรักษาเพื่อมิให้ลุกลามต่อไป รวมทั้งการพัฒนากลไกแห่งสังคม เพื่อให้ทุกคนมีมาตรฐานการครองชีพที่เพียงพอต่อการดำรงไว้ซึ่งอนามัยที่ดีของตน"*
บุคคลในชุมชนที่มีการสาธารณสุขดี ย่อมมีสุขภาพอนามัยที่ดีตามไปด้วย คำว่า "อนามัย" หมายถึง สภาวะความสมบูรณ์แข็งแรงทั้งร่างกาย และจิตใจ รวมทั้งการดำรงชีวิตอยู่ในสังคมด้วยดีมิใช่เพียงสภาวะที่ปราศจากโรคหรือความพิการเท่านั้น
ธรรมนูญขององค์การอนามัยโลกกล่าวไว้ว่า "อนามัยเป็นสิทธิของมนุษยชน มนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะมีความแตกต่างกันทางด้านเชื้อชาติ ศาสนา ความเชื่อมั่นทางการเมือง ฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม ย่อมมีสิทธิที่จะได้รับการส่งเสริมคุ้มครอง เพื่อให้มีอนามัยในระดับอันสมควร" โดยสรุปการสาธารณสุขประกอบด้วย
๑. การสุขาภิบาล
๒. การบำรุงรักษาสิ่งแวดล้อม
๓. การรักษาและการควบคุมโรคติดต่อ
๔. สุขวิทยาส่วนบุคคล
๕. บริการทางการแพทย์และพยาบาล
๖. การพัฒนากลไกแห่งสังคม
(*Winslow, C.E.A., 'The Cost of Sickness and the Price of Health(1951) World Health Organization Monograph Series, No.7.)
ความหมายของการสาธารณสุขมูลฐาน
การสาธารณสุขมูลฐาน เป็นกลวิธีทางสาธารณสุขที่พัฒนาขึ้นเพื่อสนับสนุนการบริการสาธารณสุขของรัฐที่มีอยู่เดิม โดยให้ความสำคัญในการดำเนินงานระดับตำบลและหมู่บ้าน ด้วยการผสมผสานการให้บริการทั้งทางด้านการรักษา พยาบาล การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค และการฟื้นฟูสภาพที่ประชาชนดำเนินการเอง ซึ่งประชาชนจะต้องมีส่วนร่วมในการวางแผน การดำเนินงาน และการประเมินผล โดยได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐในด้านวิชาการ ข้อมูลข่าวสาร การให้การศึกษาฝึกอบรม และระบบส่งต่อผู้ป่วย โดยอาศัยทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่นเป็นหลัก และ ผสมผสาน การพัฒนาการสาธารณสุขกับการพัฒนาด้านการศึกษา การเกษตรและสหกรณ์ และการพัฒนาชุมชน เพื่อให้ประชาชนสามารถแก้ไขปัญหาด้วยตนเองและพึ่งตนเองได้
หลักการและเหตุผลของการสาธารณสุขมูลฐาน
ตามนโยบายการเร่งรัดพัฒนาชนบทที่จะทำให้ประชาชนในชนบทส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งมีฐานะยากจน ด้อยการศึกษา และมีสถานภาพทางสุขภาพต่ำ ให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้นนั้น รัฐบาลถือว่าสุขภาพอนามัยของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญที่จะเอื้ออำนวยต่อการพัฒนาประเทศ ประชาชนในชนบทเป็นกำลังหลักในการพัฒนาประเทศ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการบริการสุขภาพที่ดี แต่การบริการสาธารณสุขที่รัฐบาลได้ดำเนินการมายังไม่สามารถครอบคลุมประชากรส่วนใหญ่ได้งบประมาณที่กระทรวงสาธารณสุขได้รับประมาณ ร้อยละ ๔ - ๕ ของงบประมาณทั้งประเทศนั้น ส่วนใหญ่ถึงร้อยละ ๖๕ - ๘๐ นำไปใช้ในการจัดสร้างสถานบริการสาธารณสุขต่างๆ เช่น โรงพยาบาล สถานีอนามัย และสำนักงานผดุงครรภ์ ตลอดจนวัสดุอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกในการจัดบริการสาธารณสุขสามารถให้บริการประชาชนได้ครอบคลุมเพียงร้อยละ ๑๕ - ๓๐ เท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงกับสถานบริการสาธารณสุข เช่น ในเขตเมือง หรือ ตำบลใกล้เคียง นอกจากมีงบประมาณจำกัดแล้ว การกระจายบุคลากรทางการแพทย์และการสาธารณสุขยังไม่สมดุลกันอีกด้วย คือ แพทย์ และบุคลากรสาธารณสุขส่วนใหญ่ประจำอยู่ในกรุงเทพมหานคร หรือ ตามเมืองใหญ่ มีเพียงส่วนน้อยที่ประจำอยู่ในชนบท และเหตุผลที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ สถานบริการสาธารณสุขที่มีอยู่นั้น ประชาชนไม่ได้ใช้ประโยชน์เท่าที่ควร ทั้งทางด้านการรักษาพยาบาล การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรคและการฟื้นฟูสุขภาพ เพราะประชาชนส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ในเรื่องสุขภาพอนามัย และประโยชน์ของสถานบริการสาธารณสุขของรัฐที่มีอยู่
บริการสาธารณสุขของรัฐบาลได้ดำเนินการมากว่า ๔๐ ปี โดยการจัดเป็นระบบที่สอดคล้องกับระบบการบริหารงานส่วนภูมิภาค คือ ตำบล อำเภอ จังหวัด ในระดับตำบล กระทรวงสาธารณสุขจัดให้มีสถานีอนามัย และมีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอย่างน้อยสองคนอยู่ประจำให้บริการสาธารณสุขพื้นฐาน ในระดับอำเภอมีโรงพยาบาล หรือโรงพยาบาลชุมชน ในทุกอำเภอที่มีประชาชนอยู่ค่อนข้างหนาแน่น มีแพทย์ประจำอย่างน้อย ๑ คน และเจ้าหน้าที่อื่นๆ รวมเป็นทีมงานบริการสาธารณสุข งานของโรงพยาบาลชุมชนนั้นมีความสามารถสูงกว่าบริการสาธารณสุขพื้นฐานที่ สถานีอนามัยตำบล เพราะมีงานด้านการรักษาพยาบาลและดูแลผู้ป่วยมากกว่า นอกจากนั้นโรงพยาบาลชุมชนยังคอยรับรักษา หรือให้คำปรึกษาเมื่อสถานีอนามัยตำบลได้ส่งผู้ป่วยที่เกินขีดความสามารถที่ตนจะทำการรักษาได้มาให้ในเรื่องของการเจ็บป่วยโดยทั่วไป โรงพยาบาลชุมชนสามารถให้การช่วยเหลือได้แทบทั้งหมด ยกเว้นแต่อาการป่วยบางชนิดที่ต้องการการดูแล หรือการตรวจอย่างละเอียดถี่ถ้วน หรือต้องการผ่าตัดที่ค่อนข้างจะซับซ้อน โรงพยาบาลชุมชนจึงจะส่งต่อไปให้โรงพยาบาลจังหวัด หรือที่เรียกว่า โรงพยาบาลทั่วไปในขณะนี้ โรงพยาบาลทั่วไปมีการรักษากว้างขวางและลึกซึ้งมากกว่าโรงพยาบาลชุมชน เพราะมีแพทย์ เจ้าหน้าที่ และวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นในการรักษาพยาบาลมากกว่า แม้รัฐบาลจะได้พยายามจัดให้มีระบบบริการสาธารณสุขอย่างทั่วถึง แต่ก็ยังมีปัญหา ซึ่งนับว่าจะเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากทรัพยากรของ รัฐมีจำกัด และประชาชนเพิ่มมากขึ้นทุกๆ ปี ประกอบกับในปัจจุบันและอนาคต ทรัพยากรธรรมชาติก็จะลดลง ถ้าสภาพทางเศรษฐกิจและสังคมเติบโตช้าก็จะไม่ทันสนองความต้องการพื้นฐานของประชาชนได้ ด้วยเหตุนี้บริการสาธารณสุข ที่รัฐจัดให้อาจไม่สามารถจะแก้ปัญหาได้ ถ้าหากไม่หากลวิธีในการแก้ปัญหาเสียใหม่
นอกจากนี้ เหตุผลที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ปัญหาสาธารณสุขที่พบในชนบทนั้น มากกว่า ร้อยละ ๗๐ เกิดจากความไม่รู้ไม่เข้าใจเรื่องราวของโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ซึ่งสามารถป้องกันได้ด้วยตนเอง ความไม่รู้และไม่เข้าใจนี้ทำให้ประชาชนต้องประสบกับอันตรายยิ่งขึ้น เมื่อมีโรคร้ายแรงแล้วจะลองดูแลรักษากันเอง โดยไม่ไปปรึกษาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่สถานีอนามัย โรงพยาบาลชุมชน หรือโรงพยาบาลจังหวัดในระยะเริ่มแรก ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตไปโดยไม่ควร เหตุผลที่สำคัญมากประการสุดท้ายก็คือ สุขภาพอนามัยนั้นเป็นเรื่องส่วนบุคคล ทุกคนมีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะรู้และมีส่วนรับผิดชอบในสุขภาพอนามัยของตนเอง รัฐบาลมีหน้าที่ให้ประชาชนมีความรู้ ความสามารถที่จะป้องกันดูแลตนเองอย่างเท่าเทียมกัน
ดังนั้น การที่จะขยายบริการสาธารณสุขให้ครอบคลุมประชากรในชนบทให้มากยิ่งขึ้น มีการใช้ประโยชน์ของสถานบริการต่างๆ อย่างเต็มที่ ประชาชนสามารถรักษาโรคอย่างง่ายๆ ได้ เพราะประชาชนได้มีส่วนรับผิดชอบสุขภาพอนามัยของตนเอง กระทรวงสาธารณสุขจึงคำนึง ถึงกลวิธีใหม่ คือ พัฒนาประชาชนให้เกิดความรู้ความสามารถที่จะช่วยเหลือหรือดำเนินการสาธารณสุขที่จำเป็นขั้นมูลฐานหรือพื้นฐานได้ด้วยตนเอง โดยวิธีการนี้ก็จะมีงานสาธารณสุขที่ประชาชนทำได้และที่ประชาชนทำไม่ได้ รัฐบาล จะทำในสิ่งที่ประชาชนทำไม่ได้และจะต้องทำการพัฒนาสนับสนุนให้ประชาชนเกิดความสามารถทำในสิ่งที่เขาสามารถทำได้โดยอาศัยวิทยาการ ต่างๆ เมื่อเป็นเช่นนี้จะพอเห็นได้ว่า แม้ว่าทรัพยากรไม่เพิ่มขึ้น บริการสาธารณสุขที่จำเป็นขั้นมูลฐานหรือพื้นฐานก็สามารถเข้าถึงประชาชน ได้ทุกคน
แนวคิดของการสาธารณสุขมูลฐาน
แนวคิดในเรื่องการสาธารณสุขมูลฐานของประเทศไทยเกิดจากประสบการณ์ของประเทศเราเอง แนวคิดของสากลประเทศสอดคล้องและสนับสนุนแนวคิดของประเทศไทยเราว่าได้ดำเนินการมาแล้วอย่างถูกทิศทาง (ผู้ที่สนใจอาจจะหารายละเอียดเพิ่มเติมได้จากเอกสาร "แนวความคิดหลักการ และวิธีการดำเนินงานสาธารณสุขมูลฐาน" โดยนายแพทย์อมร นนทสุต)
แนวความคิดสากลของการสาธารณสุขมูลฐาน เกิดจากความพยายามของรัฐบาลทุกประเทศ ทั่วโลกที่จะให้บริการสาธารณสุขที่จำเป็น ได้แก่ การรักษาโรค การส่งเสริมสุขภาพอนามัย การป้องกันโรค และการฟื้นฟูสภาพของผู้ป่วย ให้ครอบคลุมประชาชนทุกคน ทั้งระดับบุคคล ระดับครอบครัว และระดับชุมชน การที่จะให้บริการที่จำเป็น ดังกล่าวเป็นจริงได้นั้น มีอยู่หนทางเดียว คือ ให้ประชาชนทุกคนปฏิบัติได้ด้วยตนเอง แนวคิดดังกล่าวแตกต่างจากการปฏิบัติในอดีตที่เน้นให้ความสำคัญแก่ระบบการจัดการบริการสาธารณสุขให้แก่ประชาชนแต่เพียงอย่างเดียว แนวคิดทางการสาธารณสุขมูลฐานเป็นแนวคิดทางด้านการพัฒนาทางสังคม เพราะมุ่งเน้นพัฒนาความรู้ ความสามารถ การรวมกลุ่มกันในชุมชน และการตั้งใจที่จะช่วยเหลือเพื่อนบ้านและสมาชิกในครอบครัว
ในด้านการพัฒนาสังคมของประเทศนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเกี่ยวข้องกับงานด้านเศรษฐกิจ การศึกษา การเกษตร การตลาด การปกครอง การพัฒนาชุมชน เมื่อแนวคิดของการสาธารณสุขมูลฐานเป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงโดยตรงกับการพัฒนาทางสังคม การสาธารณสุขมูลฐานจึงต้องผสมผสานกับงานพัฒนาสังคมด้านอื่นๆ และเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของการพัฒนาทั้งหมด
ดังนั้น การสาธารณสุขมูลฐานจึงต้องดำเนินการโดยประชาชนเอง และเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน ทั้งนี้ประชาชนจะต้องช่วยกันหารือ ค้นหาว่าอะไรคือปัญหา อะไรคือความจำเป็นที่จะต้องช่วยกันทำ ช่วยกันแก้ แต่ก่อนที่ประชาชนจะดำเนินการกันเองได้นั้น ประชาชนจะต้องช่วยกันพิจารณาว่าใครเป็นผู้เหมาะสมที่จะดำเนินการได้ และผู้ที่ได้รับเลือกจากประชาชนนั้นจะต้องเป็นสมาชิกของชุมชนในหมู่บ้าน เมื่อประชาชนได้เลือกผู้ที่เหมาะสมมาแล้วให้เป็นผู้สื่อข่าวสาธารณสุข (ผสส.) หรืออาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) เขาก็จะต้องได้รับการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาความรู้ ความสามารถของเขา โดยศึกษาจากปัญหาที่มีอยู่ในชุมชนหรือในหมู่บ้านของเขาเอง
ถ้าหากประชาชนทุกคนได้ร่วมกันปฏิบัติงานสาธารณสุขมูลฐานดังกล่าว รัฐจะต้องให้การสนับสนุนเพื่อเชื่อมโยงบริการสาธารณสุขของรัฐที่จัดให้เป็นปกติอยู่แล้ว ให้เกิดผลต่อประสิทธภาพ และประสิทธิผลของการบริการสาธารณสุขพื้นฐาน และถ้าประชาชนทุกคนหรือประชาชนส่วนใหญ่ มีสุขภาพอนามัยดีแล้ว ก็จะทำให้ภาวะทางสังคม หรือการพัฒนาทางสังคมของประเทศดีขึ้นตามไปด้วย คุณภาพชีวิตของประชาชนทุกคนก็ต้องดีตามอย่างแน่นอน
ภาวะความสุขในมิติทาง