๒๑/๐๙/๒๕๕๖
**********
ลืมกำเมือง ๓
ถ้าบ้านเฮาบ่ออู้เมืองกั๋นจะเป๋นจ๊ะใด? คำถามนำ...
เมื่อวานก่อนน้องคนข้างบ้านได้ภรรยาเป็นคนในหมู่บ้านเดียวกัน น้องคนนี้ได้พาภรรยาไปประกอบอาชีพปะยางอยู่แถวสุโขทัย มาเที่ยวบ้านเนื่องในงานหรือธุระอันใดไม่ทราบได้ ได้พาภรรยาพร้อมด้วยลูกชายกำลังเดินกำลังวิ่งซึ่งน่ารักมาก มาซื้อของที่ร้าน สิ่งที่ผู้เขียนสังเกตและสัมผัสได้คือ การพูดคุยกับลูกของทั้งสองคนนั้น “เป็นภาษาไทยกลาง” ทำให้ตนเองตั้งคำถามลึก ๆ ในใจว่า “ทำไมไม่สอนลูกให้พูดภาษาของตนเองหละ?” ก็ในเมื่อ “พ่อคนเมือง” และ “แม่คนเมือง” ปู่ย่า ตายาย ก็เป็น “คนเมือง” กันทั้งนั้น พวกเรารุ่นลูก รุ่นหลานลืมอะไรกันไปหรือเปล่ากำลังคิดอะไรกัน กำลังจะกลายพันธุ์เป็น “คนไทย” รุ่นใหม่หรืออย่างไร? หลาย ๆ สิ่งหลาย ๆ อย่างประเดประดังเข้ามาในความรู้สึกของผู้เขียน แล้วอนาคตวันข้างหน้า หมู่บ้านนี้มันจะเป็นหมู่บ้านของคนกลุ่มไหนหละ? ในเมื่อพวกเรากำลังกระทำในสิ่งที่น่าตำหนิกันแบบนี้
ท่านอาจารย์กิตติวุฒโฑ ที่นักวิชาการและสื่อสารมวลชนทั้งหลายได้เขียนวิพากษ์วิจารณ์แสดงความไม่ชอบใจหรือครหาท่านในด้าน “คมวาทะ” ที่เกี่ยวกับคอมมิวนิสต์สมัยก่อน ท่านได้ให้ข้อคิดเตือนจิตเกี่ยวกับคนเรา ท่านกล่าวว่า “สิ่งที่น่าตำหนิอย่างยิ่งของคน” นั้น มีอยู่ ๓ ประการ คือ...
๑. ลืมบ้านเกิด แผ่นดินเกิด
๒. ลืมโรงเรียน สถาบันการศึกษา
๓. ลืมรกรากตนเอง บิดา มารดา ญาติพี่น้อง
“ภาษา” ที่เราใช้พูดคุยกันอยู่เป็นเสมือนตัวแทนของ “รกรากตนเองบิดา มารดา ญาติพี่น้อง” รวมไปถึงเป็นตัวแทนของ “บ้านเกิด แผ่นดินเกิด” ด้วย บุคคลที่ลืมรกรากการใช้ภาษาพ่อภาษาแม่จึง ดูเหมือนเป็นบุคคลที่น่าตำหนิอย่างยิ่งเช่นกัน
“ภาษาเมือง” ของคนในหมู่บ้านของผู้เขียนเองก็เป็นภาษาพ่อภาษาแม่ที่ลูก ๆ หลาน ๆ ควรจะได้เอาใจใส่และนำมาใช้พูดคุยให้ถูกต้องเหมาะสมสืบทอดต่อกันไปให้เป็นวัฒนธรรมที่ควรค่าแก่การรักษา หรืออนุรักษ์กันต่อ ๆ ไป ในขณะเดียวกัน นอกจากเรื่องของภาษาแล้ว วัฒนธรรมด้านอื่น ๆ ก็ต้องรักษาไปพร้อมๆ กัน เช่น ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการงานต่าง ๆ การแบ่งอาหารหรือให้อาหารที่ตนมีแก่คนรอบข้างทั้งอาหารดิบและอาหารสุก แม้จะไม่ใช่ญาติ การทักทายถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ การเยี่ยมเยือนยามเจ็บไข้ การให้อภัยเมื่อคู่กรณีเสียชีวิตไม่เอาความกันอีกต่อไป รวมถึงเรื่องศาสนาและวัฒนธรรมทางดนตรีที่กล่าวถึงมาแต่เบื้องต้นด้วย สิ่งดีงามเหล่านี้ก็เห็นให้ควรช่วยกันรักษาไว้ หรืออนุรักษ์ ตามเก็บในสิ่งที่เห็นว่าหมดไป หายไป กลับคืนมาให้อยู่คงเดิม
ถ้าเราไม่ช่วยกันใช้ไม่ช่วยกันรักษา ในวันข้างหน้า หมู่บ้านนี้จะคงเหลือแต่ประวัติศาสตร์ หมู่บ้านของผู้เขียนเอง ต่อไปจะกลายเป็นหมู่บ้านที่มีความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจมาก แต่จะกลายเป็นหมู่บ้านของ “คนไทย” ไปจนหมด จะไม่เหลือร่องรอยของความเป็น “คนเมือง”ที่มีวัฒนธรรมอันงดงามเหลืออยู่เลย หากคนในหมู่บ้านพากันสอนลูกสอนหลานกันอย่างนี้ทุกคน...
ขอบคุณอาจารย์ชยพร แอคะรัจน์มากครับ ติดตามให้กำลังใจตลอดมา อย่างไรก็พักผ่อนบ้างนะครับอาจารย์อย่าหักโหมงานมากไป เดี๋ยวจะไม่สบายอีก
คงเหลือแต่ประวัติศาสตร์.. ดังนั้นต้องช่วยกัน... รักษา+อนุรักษ์ นะคะ .....
ขอบคุณค่ะ