ในขณะนี้มีการประท้วงของชาวสวนยางพารา (หรือเครือข่ายชาวสวนยางแห่งประเทศไทย) ที่บ้านตูล อ. ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช ในครั้งแรกพวกชาวบ้านกำลังเรียกร้องให้รัฐบาลหันมาช่วย โดยการรับซื้อขายในกิโลกรัมละ 120 แต่รัฐบาลให้ราคาแค่ 80 บาท ตอนนี้ยังไม่ว่ากลุ่มเกษตรกรชาวสวนจะทำอย่างไร ซึ่งข้อเรียกร้องเดิมของเครือข่ายชาวสวนยางแห่งประเทศไทย คือ การให้ประกันราคายางรมควันชั้น 3 ราคา 101 บาทต่อ กก. ยางแผ่นดิบชั้น 3 ราคา 92 บาทต่อ กก. น้ำยางสด ราคา 81 บาทต่อ กก. และยางก้นถ้วยราคา 83 บาทต่อ กก. (ลดลงจากเดิมคือราคา 120 พอสมควร) ในตอนนี้มีข่าวว่าประธานเครือข่ายชาวสวนยางอุบลฯ เผยพอใจรัฐช่วยปัญหาราคายาง สรุป 3 ก.ย.ไม่ไปชุมนุม เพราะว่ายอมรับเรื่องการชดเชยปัจจัยการผลิตเป็นค่าปุ๋ยให้กับชาวสวนยางรายละ 25 ไร่ พร้อมสนับสนุนก่อสร้างโรงงานอบยางพาราในพื้นที่ มอบเงินหมุนเวียนใช้เป็นกองทุน และเงินกู้ดอกเบี้ยถูกกับสมาชิกชาวสวนยาง จึงเห็นว่าการมีเงินกองทุนหมุนเวียนและการสร้างโรงงานรมควันยางพารา จะเกิดประโยชน์กับชาวสวนยาง เพื่อพัฒนาคุณภาพยางพาราให้ดีขึ้นนำไปสู่การส่งออกได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องรอการสนับสนุนจากภาครัฐ ดังนั้น วันที่ 3 ก.ย.นี้จะไม่ไปร่วมชุมนุม ซึ่งแต่เดิมคาดว่าสมาชิกชาวสวนยางจะออกมาชุมนุมเพื่อปิดประเทศในวันที่ 3 กันยายน นี้
สถานการณ์จะเป็นอย่างไรก็เป็นเรื่องของสถานการณ์ คำถามที่ควรถามก็คือว่าทำไมยางพาราในยุคสมัยประชาธิปัตย์ถึงได้สูงถึง 180 บาท และลดลงมาเรื่อยๆจนถึง 70ในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ จากการศึกษาเศรษฐศาสตร์บ้างพอสมควร (คือได้เรียนตอนมัธยมศึกษาตอนปลาย) ผมคิดว่าเรื่องนี้สามารถอาศัยหลักทางเศรษฐศาสตร์พื้นฐานที่สุดมาอธิบาย กล่าวคือ เรื่องอุปสงค์ อุปทาน ตลอดจนเศรษฐกิจของโลกและการเข้ามารวมกันในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้จะมาช่วยให้อธิบายทำไมราคายางพาราถึงได้ตกลงขนาดนี้
ผมคิดว่าเหตุปัจจัยที่ทำให้ราคายางพาราตกเกิดขึ้นจาก 2 สาเหตุ 1. ปัจจัยภายใน และ 2 ปัจจัยภายนอก เรามาดูปัจจัยภายนอกก่อน